การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นอีกโจทย์สำคัญกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งให้ความสำคัญเพื่อ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แฝงอยู่ในตัวบุคคล อย่างความรู้ ทักษะ ประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การปรับหลักสูตรการศึกษาให้เข้ากับตลาดแรงงาน upskill reskill แรงงาน
หากแต่ในมุมของ ‘คนรุ่นใหม่’ เอง กลับต้องการความงอกงามเบ่งบานของมนุษย์ (Human Flourishing) โดยมองว่า มนุษย์แต่ละคน ต้องได้อยู่ในอยู่สภาวะและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ชีวิตสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และอารมณ์ สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่างสมดุล สัมพันธ์กับชุมชน เพื่อดำเนินชีวิตที่มีความหมายและมีคุณค่าในระยะยาว
“ระบบนิเวศการเรียนรู้” (Learning Ecosystems) จึงเปรียบเสมือนกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างความงอกงามเบ่งบานของมนุษย์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ เพราะเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้เรียน” (ซึ่งเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น “นักเรียน”) กับสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้รอบตัว โดยมีกระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ เทคโนโลยีที่สนับสนุนการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
ระบบนิเวศการเรียนรู้จึงเป็นอีกความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่อยากให้เกิดขึ้นเป็นนโยบายของกรุงเทพมหานคร ในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิ.ย. ที่จะถึงนี้

นโยบายคนรุ่นใหม่ให้ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.
รายการ Bangkok Pitch แผนพลิกบางกอก ทาง Thai PBS เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบและเสนอไอเดียพัฒนาเมือง โดยมี 2 กลุ่ม ที่เสนอนโยบายสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” โดยมาจากประสบการณ์ที่พวกเขาและเธอกำลังเผชิญปัญหาการเข้าไม่ถึงอย่างเพียงพอและเท่าเทียม
ในฐานะคนรุ่นใหม่ พวกเขามองว่าระบบนิเวศการเรียนรู้ จะช่วยสนับสนุนการศึกษาของพวกเขาไปพร้อมกับเสริมสร้างการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เช่น พิพิธภัณฑ์ หอสมุด หอจดหมายเหตุ หอศิลปะ หอจดหมายเหตุ หอภาพยนตร์ สวนสาธารณะ co-learning space
ทว่าในเมืองที่พวกเขาอยู่กลับยังมีไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายโดยคนรุ่นใหม่ ให้ผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่ และเพื่อกรุงเทพฯ ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) คือสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนอายุต่ำกว่า 18 ปี พึงได้รับเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ 4 ข้อประกอบด้วย
- สิทธิที่จะมีชีวิตรอด
- สิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากความรุนแรง
- สิทธิในการมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น
- สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา (Right of Development) คือสิทธิในการได้รับการศึกษา การเรียนรู้ การสนับสนุนให้พัฒนาศักยภาพ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม เพื่อเติบโตอย่างเต็มที่
นโยบาย Bangkok Creative Sandbox เมืองที่ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานสร้างสรรค์
กลุ่มแรก Siam Mover ได้นำเสนอพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่อายุ 15–25 ปี ที่สนใจงานสร้างสรรค์ เช่น การแสดง ภาพยนตร์ ดนตรี คอนเทนต์ และงานศิลปะ ได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้ ทดลอง ทำงานจริง และได้รับการรับรองจากเมือง
จากข้อเสนอโครงการ “Bangkok Creative Sandbox” คือการริเริ่มตั้ง สภาศิลปะคนรุ่นใหม่ หรือ BKK Youth Arts Council ให้เป็นยูนิตด้านศิลปะและงานสร้างสรรค์ ภายใต้โครงสร้างกลไกที่กรุงเทพมหานครมีอยู่แล้ว เช่น สภาเมืองคนรุ่นใหม่ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว พื้นที่ของเขตต่าง ๆ โครงการย่านสร้างสรรค์ และงานกิจกรรมของเมือง มาเชื่อมกับพลังของภาคเอกชน โรงเรียน ศิลปิน ครู และเยาวชน เพื่อสร้างระบบฝึกงานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นได้จริง
ที่มาของข้อเสนอเริ่มจากสถิติการศึกษาประจำปี 2567 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอายุ 15–17 ปี จำนวน 2,012,775 คน คิดเป็นอัตราการเรียนในระบบประมาณ 83.92%
เมื่อดูเฉพาะกรุงเทพมหานครแล้ว ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีนักเรียนรวมประมาณ 207,992 คน เป็นสายสามัญประมาณ 153,926 คน และสายอาชีวศึกษา/อื่น ๆ ประมาณ 54,066 คน มีเพียง 10,000–20,000 คน หรือประมาณ 5–10% ที่สนใจสายสนใจด้านนิเทศ การแสดง ภาพยนตร์ ดนตรี คอนเทนต์ หรือศิลปะสร้างสรรค์ ประมาณ และถ้าคิดระดับประเทศจากฐานนักเรียนมัธยมปลาย 2.01 ล้านคน จะมีจำนวนประมาณ 100,000–200,000 คน หากแต่เด็กกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงเพื่อการเรียนรู้สาขาวิชานี้ได้อย่างเต็มที่
การสร้าง “กรุงเทพมหานคร เมืองเเห่งการเรียนรู้” ที่แท้จริงและทั่วถึง
ทางด้านทีม Fourflowers เสนอนโยบาย “กรุงเทพมหานคร เมืองเเห่งการเรียนรู้” เนื่องจากตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่การเรียนรู้ของกรุงเทพนั้น กระจุกตัวอยู่ในจุดศูนย์กลางเมืองเท่านั้น เช่น เขตปทุมวัน, บางรัก, พญาไท ไม่ได้กระจายตัวสู่เขตอื่น ๆ รอบนอก เช่น มีนบุรี หนอกจาก คลองสามวา บางแค
ทำให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ต่าง ๆ ต้องการเข้าถึงระบบนิเวศการเรียนรู้ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเดินทาง นอกเหนือไปจากพื้นที่การเรียนรู้บางแห่งเป็นเอกชนที่มีค่าใช่จ่ายในการเข้าถึง ซึ่งบางครอบครัวก็ไม่ได้มีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายไหว การเข้าไม่ถึงระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะชีวิตเด็กนี้ ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำมากขึ้นให้กับเด็ก
อีกทั้งระบบนิเวศการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยรัฐยังมีเครือข่ายผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เเข็งเเรงมากพอ และการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง มีเพียงคนรุ่นใหม่เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
ในฐานะคนรุ่นใหม่ พวกเขาต้องการระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง และสอดคล้องกับย่านต่าง ๆ ที่พวกเขาอยู่ โดยเสนอให้มีโครงการยกระดับคุณภาพพื้นที่เดิมที่มีอยู่เเล้วของกรุงเทพมหานคร ให้กลายเป็นศูนย์กลางเเห่งการเรียนรู้ภายในเขต เช่น ศูนย์นันทนาการ ห้องสมุดชุมชน ศูนย์เยาวชนเขต
แต่ละศูนย์จะต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ทันสมัย มีพื้นที่เพียงพอรองรับผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถฝึกทักษะความรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชนได้ เพราะแต่ละเขตต่างมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน สามารถนำไปสู่การเรียนรู้ที่หลากหลายให้กับคนในพื้นที่ได้
ศูนย์กลางเเห่งการเรียนรู้ประจำเขตจะถูกใช้พื้นที่กลางในการสร้างเเกนนำเยาวชน หรือเเกนนำชุมชน เช่น เเกนนำนักเรียนในโรงเรียน ตัวเเทนชุมชนหรือหมู่บ้าน เพื่ออบรมกระบวนการจัดการเรียนรู้ในชุมชน มีบทบาทในการประชาสัมพันธ์ เเละการจัดเเคมเปญเกี่ยวกับการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ เพื่อให้การประชาสัมพันธ์มีความทันสมัยเเละเข้าถึงได้ง่าย พร้อมสร้างจุดเด่นหรือนำอัตลักษณ์ประจำเขตมาต่อยอดในพื้นที่การเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โครงการ ที่ 2 ทีมพยายามผลักดันนั้น ต่างเผชิญปัญหาเรื่องเดียวกันคือ เมื่อประสานกับหน่วยงานภาครัฐแล้ว ต้องเจอกับกลไกของระบบราชการที่ล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง มีเหตุให้ต้องสะดุดหลายครั้ง อีกทั้งยังต้องทำเอกสารจำนวนมากในการดำเนินงานกับราชการ จนกลายเป็นภาระให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาเมือง
ความเป็นไปได้ของนโยบายและการนำไปใช้จริง
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายของทั้ง 2 ทีม จะได้รับการแนะนำวิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางต่อยอด โดย 3 คอมเมนต์เตเตอร์ ในรายการ ซึ่งในประเด็นสร้างพื้นที่การเรียนรู้มีคอมเมนต์เตเตอร์ ได้แก่
เชษฐา มั่นคง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งคุ้มครองและพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่งเสริมสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์ปลอดภัยสำหรับเด็ก
อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง นักภูมิศาสตร์เมือง และรองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)
ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน ผู้จัดการกลุ่มไม้ขีดไฟในจังหวัดนครราชสีมา นักกิจกรรม นักสร้างสรรค์ลานเล่น และผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัว
โดยทั้ง 3 คอมเมนต์เตเตอร์ มีข้อเสนอแนะร่วมกันว่า การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนนั้นถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐต้องทำ และจากข้อเสนอของทั้ง 2 ทีมถือว่าค่อนข้างสำเร็จรูปและใช้งบประมาณไม่มาก ที่ผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใหม่สามารถนำไปใช้ได้เลย ระหว่างรอการเมืองระดับภาครับปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จที่จะใช้เวลาอีกนาน
ในการสร้างระบบนิเวศจะต้องไม่ใช่การพัฒนาหรือขยายพื้นที่เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาผู้มีบทบาทในการให้ความรู้ ฝึกทักษะผู้เรียน รวมถึงเนื้อหาความรู้ด้วยโดยมีความรู้จะจากพื้นที่และชุมชนนั้น ๆ เป็นพื้นฐาน สามารถสะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาที่มีของชุมชน ทำให้เครือข่ายของชุมชนเข้มแข็งขึ้น
เนื้อหาการเรียนรู้ยังต้องสมวัยด้วย เช่นทำให้เป็นพื้นที่ที่เด็ก ๆ และเยาวชนสามารถลองผิดลองถูกได้ เป็นการฝึกทักษะมากกว่าฝึกอาชีพ เพราะไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน และการฝึกทักษะจากศูนย์เรียนรู้ประจำเขตจะต้องมีใบรับรองหรือประกาศนียบัตรให้กับผู้เรียน เพื่อเป็นการรับรองทักษะจากกรุงเทพฯ
อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ เสนอว่า กทม.ต้องดูยุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จภายใน 4 ปี ซึ่งพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์สามารถเป็นพื้นที่เดียวกันได้ ซึ่งจะตอบโจทย์ผู้เรียนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา และจะต้องกระจายทุกพื้นที่ใน กทม. ทำให้ประชากรแฝงในเมือง คนในพื้นที่ห่างไกล คนที่ย้ายมาทำงานสร้างครอบครัวใน กทม.
“เนื่องจากรัฐดึงดูดทรัพยากรและทักษะความสามารถของคนมาไว้ในกทม. แล้ว ภาครัฐก็ต้องหยิบใช้ทรัพยากรและต้นทุนเหล่านี้ให้เต็มที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของคน ซึ่งข้อเสนอของทั้ง 2 ทีมสามารถทำได้เลยและใช่งบฯไม่มาก แต่ที่สำคัญอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือการวัดผลโครงการจะต้องสามารถทำได้”
อีกทั้ง เพื่อให้นโยบายทั้ง 2 ประสบความสำเร็จ ทางกรุงเทพฯ ต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ๆ นอกเหนือจากหน่วยงานภายในการกำกับดูแล เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมไปถึงภาคประชาสังคมต่าง ๆ
ทางด้าน ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน เสนอว่า ภาครัฐต้องประสานกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเอกชน เช่น ห้างสรรพสินค้าที่มีจำนวนมากในกรุงเทพฯ และที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเป็นที่รกร้าง บรรดาตึกร้างหรือบ้านร้างต่าง ๆ รัฐควรแปลงเป็นแหล่งการเรียนรู้ หรือพื้นที่สำหรับครอบครัว ด้วยมาตรการสร้างแรงจูงใจ เช่นการลดหย่อนภาษี และกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนเพื่อการใช้ประโยชน์ เช่นลักษณะผิวของพื้น ปลั๊กไฟ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู้”
“กรุงเทพฯ ต้องปรับปรุงโครงสร้างขั้นพื้นฐานอื่น ๆ เช่นไฟส่องสว่าง ถนนหนทาง ทางเท้า ขนส่งมวลชน พื้นที่ของ BTS MRT เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย รวมทั้งแปลงโครงสร้างขั้นพื้นฐานเหล่านี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการด้วย”
เช่นเดียวกับ เชษฐา มั่นคง กล่าวถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ว่า พื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่การสร้างสรรค์ ไม่ได้มีแค่กายภาพอย่างเดียว แต่ต้องมีชีวิต มีผู้คนด้วย
ดังนั้นภาครัฐต้องทำทั้งระบบเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ เช่นกิจกรรมและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์แต่ละช่วงวัย เด็กที่ต่ำกว่า 6 ขวบ เด็กประถม เด็กมัธยม มหวิทยาลัย แต่ละช่วงมีความต้องการและศักยภาพการเรียนรู้แตกต่างกัน
รวมทั้งจะต้องสร้างความปลอดภัย มีขนส่งมวลชนที่เข้าไปถึงได้ มีไฟส่องสว่าง มีทางเท้าที่ดี เพื่อให้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน
และที่สำคัญต้องพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชนแออัด และพื้นที่รกร้าง ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ศิลปะ การใช้งานศิลปะจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้น และสามารถดึงเด็กออกจากยาเสพติดได้”
ทั้ง 3 commentators ยังเห็นพ้องต้องกันว่า ทางกรุงเทพฯ ต้องลดขั้นตอนของระบบราชการและเรื่องเอกสารเพื่อลดระยะเวลา อำนวยความสะดวกให้กับคนรุ่นใหม่ที่เสนอโครงการพัฒนาเมือง ไม่ผลักภาระงานด้านเอกสารให้กับเด็กเกินไป
และนำโครงการนโยบายเหล่านี้ไปปรับใช้ ออกแบบให้สอดคล้องกับเขตต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย เพราะ “One size fits all” หรือ “วิธีการ นโยบายเดียวใช้แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง” นั้นเป็นไปไม่ได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- คนอพยพเข้ากรุง เด็กนักเรียนใน กทม. เพิ่ม
- ก้าวข้าม ‘ห้องเรียน’ สู่ ‘พัฒนาทุนมนุษย์’ โจทย์ใหม่ พ.ร.บ.การศึกษาไทย
- 4 ปีกับงาน กทม. “ทวิดา กมลเวชช” ประเมินตัวเอง “6 เต็ม 10”




