แม้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ “ฤดูฝน”ตามการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่ “ภัยแล้ง”น่าจะก่อตัวขึ้นเร็ว จากการพยากรณ์ความน่าจะเป็นของปรากฏการณ์ ENSO ฉบับล่าสุดเดือน พ.ค. 69 พบว่า ดัชนีความน่าจะเป็นในการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูง เมื่อเทียบกับการพยากรณ์ในช่วงก่อนหน้า
แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังประเมินค่อนข้างยาก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หากสภาพอากาศมีทิศทางเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำและภาคเกษตร
อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรของไทย อาจเผชิญปัญหามากกว่าเรื่อง “ภัยแล้ง” จากเอลนีโญ แต่ยังได้รับผลกระทบจากตลาดสินค้าเกษตรของไทย จากผลของสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน “แนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) และผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี” ระบุว่าความน่าจะเป็นในการเกิด El Nino ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ไว้ในช่วง 0.92–0.98% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 และช่วง 0.96–0.98% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569
สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะ Neutral เข้าสู่ El Nino ที่รวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการพยากรณ์เมื่อเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์เอลนีโญ

ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ปรากฏการณ์เอลนีโญยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาคการผลิตทางการเกษตรของไทย โดยมีลักษณะเด่นคือปริมาณ น้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ (1,623.9 มิลลิเมตร) และการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในหลายมิติ ดังนี้
(1) ด้านผลผลิต โดยเฉพาะ ข้าวนาปี (พื้นที่เพาะปลูก 66.12 ล้านไร่) มีความเสี่ยงสูงต่อการลดลงของผลผลิตจากการขาดน้ำในช่วงเพาะปลูกและการเจริญเติบโต (เดือนมิถุนายน ถึง เดือน สิงหาคม 2569) ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ อุบลราชธานี นครราชสีมา และสุรินทร์ และภาคกลางตอนบน อาทิ นครสวรรค์ พิษณุโลก และ กำแพงเพชร รวมทั้งพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ อาทิ มันสำปะหลัง (พื้นที่เพาะปลูก 8.80 ล้านไร่) อ้อยโรงงาน (พื้นที่เพาะปลูก 10.08 ล้านไร่) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (พื้นที่เพาะปลูก 6.51 ล้านไร่)
แม้พืชเศรษฐกิจดังกล่าวจะมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง แต่ผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากความรุนแรงของสภาพอากาศ และกลุ่มไม้ผล (พื้นที่เพาะปลูก 5.67 ล้านไร่) และพืชผักและไม้ดอก (พื้นที่เพาะปลูก 0.45 ล้านไร่) มีความเสี่ยงต่อคุณภาพผลผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะผลไม้ที่มีความต้องการน้ำสม่ำเสมอ เช่น ทุเรียน (พื้นที่เพาะปลูก 1.95 ล้านไร่) มังคุด (พื้นที่เพาะปลูก 0.40 ล้านไร่) และลำไย (พื้นที่เพาะปลูก 1.63 ล้านไร่) ตามลำดับ
(2) ด้านต้นทุน โดยต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจาก การดูแลรักษาพืชผล (สัดส่วน 39.87% ของภาคเกษตร) และ ค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำ (สัดส่วน 0.27% ของภาคเกษตร)
(3) ด้านรายได้ โดยผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ เกษตรกรปรับตัวลดลง และเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าเกษตร (สัดส่วน 8.15% ของการส่งออกสินค้า รวมทั้งหมดในปี 2568) มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้จากการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก
ปัญหาใหญ่ คือ บริหารจัดการน้ำ-ราคาปุ๋ย
ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้แก่ภาคเกษตรของไทย (สัดส่วน 8.89% ต่อ GDP) อย่างยั่งยืน ภาครัฐจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและดำเนินนโยบายที่สำคัญ ประกอบด้วย
- ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งจัดทำแผนจัดสรรน้ำสำหรับพืชเศรษฐกิจและการส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่นอกเขตชลประทาน (สัดส่วน 75.83% ต่อพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด) เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
- การกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานปัจจัยการผลิต ผ่านการประสานงานจัดหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเคมีทางเลือกใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงภูมิภาคตะวันออกกลาง (สัดส่วน 71.4% ต่อการนำเข้ารวม) พร้อมทั้งเร่งส่งเสริม เทคโนโลยีการเกษตรในการใช้ปุ๋ยเคมีตามชุดดิน และค่าวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่เพื่อสั่งตัดปุ๋ยที่เหมาะสมกับแต่ละชนิดพืชผลทางการเกษตรในแต่ละภูมิภาค ที่จะช่วยให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดต้นทุนสารเคมีภัณฑ์ที่มีราคาแพง
แต่เอลนีโญอาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์
KKP Research ประเมินปรากฏการณ์ El Niño หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าปรากฏการณ์ El Niño กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยโอกาสการเกิดได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 40% เป็น 98% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าภาคการเกษตรอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือได้เพียงพอ
แต่ความรุนแรงของ El Niño ในรอบนี้ยังต่ำกว่าในช่วงปี 2023-24 และผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของไทยอาจถูกบรรเทาลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย 2 ปัจจัยหลัก
- จังหวะเวลา: การเกิดปรากฏการณ์ในรอบนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน จึงยังมีน้ำฝนเข้ามาช่วยพยุงการผลิต แตกต่างจากการเกิดในหน้าแล้งที่มักทำให้เกิดภาวะ “ฝนทิ้งช่วง” ยาวนาน
- การเตรียมพร้อมด้านน้ำต้นทุน: ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้อยู่ในระดับสูงเกือบ 55% ของระดับความจุในช่วงต้นปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรอบปี 2014-16 (35%) และปี 2023-24 (47%)
ผลกระทบที่แตกต่าง: ชลประทานคือตัวแปรสำคัญ
แม้ภาพรวมจะมีปริมาณน้ำในเขื่อนช่วยพยุง แต่ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่และทุกสินค้าเกษตร กลุ่ม “พืชไม้ยืนต้น” เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ในขณะที่ “พืชไร่” ที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลังที่มีรอบเก็บเกี่ยวต้นปีหน้า จะเผชิญความเสี่ยงที่สูงกว่า
เมื่อพิจารณาในเชิงพื้นที่ พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเปราะบางสูงสุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคเดียวที่มีพื้นที่ชลประทานในสัดส่วนเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ มีสัดส่วนเฉลี่ย 45% ซึ่งสามารถกระจายน้ำจากเขื่อนไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกได้ทั่วถึงกว่า
“วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน”—ภัยเงียบที่น่ากังวลกว่าสภาพอากาศ
ความท้าทายสำคัญและแตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือความเสี่ยงของการขาดแคลนปุ๋ยเคมี ในช่วงปี 2023-24 สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงจนไทยต้องลดการนำเข้าปุ๋ยลงถึง 1 ใน 4 (เหลือเพียง 4.1 ล้านตันในปี 2022) มาในปัจจุบัน สงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยหลักแห่งใหม่ของไทย (ไทยนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึง 6.1 ล้านตันในปี 2024 โดยพึ่งพาซาอุดีอาระเบียและโอมานเป็นหลัก) กำลังทำให้อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกอาจตึงตัวอย่างหนักในอนาคต
หากวิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลนเกิดขึ้นจริง จะสะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวไทย (Yield) จาก 200 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 1960 มาเป็น 300 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2025 พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยหลัก
ความเสี่ยงต่อฐานะผู้ส่งออกข้าวโลก
KKP Research ประเมินว่า หากเกิดการขาดแคลนปุ๋ย อาจกระทบต่อการผลิตข้าวนาปี (รอบปี 2026/27) ทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกไทยลดลงถึง 15% หรือหายไปราว 5 ล้านตันข้าวเปลือก แม้ปริมาณที่เหลือจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่จะส่งผลสะเทือนต่อภาคการส่งออกได้อย่างรุนแรง นอกจากนี้ หากผลผลิตข้าวไทยลดลง ไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากราคาข้าวโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเหมือนรอบที่แล้ว (เช่น ในกรณีที่อินเดียระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง)
ในระยะยาว ข้อมูลชี้ว่าประสิทธิภาพการผลิตข้าวของไทยยังคงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 6 ประเทศผู้ผลิตข้าวหลักของโลก สอดคล้องกับสถิติของธนาคารโลกและ FAO ที่ระบุว่าไทยมีการใส่ปุ๋ยน้อยกว่าประเทศคู่แข่งถึง 45%
“ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร โดยเร่งลงทุนขยายพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานปุ๋ยเคมี และส่งเสริมความรู้เรื่องรูปแบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและบริบทของพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ภาคการเกษตรและอาหารของไทยสามารถยืนหยัดได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต”
คาดส่งออกหดตัวจากสงคราม-เอลนีโญ
Krungthai COMPASS มองว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรใน Q1/69 อยู่ที่ 11,746 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสน ล้านบาท) หดตัว -2.1%YoY หลังจากไตรมาสก่อนที่หดตัว -4.1%YoY
ในปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยอาจหดตัวจากปัจจัย
- สงครามตะวันออกกลางอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง
- ภาวะเอลนีโญและต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงอาจกดดันผลผลิตสินค้าเกษตรไทย
- นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะกระทบต่อสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง รวมถึงสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน
- แรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่เข้มข้นขึ้น
ที่มา: ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่หนึ่งของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:



