โดยเฉพาะประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะจะเกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือไม่? เพราะรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับกับวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
ผอ.สำนักบริหารหนี้ แทบไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดใด ๆ ให้เกิดความกระจ่างว่า “หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่ 70%” และดูเหมือนจะชี้แจงเพียงเท่านี้ ทำให้ฟังดูไม่น่ากังวลแต่อย่างใด แต่ข้อมูลที่มีรายละเอียดมากกว่านั้นกลับได้จากมติครม.ในวันนั้น ทำให้รู้ว่าหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% นั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68.03% และเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ก็กู้เพียง 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และมีก้อนใหญ่อีก 20,000 ล้านบาทกู้เสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
สัดส่วนหนี้สาธารณะที่ว่านี้ยังไม่นับรวมขาดดุลงบประมาณปี 2570 อีก 700,000 ล้านบาท แต่ทำไมรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังทำ “กระมิดกระเมี้ยน” เสียเหลือเกินในการชี้แจงเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้สาธารณะ นอกจากท่องคำว่า “กรอบวินัยการเงินการคลัง” นั่นคือ สัดส่วนหนี้ระดับไม่เกิน 70% และไม่อยากจะพูดถึงว่าทำอย่างไรจะรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% เพราะขณะนี้แทบไม่เห็นหนทางอื่นเลยในการกดหนี้สาธารณะตามกรอบได้ นอกจากผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวที่ระดับ 5% แต่นั่นจะเป็นได้แค่ไหน?
ดังนั้น ก่อนที่จะไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการรักษาระดับหนี้สาธารณะ ควรไปดูว่ากระทรวงการคลังเขามีตัวเลขและวิธีคิดเกี่ยวกับ “ตัวเลขแสนกล” อย่างสัดส่วนหนี้สาธารณะและจีดีพี

ที่มา: สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ข้อมูล ณ 31 มี.ค. 69
จากข้อมูลของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ สิ้นสุด 31 มี.ค. 69 หนี้รัฐบาลหรือหนี้สาธารณะรวม 12,681,203.98 ล้านบาท และ จีดีพีของประเทศในช่วงเดียวกัน คิดเป็น 19,102,914.94 ล้านบาท ซึ่งวิธีคิดส่วนหนี้สาธารณะก็ง่าย ๆ กล่าวคือ เอาหนี้สาธารณะเป็นตัวตั้งและหารด้วยมูลค่าจีดีพี แล้วคูณด้วย 100 ซึ่งจากตัวเลขตามตารางข้างต้นก็จะได้ตัวเลข 66.3836% และเมื่อปัดเศษ จะเป็น 66.38% แต่เมื่อรวมกับเงินกู้อีก 400,000 ล้านบาท จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มไปอีกราว 2% ซึ่งทำให้มีการรายงานครม.ว่าเงินกู้ก้อนนี้จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเป็นประมาณ 68.03%
แต่การคิดสัดส่วนหนี้สาธารณะนับว่าเป็น “ตัวเลขแสนกล” ตามที่กล่าวข้างต้น เพราะหากเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตได้ดี จะทำให้ “ตัวหาร” เพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะลดลงไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากจีดีพีต่ำ หรือ ติดลบในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะขยับขึ้น นอกจากนี้ ยัง“แสนกล”ได้อีก หากมีการรายการการกู้เงิน “ล่าช้า” ก็จะทำให้ยอดหนี้น้อยกว่าความเป็นจริง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จนห้ามไม่อยู่จนต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% จากเดิม 60% ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี
คำถามคือรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะขยายเพดานหนี้หรือไม่? ซึ่งหากพิจารณาจากทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำและรัฐบาลยังคงต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในงบประมาณแผ่นดิน ก็คง “หลีกเลี่ยงยาก” ในการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หากคิดง่าย ๆ จากงบประมาณปี 2570 รัฐบาลตั้งงบขาดดุล 700,000 ล้าน โดยการกู้เงินมาใช้ และหากคิดที่จีดีพีสิ้นเดือนม.ค. 69 เงินก้อนหนี้จะคิดเป็น 3.66% เมื่อรวมจากสัดส่วนเดิม 68.03% ก็จะทำให้หนี้สาธารณะเดิน 70% อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็อาจเกิดข้อโต้แย้งว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวขึ้นและทำให้ตัวหารมากขึ้น สัดส่วนก็จะปรับลดลง
เศรษฐกิจไทยขยายตัวจะทำให้ตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ยังต้องตั้งคำถาม เพราะจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นเรื่องยากมากที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงเหมือนในอดีต โดยล่าสุดหน่วงานของรัฐบาลอย่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดว่าจีดีพีในปีนี้จะขยายตัว 1.5-2.5% ขณะที่สำนักวิจัยเอกชนคาดว่าโตไม่เกิน 2% และหากเป็นไปตามที่สศช.คาดการณ์จีดีพีไทย 2.5% ในปีนี้ มูลค่าจีดีพีมากสุดอยู่ที่ 19,580,487.81 ล้านบาท
แต่หนี้สาธารณะจะเพิ่มจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาทและเงินกู้งบประมาณ 700,000 ล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะจะเพิ่มไปเป็น 13,781,203.98 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะอยู่ที่ระดับ 70.38% แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 2.5% สัดส่วนก็จะขยับขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คาดว่าในช่วงปลายปี หรือเร็วกว่านั้น เราจะเห็นรัฐบาลขยายเพดานหนี้สาธารณะอีกครั้ง หรืออย่างช้าก็ในปีหน้า เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งแนวโน้มก็เป็นเช่นนั้น
และหากพิจารณาการก่อหนี้ของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2541 จะเห็นว่ารัฐบาลกู้มากและหนักขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวได้ แต่มีแนวโน้มต่ำลงเรื่อย ๆ และหากดูจากหนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพราะ “หนี้”

หากพิจารณาจากแนวโน้มการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล และเศรษฐกิจของประเทศไม่มีปัจจัยอื่นมากระตุ้นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ อย่างเช่น อุตสาหกรรมใหม่ เราก็เชื่อว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และรัฐบาลก็จะขยายเพาดานหนี้สาธารณะเป็นระยะ เพราะเศรษฐกิจเราขยายตัวด้วยหนี้ ซึ่งในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องลดรายจ่ายและลดขาดดุลงบประมาณลง (ซึ่งทำได้ยาก เพราะหน่วยงานรัฐขอเพิ่มทุกปี) จากนั้นหาทางเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นไปได้ยากเช่นกันกรณีเพิ่มภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแนวทางที่นิยมพูดกันคือ “เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ”
หากไม่สามารถแก้ปมเหล่านี้ได้ หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเพดานหนี้ก็จะขยายออกไปมากขึ้น ดังที่เราจะได้เห็นในปลายปีนี้หรืออย่างน้อยก็ปีหน้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




