การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในปี 67 มีสัดส่วนผู้สูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นถึง 20 % และกำลังก้าวไปสุ่ “สังคมสูงวัยขั้นสุด”
ขณะที่จำนวนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลงอย่างชัดเจน ภาวะ “เกิดน้อยกว่าตาย” กลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการของประเทศในระยะยาว
เราจะออกแบบสังคมอย่างไร ? เมื่อประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ “ให้อยู่ดี แก่ดี ตายดี และมีความสุข” ให้ทุกคนอยู่ในสังคมอยู่ได้อย่างมั่นคงภายในบ้านและชุมชนตัวเองไปจนถึงการได้รับสิทธิที่จะจากไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เวที Policy Watch Connect 2026 โดย Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และเครือข่าย Peaceful Death ชวนรู้สถานการณ์สังคมสูงวัยและแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อผลักดันนโยบาย “อยู่ดี ตายดี แก่ดี มีความสุข” ให้เป็นวาระที่ถูกบรรจุเป็นนโยบายพรรคการเมืองและกรอบกฎหมายของประเทศในการเลือกตั้งปี 69
สำหรับ นิยาม “สังคมผู้สูงอายุ” หากแบ่งระดับขององค์การสหประชาชาติ แบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ
- “สังคมสูงวัยเริ่มต้น (Aging Society)” คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า10%
- “สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ (Aged Society)” คือมีผู้สูงอายุ 20%
- “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) มีผู้สูงอายุ 20% ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในระดับสมบูรณ์และกำลังมุ่งสู่ระดับสุดยอด
เด็กเกิดน้อยลงอัตราที่รวดเร็วอันดับ 2 ของโลก
รศ.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผอ. สถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สังคมไทยไม่เพียงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หากยังพบว่า โครงสร้างประชากรยังอยู่ในช่วงของการเกิดน้อยอย่างรวดเร็วมาก
จากข้อมูลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่าปี 67 อัตราเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคน เป็นปีแรกในรอบ 75 ปี และในปี 68 มีอัตราเด็กเกิดประมาณ 4 แสนกว่าคน ทำให้ในช่วง 2 ปีประเทศไทยมีอัตราเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ถ้าเทียบกับสถิติโลกประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยติดอันดับ 2 ของโลกตามหลังเกาหลีใต้ และไทย จากเดิมที่ สิงคโปร์มีอัตราการเกิดต่ำกว่าไทย แต่ตอนนี้เราเกิดน้อยกว่าสิงคโปร์”
ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ประชากรกำลังลดลง โดยมีจำนวนคนเกิดในแต่ละปีน้อยกว่าจำนวนตายต่อเนื่องมากว่า 5 ปี ซึ่งในปี68 ถือเป็นปีที่ 5 ที่น่าสนใจคือ ปี 68 มีคนเกิดน้อยกว่าตาย ประมาณ 1.4 แสนคน นั่นหมายถึงจำนวนประชากรที่หายไป
หากประมาณโครงสร้างประชากรในอีก 10 ปีข้างหน้าพบว่าจำนวนประชากรไทยลดลง โดยปี 68 มีประชากร 65.8 ล้านคน แต่อีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือ 61.9 ล้านคน
นั่นหมายความว่ามี ประชากรที่หายไปประมาณ 4 ล้านกว่าคน โดยกลุ่มที่หายไปคือ กลุ่มประชากรเด็กหายไป 3.8 ล้านคน ,วัยแรงงาน 3.4 ล้านคน ส่วนกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือผู้สูงอายุ ประมาณ 3.6 ล้านคน
“ถ้ามองจากตัวเลขนี้ที่เห็นว่าผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึงวัยพึ่งพิงที่เพิ่มมากขึ้น ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหา แต่ข้อมูลเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราต้องตระหนักและเตรียมตัวเพื่อทำให้ดีขึ้นในอนาคต ”
ความเหลื่อมล้ำทำให้คนไทยเกิดน้อย
รศ.เฉลิมพล กล่าวว่า โครงสร้างประชากรปี67 ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว และในปี 77 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 8 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสุดยอดโดยจะมีผู้สูงอายุประมาณ 17.2 ล้านคน และมีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปจะคิดเป็น20% ของประชากรทั้งหมด
ส่วนเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงประชากร มาจากความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะ อัตราการเกิดที่น้อยลง โดยความเหลื่อมล้ำ คือสาเหตุที่ทำให้คนไทยไม่อยากมีลูก และความเหลื่อมล้ำดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดทุกช่วงวัย
“วัยเด็กมีความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่ในเรื่องคุณภาพการเกิด การศึกษา วัยทำงาน ไป จนถึงสูงอายุที่มีบำนาญชรา และผู้สูงอายุที่ไม่มีทั้งบำนาญ และหลักประกันรายได้ ขณะที่ระบบสวัสดิการของไทยพึ่งพาภาครัฐค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการคลัง ซึ่งก็คือ รายได้ภาษีของรัฐ และระบบร่วมจ่าย หรือ สงเคราะห์ยังมีค่อนข้างน้อย”
เงินออมน้อย ต้องยืดเวลาทำงานนานขึ้น
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลวิชาการ สิ่งที่น่าห่วงคือ ระดับรายได้ ของไทยที่เกิดตั้งแต่ตาย ซึ่งแบ่งประชากรได้ 3 ช่วงอายุ โดยในช่วงเด็ก และวัยสูงอายุ มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ หรือเรียกว่า ขาดดุลรายได้
ขณะที่การขาดดุลรายได้โดยคนไทยมีรายได้ต่ำกว่าการบริโภคมา ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดดุลทางการคลังอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 57 เป็นต้นมา นอกจากนี้ คนไทยมีอัตราการออมต่ำ และต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐสูง ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากขาดความมั่นคงทางรายได้
“ เมื่อเงินเก็บออมน้อย ขณะที่การพึ่งพารัฐ ในรูปแบบสวัสดิการ ในอนาคตก็จะมีข้อจำกัด แรงงานน้อยลงรัฐก็มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นหรือต้องยืดเวลาทำงานนานขึ้น”
“ทำงานหนัก-นาน” คือความปกติใหม่ของคนไทย
ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี50 -64 มีผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงทำงานต่อไปหลังวัยเกษียณ ซึ่งอัตราผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่เงินออมน้อย ทำให้ในอนาคต นิวนอมอลใหม่ของคนไทย อาจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจต้องทำงานนานขึ้น
“การอยู่ดีเรื่องที่สำคัญคือความมั่นคงทางรายได้ เราพบว่า ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากไม่มั่นคง เพราะว่ารายได้ไม่เพียงพอ ทำให้อาจต้องทำงานหนักขึ้นโดยเฉพาะในช่วงอายุ 60-64 ปีที่ยังแข็งแรงอาจจะไม่ใช่ช่วงที่ต้องหยุดการทำงานหรือ เกษียณ”
รศ.เฉลิมพล มองว่า อาจต้องไปเจาะดูว่า กลุ่มอายุ 50-64 ปี ควรจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในการส่งเสริม การทำงาน แต่ข้อมูลของคนไทย พบว่า อายุ 50-60 ปี ออกจากตลาดแรงงานมากถึง 30 % โดยมีสาเหตุที่หายออกจากการทำงานค่อนข้างหลากหลายเหตุผล เพราะฉะนั้น ต้องดูว่าคนกลุ่มนี้ต้องเข้าไปดูว่าจะทำอย่างไรให้ทำงานได้มากขึ้น
สร้างระบบนิเวศ ให้คน 60-64 ปีทำงานในระบบ
อย่างไร การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสุดยอดอาจไม่น่ากังวลพราะพบว่าผู้ที่มีอายุ 60-64 ปี ยังแข็งแรงและทำงาน จึงต้องสร้างระบบนิเวศ สร้างเศรษฐกิจสูงวัย โดยต้องมองตลาดและรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
“ถ้าสูงอายุต้องทำงานนานขึ้นอาจจะต้องดูว่ากลุ่มไหนที่พร้อมจะทำ จำเป็นต้องทำ หรือไม่กลุ่มที่ควรทำ ต้องมีนโยบายที่สนับสนุนเขา ส่งเสริมการทำงานในกลุ่มเหล่านี้”
ขณะที่สวัสดิการของรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยต้องเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบาง และกำลังจะเข้าสู่วัยเปราะบาง และยังมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนให้มากขึ้น ขณะที่การจ่ายเบี้ยยังชีพ ที่สนับสนุนแบบขั้นบันได แต่คงกลุ่มที่อายุ 60-64 ปีให้ได้รับเบี้ยยังชีพเท่าเดิมแต่มีนโยบายทำงานนานขึ้น
“นโยบายเบี้ยยังชีพ บำนาญชรา มีความสำคัญ แต่อยากให้ยืนบนพื้นฐานข้อมูลและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว อย่างไรก็ตามถ้าเบี้ยยังชีพเพิ่ม สามารถเพิ่มคู่ขนานไปกับการส่งเสริมให้คนทำงานหนักขึ้น แต่เบี้ยยังชีพอาจจะคง ไว่ที่ 600 บาทอายุ 60-64 ปี แต่นำงบบางส่วนไปส่งเสริมรูปแบบในการทำงาน”
รศ.เฉลิมพล จึงเสนอว่า ต้องสร้างเศรษฐกิจสูงวัย (silver economy) ออกแบบการจ้างงานให้แก่ผู้สูงวัยที่มีความพร้อมทำงาน
ในเมื่อคนไทยต้องทำงานนานขึ้นแน่ ๆ แล้ว การออกแบบนโยบายก็ต้องมีรายละเอียดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่ม โดยแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ คนแก่ที่อยากทำงาน คนแก่ที่ต้องทำงาน (จำเป็นต้องหางานเพื่อปากท้อง) คนที่ควรทำงาน หากออกแบบนโยบายที่มีเป้าหมายชัดแล้วก็จะตอบโจทย์กับคนทุกกลุ่มได้มากขึ้น
ไม่กังวล สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสุดยอด
ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า เราไม่ต้องกังวลเรื่องของตัวเลขผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น เพราะหากนิยามคำว่า สูงอายุ จะหมายถึง “แก่เมื่อทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ายังทำอะไรได้ แสดงว่ายังไม่แก่”
นั่นหมายความว่า การสูงอายุ ไม่เกี่ยวกับอายุ ถ้าร่างกายแข็งแรง แม้ว่าจะมีประเด็นในเรื่องความเปราะบางของร่างกาย และ ความเสื่อม เรื่อง ของความสามารถภายในของร่างกาย แต่ถ้าดูแลสุขภาพภายในให้ดี ถ้าอายุ 60 ปี หรือ 70 ปีก็อาจจะยังแข็งแรงอยู่ดังนั้น เราชะลอความเสื่อมเพื่อสร้างความแข็งแรงของร่างกายได้
“เราอาจจะไม่ต้องกลัวการเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือสุดยอด หากเรามีมาตรการดูแลคนก่อนสูงวัยมาได้อย่างดี หรือมีการดูแลสุขภาพมาตั้งแต่วัยเด็ก”
อยู่ดี แก่ดี : ทำให้คน “60-65 ปี” สุขภาพดี
ขณะที่ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว เริ่มสงสัยว่าทำไมอายุ 60 ปีจึงเรียกว่าสูงอายุ หรือแก่ เพราะว่าถ้าเกิดย้อนกลับไปในอดีตสุขภาพคนไทยไม่แข็งแรง คนอายุ 60 ปีก็มีปัญหาสุขภาพ สมองถดถอยลง แต่ปัจจุบันการดูแลสุขภาพดีขึ้น คนอายุ 60 ปีขึ้นไปคนจำนวนมากที่มีสมรรถภาพทั้งร่างกายและสมอง เพียงแต่ว่าขาดโอกาส จะทำอย่างไรให้สร้างโอกาสให้เขามาทำงานได้นานขึ้น
“ในหลายประเทศเข้าสู่จุดเปราะบางของความเสื่อมร่างกายในอายุ 70 ปีกว่า ถ้าดูแลสุขภาพ กาย ใจดีขึ้นทำให้ความเปราะบางทางสุขภาพอายุ 60 ปียังไม่ถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบางทางสุขภาพ มีความเป็นไปได้เริ่มที่ 70 ปีก่อน จะเริ่มเข้าสู่เปราะบางขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของสังคม”
คนสูงอายุต้องมีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย
วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death บอกว่า แม้จะอายุ 60 ปี แต่ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่ และคนแก่จำนวนมากไม่ได้อยากอยู่บ้าน เขายังอยากจะทำประโยชน์ให้กับสังคม แต่สังคมไม่มีช่องทาง
“คนสูงอายุอยากอยู่ในพื้นที่สาธารณะที่เขารู้สึกว่าเขาปลอดภัย เช่นในต่างประเทศที่สวนสาธารณะที่มีคน 60 ปี ไปทำกิจกรรม มีความสุข เพราะฉะนั้นเราควรมีนโยบายออกแบบให้มีพื้นที่สาธารณะที่ผู้สูงอายุออกมาใช้ชีวิตได้”
ความสัมพันธ์ที่ดี จะประคองชีวิตให้ยืนยาว
ผศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) กล่าวว่า ความแข็งแรงภายใน ทำให้ความเสื่อมถอยลดลง โดยผลการศึกษาสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ยกตัวอย่างถึงงานวิจัยที่ยาวนานที่สุดในโลก ที่เก็บข้อมูลยาวนานถึง 85 ปี อย่างโครงการ The Harvard Study of Adult Development เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาพดีและมีความสุขอย่างแท้จริงตลอดช่วงชีวิต
หนึ่งในข้อค้นพบคือในช่วงวัย 40-50 ปี ถือเป็นจุดพลิกผันที่มีความสำคัญมาก เพราะความพึงพอใจในชีวิตคนกลางวัย คือ ปัจจัยตัดสินที่ทำให้คนมีความสุขในวัยชรา หมายความว่าทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ที่ดีกลายเป็นเรื่องสุขภาวะที่ดี ดังนั้นโจทย์ของสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่ว่าเรามาเริ่มดูแลกันในช่วงที่เสื่อมถอยแล้ว แต่เรื่องภายในต้องดูแลตั้งแต่วัยทำงาน หรือ ลงไปในวัยเด็ก
ในงานสำรวจดังกล่าวยังบอกอีกว่า ความสัมพันธ์ที่ดีคือความปลอดภัยทางอารมณ์ที่คนคนหนึ่งเติบโตแล้วเจอ และหลายครั้งเราพบว่าไปทำงาน แต่เราไม่มีความสุข ซึ่งสถาบันได้มีการศึกษาภาวะฝืนทำงาน โดยจะเป็นระเบิดเวลาที่จะทำให้คนคนหนึ่ง เสื่อมถดถอย ไม่สามารถอยู่ดี แก่ดีได้
นอกจากนี้ งานสำรวจยังบอกถึงความสัมพันธ์ความเหงา และโดดเดียเป็นปัญหาใหญ่ของยุคสมัย ซึ่งเป็นความเหงาที่เป็นสภาวะของสังคม ที่คนรู้สึกว่าถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์ที่ดี หรือไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์
“ประสบการณ์วัยเด็กมีผลต่อชีวิตบั้นปลาย แต่ไม่ได้กำหนดชะตาชีวิต แต่เปลี่ยนแปลงได้ หากมีนโยบายที่ดี มีพื้นที่ปลอดภัย ยังสร้างความแข็งแรงได้ ซึ่งในช่วงวัยทำงานคนที่มีรายได้มั่นคงจะส่งผลให้สุขภาพจิตดี เขามีความสามารถจัดการในภาวะต่างๆได้ดี”
ข้อเสนอนโยบาย “อยู่ดี แก่ดี ตายดี มีความสุข”
ข้อเสนอเชิงนโยบาย “อยู่ดี แก่ดี ตายดี มีความสุข” ข้อเสนอนี้ควรถูกยกระดับเป็น นโยบายสาธารณะระดับรัฐบาล ที่ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม โดยมองการดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องของช่วงปลายชีวิตเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อม “ก่อนแก่” ตั้งแต่วัยทำงาน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดช่วงชีวิต
- การสร้างความมั่นคงทางรายได้ของผู้สูงอายุ ส่งเสริมแนวคิด Silver Economy โดยพัฒนานโยบายที่สร้าง “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งด้านการจ้างงาน การประกอบอาชีพ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นแนวนโยบายของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับมติสมัชชาชาติในปี พ.ศ. 2568 ควรเร่งผลักดันจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
- การจัดระบบสวัสดิการภาครัฐอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ปรับระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เหมาะสม โดยพิจารณาทั้งแนวทางการจัดสรรตามความยากจน (สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ใต้เส้นความยากจน) หรือการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ซึ่งต้องพิจารณาผลกระทบต่อระบบการเงินการคลังของประเทศควบคู่กัน พร้อมทั้งส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ และจัดสวัสดิการสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม
- การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ “อยู่ดี แก่ดี” พัฒนาระบบการประเมินผู้สูงอายุแบบรอบด้าน (9 มิติ) และนำผลการประเมินมาใช้ในการออกแบบบริการเชิงรุกในระดับท้องถิ่น ทั้งด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และระบบบริการปฐมภูมิ ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมการฟื้นฟูต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุที่เริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบาง เพื่อลดการพึ่งพิง
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุ เพิ่มบทบาทและอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำหนดแนวทางดูแลประชากรในพื้นที่ โดยให้ท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดบริการรูปแบบ Day Care เพื่อชะลอภาวะพึ่งพิงและลดภาระของครอบครัว
- การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขแบบสหวิชาชีพ พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุขให้ทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ มีความเข้าใจเรื่องความเปราะบางของผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ เพื่อออกแบบการดูแลที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะเปราะบางมากขึ้น
- การเสริมความเข้มแข็งให้หน่วยงานท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถออกแบบและจัดการระบบดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมเป้าหมาย “อยู่ดี แก่ดี ตายดี” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
- การสร้างเครือข่ายทางสังคม ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางสังคม เช่น ชุมชนเพื่อนช่วยเพื่อน องค์กรช่วยองค์กร การจัดกิจกรรมทางสังคม และการพัฒนาระบบนิเวศที่สร้างเสริมสุขภาพ
- การพัฒนากลไกจิตอาสาและนักบริบาลในชุมชน จัดตั้งและพัฒนาระบบนักบริบาลผู้สูงอายุในชุมชนให้มีจำนวนและคุณภาพเพียงพอ พร้อมระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม รวมถึงการจัดให้มี Care Manager อยู่ในหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
- การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง จัดให้มีระบบรองรับผู้ป่วยระยะท้ายอย่างครบวงจร ทั้งด้านสถานที่ หอผู้ป่วย อาคาร บุคลากร แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการดูแลที่บ้านได้ ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ
- การวางแผนการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าเป็นวาระแห่งชาติ ผลักดันการวางแผนดูแลสุขภาพตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย ให้เป็นวาระนโยบายระดับชาติ เพื่อสร้างความต่อเนื่อง เชื่อมโยง และความยั่งยืนของระบบสุขภาพและสวัสดิการในระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




