สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงาน อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ม.ค. 69 ลดลง 0.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ปัจจัยหลักมาจากน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าปรับลดลง มาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลงจากกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ
ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูป ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน ปรับสูงขึ้น 0.66%YoY

แนวโน้มเงินเฟ้อ ก.พ.
ทั้งนี้คาดการณ์แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.พ. 69 ยังคงปรับลดลง โดยมีปัจจัยกดดันมาจาก
- ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า ประกอบกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า
- ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft (ค่าไฟฟ้า) งวดดือน ม.ค. – เม.ย. 69 มาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย
- การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง
- การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น
สำหรับปัจจัยที่จะสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะผักสดที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และ ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปี 69
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 69 กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% และค่ากลางอยู่ที่ 0.5%

ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการ สนค. มั่นใจว่าไทยยังเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเพิ่มขึ้นจากอาหารสำเร็จรูปและสินค้าพร้อมรับประทานราคาปรับเพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคน้อยลง แต่อัตราเงินเฟ้อยังฝืดไม่มาก อย่างไรก็ตามประเมินว่าเดือน เม.ย. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับขึ้นเล็กน้อย หากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และราคาผักสดสูงขึ้นจากภัยแล้งในปีนี้ รวมถึงครึ่งหลังของปี 69 คาดเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน หากรัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
เงินฝืดคืออะไร
ภาวะเงินฝืด (Deflation) เป็นภาวะที่สินค้าและบริการมีราคาที่ลดลงเรื่อย ๆ หรือความต้องการซื้อสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจปรับลดลง จึงทำให้ผู้ขายหรือผู้ผลิตต้องปรับลดราคาสินค้า เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคในประเทศซื้อสินค้ามากขึ้น ประกอบกับลดกำลังการผลิตลงด้วย
โดยความต้องการซื้อสินค้าน้อยลงอาจมีสาเหตุมาจากความเชื่อมั่นของผู้ซื้อลดลง คนไม่กล้าใช้จ่ายเงินจากวิกฤต เช่น ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลง เป็นต้น หรือปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงพอ

ผลที่ตามมาของภาวะเงิน ในระยะสั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้อานิสงส์ราคาสินค้าและบริการถูกลง แต่ในระยะยาวทำให้การผลิตอุตสาหกรรมลดลง เนื่องจากบริษัทเอกชนขายสินค้าหรือบริการได้น้อย กระทบการจ้างงานและรายได้ผู้บริโภคตามมา รวมถึงอาจจะทำให้การลงทุนทั่วไปลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจประสบกับภาวะเงินฝืด สุดท้ายก็ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว
เงื่อนภาวะเงินฝืดของ ธปท.
ในกรณีเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด” ธปท.ไม่ได้ดูเพียงแค่ราคาสินค้าที่ลดลงชั่วคราว หรืออัตราเงินเฟ้อติดลบเท่านั้น แต่จะพิจารณาผ่าน 4 เงื่อนไขหลัก ดังนี้
- อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานพอสมควร โดย ธปท. ใช้ดูอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ติดลบต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 ไตรมาสขึ้นไป หากติดลบเพียง 1-2 เดือนจากปัจจัยชั่วคราวจะยังไม่ถือว่าเป็นเงินฝืด
- ราคาสินค้าและบริการลดลงในหลายหมวด โดยต้องมีการลดลงของราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ไม่ใช่ลดลงแค่เพียงหมวดใดหมวดหนึ่ง เช่น หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ เพราะ ราคาน้ำมัน หรือ ราคาอาหารสด ลดลงอย่างเดียว ในขณะที่สินค้าหมวดอื่นๆ ยังราคาทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น
- การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวต่ำกว่าเป้าหมาย โดย ธปท. จะดูว่าประชาชนและธุรกิจเชื่อว่าราคาสินค้าจะลดลงอีกในอนาคตหรือไม่ หาก เงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (ปัจจุบันคือ 1-3%) อย่างมีนัยสำคัญ จะเป็นสัญญาณอันตรายเพราะคนจะชะลอการบริโภคเพื่อรอของถูกลง
- เศรษฐกิจชะลอและคนตกงานมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดตามมา ส่งผลให้ธุรกิจจ้างงานน้อยลง รายได้ของครัวเรือนลดลง คนส่วนใหญ่จึงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ขณะเดียวกัน หลายอุตสาหกรรมของไทยจะผลิตสินค้าได้มากเกินกว่าความต้องการจริง ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับขึ้นได้ยาก หรืออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามและประเมินเงื่อนไขนี้ว่าอุปสงค์และการจ้างงานจะชะลอตัวยาวนานต่อเนื่องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลง กำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแอ และแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามว่าสุดท้ายแล้วสถานการณ์เหล่านี้จะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น หรือจะพัฒนาไปสู่ภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป
จับสัญญาณ “เงินฝืด”
การติดตามว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด” หรือไม่นั้น มีดัชนีหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ใช้วัด โดยสัญญาณแรกจะมาจากเงินเฟ้อ โดยติดตามว่าเงินเฟ้อ “ติดลบ” หรือ Negative Inflationหือไม่ หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบต่อเนื่องกัน โดยมากจะดูกันว่าติดลบเกิน 3 เดือน หรือยาวนานเป็นปี นั่นคือสัญญาณทางเทคนิคของเงินฝืด
ข้อมูลล่าสุด เดือน ม.ค. 69 อัตราเงินเฟ้อติดลบที่ -0.66% และเป็นการติดลบต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 10 แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
แต่กระทรวงพาณิชย์แจงว่าให้ดูที่ “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (Core Inflation) เพราะบางครั้งเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเพราะ “ราคาน้ำมัน” หรือ “ราคาอาหารสด” ลดลง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชั่วคราว แต่ถ้า Core Inflation ต่ำหรือเริ่มติดลบ ชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าหมวดอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้า ค่าบริการ เครื่องใช้ไฟฟ้า เริ่มลดลง ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อลดลง
นอกจากนี้ อาจดูจากสัญญาณอื่นประกอบการพิจารณาว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด หรือ มีความเสี่ยงแค่ไหน โดยดูจาก “ปริมาณเงินในระบบ” (Money Supply) ว่ามีเงินหมุนเวียนในตลาดแค่ไหน ซึ่งดูจากรายงานการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งหากธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ และคนไม่ยอมกู้ไปลงทุน ก็จะทำให้ปริมาณเงินในระบบจะลดลง และรวมถึง Money Velocity หรือ ความถี่ในการเปลี่ยนมือของเงิน หากคนเริ่ม”ออม” มากกว่า “ใช้” จะทำให้เงินหมุนช้าลง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง
แต่ที่ต้องระมัดระวัง คือ “กับดักสภาพคล่อง” เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลด”อัตราดอกเบี้ย” นโยบายลง เพื่อจูงใจให้คนถอนเงินมาใช้ แต่ถ้าลดจนเกือบ 0% หรือติดลบ แต่คนยังไม่ยอมใช้เงินไปใช้จ่าย นั่นจะเป็นสัญญาณเงินฝืดขั้นรุนแรง
กสิกรไทยมองแรงกดดันเงินฝืดเริ่มมากขึ้น
ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปี 2569 ที่ 0.4% จากแนวโน้มราคาอาหารสดที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้นได้บางรายการและเงินเฟ้อพื้นฐานที่คาดว่าจะยังเป็นบวก แม้ยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอุปทานจากราคาพลังงาน โดยคาดว่าเงินเฟ้ออาจพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาส 2 ปี 69 เป็นต้นไป ส่วนหนึ่งจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า และการฟื้นตัวของราคาอาหารสดบางรายการ ท่ามกลางแนวโน้มภาวะเอลนีโญ
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังคงเป็นบวกแต่ในอัตราชะลอลง สะท้อนจากแนวโน้มที่เริ่มชะลอในไตรมาส 4 ปี 68 โดยราคาสินค้าหลายรายการ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่ชะลอลง เช่น อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ และเครื่องปรุงรส สอดคล้องกับกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และการขาดมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม ขณะที่การทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการแข่งขันที่สูงในตลาดโลกคงส่งผลให้ราคาในหมวดท่องเที่ยว ทั้งราคาที่พักแรมและค่าโดยสาร ปรับเพิ่มขึ้นได้จำกัด
ขณะที่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินฝืด โดยสัดส่วนรายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อที่ราคาปรับลดลงเห็นการขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปสงค์ที่ชะลอลงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของผู้ประกอบการจากสินค้านำเข้า อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเงินเฟ้อไทยอาจยังไม่ได้ถือว่าอยู่ในภาวะเงินฝืดอย่างชัดเจน แต่ถือว่าอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำและมีแรงกดดันเงินด้านเงินฝืดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยยังคงเป็นบวกและการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ ซึ่งปกติจะถือว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืดก็ต่อเมื่อเห็นเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบต่อเนื่อง และอุปสงค์รวมหดตัวอย่างชัดเจน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




