การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 5 พ.ค. 69 เห็นชอบออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่าการตัดสินใจของรัฐบาลในรูปแบบของ มติ ครม. เพื่อออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือในชื่อย่อๆ ว่า พรก. กู้เงิน
การตัดสินใจในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลกวิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้
หยุดความเสี่ยง stagflation
หน้าที่ของรัฐบาล คือ การหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
อ่านเพิ่มเติม: สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ไทยเศรษฐกิจแย่-เงินเฟ้อเร่งตัว
พระราชกำหนดฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2 ประการ คือ
- เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
- เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว
มาตรการภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ
- ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น
- ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป
“ด้วยหลักการและเหตุผลที่กล่าวมานี้ พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. จะถูกเสนอสู่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 14 พ.ค. นี้
ตามมติครม. สรุปได้ ดังนี้
- อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….
- เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ
- เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ
- มอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. ฯ นี้
- มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้
วัตถุประสงค์ พระราชกำหนด คือ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว
กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นพี่น้องประชาชน ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระบุ สาเหตุที่จำเป็นต้อง ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เนื่องจากงบประมาณปี 69 เหลือเงินที่ยังไม่ได้ลงทุนต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางปัจจุบันเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท อีกทั้งงบประมาณปี 70 ต้องรอนานประมาณ 5 เดือนถึงจะนำมาใช้ได้
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า ไม่ทันรับมือผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะ Stagflation ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อยังเร่งตัวสูงขึ้น
สำหรับเงินกู้จำนวนนี้จะนำไปใช้ในสองสวน คือ บรรเทาผลกระทบประชาชน 2 แสนล้านบาท และอีก 2 แสนล้านบาท นำไปช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอซซิลเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ โดยทั้งสองส่วนนี้ พ.ร.ก. เปิดทางให้สามารถโยกไปใช้ร่วมกันได้
ขั้นตอนตอนไป สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบณ.) จะประชุมทำแผนบริหารหนี้สาธารณะ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 12 พ.ค. จากนั้นเสนอที่ชุมสภาผู้แทนราษฏร (สส.) วาระแรกภายในที่ 14 พ.ค. ก่อนจะประกาศใช้ พ.ร.ก. และเริ่มกู้วันที่ 1 มิ.ย.
ทั้งนี้รัฐบาลเปิดจะเปิดให้ทุกหน่วยงานเสนอโครงการใช้เงินกู้ดังกล่าวได้ โดยต้องเป็นไปตามเป้าหมายของการใช้เงินกู้นี้ด้วย ซึ่งจะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มี ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงบุคคลภายนอก ร่วมพิจารณา ก่อนเสนอให้ ครม. อนุมัติโครงการ
คณะกรรมการกลั่กกรอง จะใช้ 5 หลักเกณฑ์ในพิจารณาโครงการ ดังนี้
1. เป้าหมายของการใช้เงิน กับประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มใด
2. ต้องเปลี่บนผ่านจากพลังงานฟอซซิลเป็นพลังงานสะอาด
3. ปฏิรูปอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาด
4. ต้องมีความโปร่งใส ข้อมูลจะต้องเปิดเผยได้
5. การร่วมมือกับภาคเอกชน
ขณะเดียวกันจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินโคร
งการ โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอก เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
การกู้เงินจะเป็นในลักษณะทยอยกู้ตามแต่ละโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะจะเพิ่มจาก 66.38% ณ สิ้นเดือน มี.ค. เป็น 68% ในสิ้นปี 69 และ 69% ในปี 70 กับปี 71 จากนั้นจะเริ่มทยอยลดลง
สาเหตุที่ต้องใช้เงินกู้ครึ่งหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย โดย เอกนิติ ได้ยกงานวิจัยของธนาคารโลก (World Bank) ที่บ่งชี้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจากการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในระยะยาว
“เราถึงตัดสินใจทำเรื่องนี้ เพราะต้องการเพิ่มศักยภาพเศรษฐฏิจไทยระยะยาว เพื่อให้เกิดดอกเผยมากกว่าดอกเบี้ย 2%” เอกนิติกล่าว
รมว.คลัง เชื่อว่าหากใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ จะส่งผลให้จีดีพีประเทศเติบโตมากขึ้น และสัดส่วนหนี้สาธารณะจะปรับลดลง
ขณะที่ ลวรณ แสงสนิท เป็นปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง กลับระบุว่า การกู้เงินก้อนใหญ่ครั้งนี้ไม่ได้จะมุ่งเน้นการเพิ่มจีดีพี แต่มุ่งเน้นไปที่การบรรเทาเยียวยาประชาชนจากวิกฤต และการแก้โครงสร้างพลังงาน เพื่อไม่ให้ราคาน้ำส่งผลกระทบในอนาคต โดยเงินกู้ก้อนนี้จะช่วยให้เปลี่ยนพลังงานทั้งประเทศได้ภายใน 1 ปี จากปกติจะใช้เวลาราว 10 ปี
ด้าน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่ารัฐบาลควรชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายในรูปแบบเงินเยียวยา และการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะหากรัฐบาลใช้เงินเยียวยา มีข้อดี จะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ทันทีในปีนี้ แต่อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีถัดไปลดลง เนื่องจากฐานจีดีพีในปีนี้จะสูงขึ้น แต่หากรัฐบาลนำเงินไปใช้กับการลงทุนทางเศรษฐกิจ ก็จะมีผลทำให้จีดีพีเติบโตได้ต่อเนื่อง และยั่งยืนมากกว่า
Stagflation คืออะไร?
Stagflation คือภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชะงัก (Stagnation) แต่อัตราเงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้น (Inflation) อย่างต่อเนื่อง เป็นภาวะเศรษฐกิจซบเซา แต่สินค้าและบริการกลับมีราคาแพงขึ้น พร้อมกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น
ภาวะ Stagflation ต่างจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบปกติ เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วไปมักเกิดจากอุปสงค์ที่ลดลง ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัว พร้อมกับการว่างงานที่สูงขึ้น ขณะที่ภาวะ Stagflation นอกจากเศรษฐกิจจะตกต่ำและเกิดการว่างงานแล้ว กลับมีเงินเฟ้อสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาให้ทวีความรุนแรงมากกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบปกติ
บทความจาก ธนาคารกรุงไทย ระบุว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิด Stagflation มักเป็นการผสมผสานของความไม่แน่นอนหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ
ราคาพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูง กระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภาวะเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่อง เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อพยายามควบคุมเงินเฟ้อ ทว่าในหลายประเทศ เงินเฟ้อกลับลดลงช้ากว่าที่คาด ทำให้ต้องคงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ยับยั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ต่างส่งสัญญาณการเติบโตที่ชะลอลง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้การส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวเผชิญแรงกดดัน
ความไม่แน่นอนด้านการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศ ทั้งสงคราม การคว่ำบาตร และข้อพิพาททางการค้า ทำให้การลงทุนระหว่างประเทศและการเคลื่อนย้ายเงินทุนขาดเสถียรภาพ ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้ความเสี่ยง Stagflation เพิ่มสูงขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





