วิกฤตระบบสาธารณสุขไทย ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ประเทศต้องร่วมกันฝ่าทางตัน ทั้งปัญหาโรงพาบาลขาดทุน บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนัก และคุณภาพการบริการของทั้ง 3 กองทุนสุขภาพที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูง
ระบบสุขภาพของไทยที่เราอยากเห็น…หน้าตาเป็นอย่างไร ? จึงกลายเป็นประเด็นที่ เวที Policy Watch Connect 2026 : ปฏิรูประบบสุขภาพ ซึ่ง The Active – Policy Watch Thai PBS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคมและตัวแทนการเมือง ชวนมาระดมสอมง เพื่อหาทางออกและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกันในช่วงเวลาเลือกตั้ง 69 เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา
ในเวทีระดมสมองครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ ซึ่งไม่เพียงคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เปิดพื้นที่อาคารรัฐสภา ให้ภาคประชาชนได้มาร่วมระดมสมองเพื่อเสนอนโยบายสาธารณะ
หากยังรวมถึง ผู้ผลักดันให้เกิดการ“ระบบสุขภาพไทย” หรือ ระบบหลักประกันสุขภาพเมื่อ 24 ปีที่ผ่านมา ทั้ง นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แม้จะมาในฐานะตัวแทนพรรคเพื่อไทย แต่ก็คือผู้ผลักดันนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค“ ในรัฐบาลไทยรักไทย จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังรวมถึง นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นบุคคลสำคัญและผู้มีบทบาทในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดยเป็นอดีตประธานคณะอนุกรรมการและกรรมการในบอร์ดสปสช. ที่มีส่วนผลักดันการพัฒนาระบบให้ครอบคลุมการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ และยังคงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณที่ต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
รวมไปถึง นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2557-2558) หนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันและร่วมคิดร่วมออกแบบระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในช่วง ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
เช่นเดียวกันกับ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา อดีตเลขาธิการ สปสช. ช่วงปี 2560 – 2564 มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพและเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19

เวที Policy Watch Connect 2026 จึงถือเป็นการระดมสมองครั้งสำคัญของบุคลากรสุขภาพที่มีทั้งอดีตรัฐมนตรี ผู้เริ่มต้นนโนยบาย และผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อมาร่วมเสนอทางออกกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ เพื่อรวมรมข้อเสนอทั้งหมดเสนอต่อพรรคการเมืองต่อไป
ในช่วงแรก วิกฤตปัญหาสุขภาพถูกนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างผู้รับบริการ ผู้ให้บริการและผู้กกำกับบริการ โดยผู้รับบริการภาคประชาสังคมยังเห็นว่าการบริการสุขภาพ ยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ มาตรฐานที่ไม่เท่ากันระหว่าง กองทุนหลักประกันสุขภาพ กองทุนข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม
ผู้ใช้บริการอยากเห็นระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว
บัณฑิต แป้นวิเศษ ประธานเครือข่ายแรงงานผู้ใช้สิทธิประกันสังคม ในฐานะของผู้รับบริการในระบบสุขภาพ และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย สะท้อนปัญหาที่พบ ในฐานะผู้ประกันตนในมาตร 33 โดยเห็นว่า ปัจจุบันมีประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากว่า 47 ล้านคน และผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมทุกมาตรา รวมกว่า 24.8 ล้านคน ซึ่งจำนวนมากต้องเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลเดียวกัน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดความแออัดอย่างชัดเจน
การรวมกลุ่มของผู้ใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคมในสถานพยาบาลเดียวกัน ทำให้พื้นที่บริการมีความหนาแน่นสูง เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการแพร่กระจายโรค ขณะเดียวกัน ระบบการเข้าถึงบริการที่ซับซ้อนและซ้ำซ้อนยังเพิ่มภาระให้กับประชาชน ทั้ง ค่าใช้จ่าย เวลา และสภาพจิตใจ
บัณฑิต ยกตัวอย่างผู้ป่วยจำนวนมากต้องมีญาติมาด้วยอย่างน้อย 1 คน ทำให้ต้นทุนการเดินทางเพิ่มขึ้น บางรายต้องรอรับบริการเป็นเวลานานจนเกิดความเครียด กดดัน และมีกรณีที่ต้องนอนค้างรอ เพราะไปเช้าแต่กลับได้เย็น แรงกดดันดังกล่าวไม่ได้เกิดกับผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานภายใต้ความตึงเครียดสูง
ขณะเดียวกันก็เห็นว่า การเบิกจ่ายยา ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเพิ่มความลำบากให้กับผู้ใช้บริการที่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องไปรับยาทุก 15 วัน ต่างจากเมื่อก่อนที่รับยาทุก 3 เดือน
ขณะที่สิทธิประโยชน์ในการรักษาเห็นว่ายังมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องมาตรฐานการรักษา จึงเสนอเรื่องของ ระบบการรักษาควรจะเป็นมาตรฐานเดียว ระบบเดียวกันทั้งหมดเพื่อให้การรักษามีมาตรฐานเดียวกัน

ผู้ให้บริการ รพ.รัฐ ยังเผชิญวิกฤตการเงินหนัก
ขณะที่ในมุมมองผู้ให้บริการ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตการระบบสุขภาพจะแก้ไขได้ต้องเริ่มต้นจากทุกฝ่ายยอมรับว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้นจริงในระบบสุขภาพโดยวิกฤตระบบสุขภาพมีทั้ง 3 ส่วนดังนี้
1.วิกฤตการเงิน เดิมโรงพยาบาลรัฐมีอยู่ 900 กว่าแห่ง เคยมีเงินบำรุงมาก แต่ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งในตอนนั้นมีงบทั้งประเทศไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท ต้องของบมาช่วย 5 พันล้านบาท หลังจากนั้นเกิดโควิด-19 ในวิกฤตทำงานกันเหนื่อย รัฐบาลของบประมาณมาเสริมให้ โดยมีเงินรวมทั้งประเทศขึ้นมาถึงเกือบ 1 แสนล้านบาท
แต่ล่าสุดเมื่อ ต.ค.68 ที่ผ่านมา เหลือไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ช่วงขาลง โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องกำไรขาดทุน แต่นี่คือภาพรวมการเงิน โรงพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
นพ.อนุกูล ยอมรับว่า สิ่งที่ภาคประชาชนบอกว่าระบบสุขภาพเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องจริง เพราะได้งบจากกองทุนสิทธิข้าราชการ แต่เงินที่เยอะไม่ได้ปันผลให้เจ้าหน้าที่ แต่เอามาช่วยงบบัตรทอง ส่วนประกันสังคมพอเลี้ยงตัวได้อย่างกรณีโรงพยาบาลที่มีผู้ประกันตนมากก็อู่รอด โรงพยาบาลที่มีผู้ประกันตนน้อย อย่าง อินทร์บุรี ก็ไม่รอด นี่คือเหลื่อมล้ำ เพื่อช่วยภาระจากบัตรทอง มีบางมุมว่าระบบราชการบริหารไม่ดี ผมสะท้อนใจ เพราะว่าเรา แต่เรานำเขามาช่วยบัตรทอง แปลว่า การบริหารภาพรวมไม่เกิดขึ้นจริงๆ
2.วิกฤตคนทำงาน เช่น กรณีพยาบาลเสียชีวิต เป็นอีกประเด็น แต่อีกประเด็นที่เจอกันมากตอนนี้คือ หมดไฟในการทำงาน เบิร์นเอ้าท์กันหมด พวกเราเหนื่อยล้า เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ งานเข้ามาตลอด งานเยอะกว่าคน
เมื่อดูสัดส่วนพยาบาลขึ้นเวรปกติ หรือเวรวอร์ดสามัญ ตามมาตรฐานคือ พยาบาล 1 คนดูแลคนไข้ 6 คน แต่ความเป็นจริง พยาบาล 1 คนดูแลคนไข้ 10-12 คน มากกว่ามาตรฐาน เพราะติดกรอบ ก.พ. เพิ่มไม่ได้ เพราะติดกรอบและไม่มีเงินจ้าง
“คนออกไปสักคน ที่เหลือก็เป็นโดมิโน ทุกวันนี้เราก็พยายามพยุง ปัญหาคือ แรงจูงใจต่ำจริงๆ งานเยอะ เงินน้อย คนธรรมดา ถ้ามีทางไปก็คงไป วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติก็สำคัญ แต่ก่อนคนไข้จะรู้สึกดีกับหมอ แต่ตอนนี้คนไข้เดินเข้ามา ถือโทรศัพท์มาด้วย พร้อมจะถ่ายคลิป และทุกคนมาด้วยความคาดหวัง เพราะกองทุนบัตรทองโฆษณาว่าไปใช้สิทธิทุกที่ แต่อัตรากำลังเราน้อย อย่างห้องฉุกเฉินจัดกำลังไว้ไม่ได้มาก แต่ไว้เพื่อรับคนไข้ฉุกเฉินจริง ๆ แต่คนไข้ที่มากลับไม่ใช่” นพ.อนุกูลกล่าว
3.วิกฤตบริการ ผู้เล่นภาพใหญ่ที่มองออกว่า งานบริการใดสำคัญมากกว่า งานบริการใดสำคัญน้อยกว่า โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิประโยชน์ใดที่เพิ่มมาใหม่ต้องตามมาด้วยงบประมาณ และการพิจารณาว่ามีความจำเป็นมากน้อย เช่น คนไข้นอนในไอซียู คนไข้เกิดอุบัติเหตุ จำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉิน คนไข้ผ่าตัดไส้ติ่งต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนสิทธิประโยชน์จำเป็น แต่สิทธิประโยชน์ที่อาจน้อยกว่าหรือไม่ เช่น ฮอร์โมนแปลงเพศ รวมไปถึงการให้บริการรอยานานต้องส่งยาไปที่บ้าน อาจต้องพิจารณาหรือไม่ถ้าใช้งบประมาณมากขึ้น
“สิทธิประโยช์เหล่านี้หากงบประมาณเราเยอะพอ ควรสนับสนุน แต่ในเมื่องบประมาณจำกัดแบบนี้ สถานการณ์การเงิน โรงพยาบาลรัฐที่ลดลง จึงควรมี ผู้เล่น ที่อยู่เหนือกว่าสามกองทุนมาพิจารณาสิทธิประโยชน์
เสนอ National Health Policy Board
ปัญหาเหล่านี้ ต้องมีผู้เล่นที่อยู่นอกเหนือ 3 กองทุน คือ คณะกรรมการระบบสุขภาพระดับชาติ หรือ National Health Policy Board (NHPB) หรือ ซูเปอร์บอร์ด เป็นตัวตอบโจทย์ เพื่อมาดูภาพรวมระบบสุขภาพ และเรื่องสิทธิประโยชน์ อย่างน้อยคนไทยทุกคนต้องได้สิทธิรักษาพื้นฐานเท่ากัน ส่วนกองทุนไหนจะเพิ่มสิทธิอะไรก็ขึ้นกับแต่ละกองทุน เพราะที่มาของแต่ละกองทุนต่างกัน

ปฐมภูมิจุดแข็ง ทำงานเชิงป้องกันสำคัญ
ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อก่อนเราโตมากับคำบอกว่า ไม่สบายให้ไปหาหมอ แต่ในมุมมองของคำว่าไปหาหมอสมัยก่อน คือ ไปหาหมออนามัย ไปที่สถานีอนามัย ก่อนที่ปัจจุบันจะเปลี่ยนโฉมมาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) นี่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยในเรื่องปฐมภูมิ ซึ่งจริง ๆ งานปฐมภูมิสำคัญมาก อย่างหมอครอบครัวดูแลคนทุกช่วงวัย ดูเรื่องส่งเสริมสุขภาพ แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นรักษาพยาบาล ซึ่งก็ไม่ได้แก้ปัญหาความแออัด หรือแม้แต่การถ่ายโอนรพ.สต.ไปท้องถิ่น ก็ต้องมาดูว่าทำงานร่วมกันอย่างไร
การทำงานเชิงป้องกันเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ อย่างเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ ส่วนใหญ่เราจะเห็นรอถอดบทเรียนเพียงพอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ภัยพิบัติเกิดซ้ำไปซ้ำมา แต่งานเชิงป้องกัน ทั้งทำในระบบ ภาคประชาชน หรือภาคการจัดการตัวเองมีน้อยมาก
ในช่วงการบริหารกระทรวงสาธารณสุข ก็เจอปัญหาตลอด โดยเฉพาะม็อบมากระทรวงประจำ จริงๆเรื่องความขัดแย้งไม่ได้แค่ระบบสุขภาพ แต่เป็นเรื่องสังคม เราตั้งความหวังว่า จะมีใครสักคนมาแก้ปัญหาเหล่านี้ ดังนั้น ในเชิงระบบอย่างการกระจายอำนาจต้องทำจริงจัง และต้องทำต่อเนื่อง ที่สำคัญเรื่องปฐมภูมิ โดยเฉพาะปฐมภูมิในเขตเมือง
“จริงๆก็อยากเห็นว่า จะมีพรรคการเมืองไหนจะเสนอโมเดลสร้างสุขภาพ แบบไม่ใช่แค่ประชาชนอ่านข้อมูลสุขภาพเท่านั้น แต่ต้องมีกลไกมาช่วย จึงมีข้อเสนอว่า อยากให้มองเรื่องกระจายอำนาจต้องจริงจัง และปัญหามีอีกเยอะ ปฐมภูมิระดับเขตเมืองยังไม่ครอบคลุม ” พญ.พรรณพิมล กล่าว
จัดการเรื่อง”ยา”ให้มีประสิทธิภาพช่วยประหยัด
รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน กล่าวว่าเป็นเภสัชกร และมีโอกาสทำงานปฐมภูมิ ซึ่งมีวันหนึ่งไปเยี่ยมบ้านเจอประชาชน โดยประชาชนดีใจมาก โดยหอบยามาคืน จึงถามว่า ทำไมไม่คืนโรงพยาบาล ได้คำตอบว่า หมอบอกว่า คุณมีสิทธิ เพราะเป็นข้าราชการจ่ายยาให้ 3 เดือน หมอไม่รับคืน การสูญเสียเรื่องยาสำคัญมาก
อย่างไรก็ตาม ในอดีตเคยมีโครงการไข่แลกยา ซึ่งจริงๆเป็นความล้มเหลวระบบสุขภาพ เพราะให้ยา แต่ไม่ได้ช่วยได้จริง ชาวบ้านก็ยังหายาตามความเชื่อของตน ประเด็นหนึ่ง คือ คนใกล้ตัวจูงใจชาวบ้านได้ แต่หมอ บุคลากรจูงใจไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะไม่มีเวลา แค่งานประจำก็หมดเวลา ทุกวันนี้หมดแรง หมดไฟ
“ส่วนโครงการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาที่ร้านยานั้น ก็เพื่อให้มีเภสัชกรช่วยคัดกรองดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ก็เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเองให้ได้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ในต่างประเทศนำร้านยามาเติมเต็มระบบสุขภาพ การตรวจคัดกรองนำมาซึ่งข้อมูลสุขภาพเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันไทยยังไม่มีตรงนี้” รศ.ภญ.สุณี กล่าว
ทั้งนี้การจัดการด้านยา ยาถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายเยอะเกือบ 50% หากประหยัดตรงนี้ได้ จะช่วยประหยัดเงินและนำมาใช้ส่วนอื่น ๆ เช่น ค่าตอบแทนแพทย์
ส่วนโคเพย์ (Co-pay) หรือการร่วมจ่าย จุดสำคัญคือทำให้คนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีจะต้องร่วมจ่าย การฟรีทุกอย่าง ทำให้คนไม่รู้ว่ามีคุณค่า
ดังนั้น การวางนโยบายต้องมาเลือกจุดของการโคเพย์ให้เหมาะสมด้วย อย่างเรื่องยา บางตัวประสิทธิภาพเท่ากัน แต่บางคนอยากได้ยาต่างประเทศ หากเป็นแบบนั้นก็ควรโคเพย์ และทำไมรัฐบาลต้องตามใจทุกคน เพราะความเป็นจริงต้องเข้าใจว่า ประเทศเรามีงบด้านสุขภาพจำกัดจริง ๆ ดังนั้น อะไรเกินความจำเป็นต้องเป็นความพอใจของคนที่ต้องจ่าย
ระบบสุขภาพจำเป็นต้องมองในมิติองค์รวม
ทรงพล ตุละทา กรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ระบบสุขภาพของไทยยังคงเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายทางคือการรักษามากกว่าเรื่องป้องกัน สะท้อนจากพฤติกรรมของประชาชนที่มุ่งไปใช้บริการในโรงพยาบาล
ขณะที่การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและการดูแลสุขภาพตนเองยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคไตที่ต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าถึงบริการล้างไต แม้ระบบบริการปลายทางจะมีคุณภาพ แต่หากเกิดภัยพิบัติหรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะกลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ทันที
เพนพอยท์ (Pain Point) สำคัญประการแรก คือ เมื่อพูดถึงปัญหาสุขภาพในพื้นที่ชนบท สังคมมักพุ่งเป้าไปที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง สุขภาพเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคมอื่น ๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันสังคม การตรวจสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หน้าที่การงาน และวิถีการผลิต โดยเฉพาะประเด็นอาหาร แม้แพทย์จะแนะนำให้ประชาชนบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
“อาหารที่เป็นต้นกำเนิดของปัญหาสุขภาพ อาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพมีราคาถูก แต่อาหารสุขภาพมีราคาสูง ทำให้ประชาชนรายได้น้อยเข้าถึงการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ยาก”
ส่วนเพนพอยท์ที่สอง คือ กระบวนการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพขนาดใหญ่ ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจค่อนข้างจำกัด ทั้งที่นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม
“ระบบสุขภาพจำเป็นต้องมองในมิติองค์รวม ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และบริบททางสังคม เมื่อมีการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพขนาดใหญ่ ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพราะหลายกรณีส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน”

กระจายอำนาจรพ.สต.ยังมีข้อจำกัด
ขณะที่ ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายก อบจ. ลำปาง กล่าวว่า ระบบบริการสุขภาพยังมีความเหลื่อมล้ำสูง การบริการทางการแพทย์กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงเรียนแพทย์ ขณะที่โรงพยาบาลชุมชน ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ยังขาดบทบาทและขาดทรัพยากรที่เพียงพอในการให้บริการ
“เรากำหนดบทบาทให้ท้องถิ่นดูแลระบบปฐมภูมิทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน แต่การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แต่ยังพบอุปสรรคทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และอำนาจการตัดสินใจ ทำให้ท้องถิ่นได้รับบทบาท แต่ยังขาดทรัพยากรที่จำเป็น”
ตวงรัตน์ กล่าวว่า ท้องถิ่นมีบทบาทในการทำงานปฐมภูมิหากสามารถเสริมพลังให้ท้องถิ่นมีอำนาจออกแบบนโยบายด้านสุขภาพ พัฒนาระบบปฐมภูมิ อสม. และ รพ.สต. ให้เข้มแข็ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืนได้

4 พรรคการเมืองรับข้อเสนอแก้วิกฤตระบบสุขภาพ
ตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 4 พรรคต่างเห็นปัญหาร่วมกันว่า ระบบสุขภาพต้องแก้ไขและมีทางออก โดยมองข้ามคำว่า “ล้มกองทุนบัตรทอง” แต่จะเสนอทางออกให้ประสิทธิภาพ และการรักษาทั้ง 3 กองทุนสุขภาพให้ดีขึ้นในทุกมิติอย่างไร
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า ระบบสุขภาพบัตรทองเข้าสู่ปีที่ 25 ปี ปัญหาในระบบสาธารณสุขมีจริง ๆ การเชื่อมข้อมูลทำยากมาก ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล เรื่องระบบการจัดการข้อมูล เรื่อง AI ในการออกแบบงบประมาณ
“ผมเชื่อว่าระบบสาธารณสุขเป็นรากฐานของทุกเรื่อง งบประมาณสาธารณสุข และการศึกษาไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาบจะต้อง “จำกัด” งบบริการประชาชน กับ งบฯ การพัฒนา เช่น ระบบบริการ ระบบเชื่อมข้อมูล ควรแยกออกเป็นคนละส่วนกัน และควรมีการนำข้อมูลมาใช้ในการออกแบบการใช้งบประมาณว่าควรจะใช้เท่าไหร่ เพื่อให้สามารถมีงบประมาณมาใช้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ”
ส่วนปัญหาที่มีหลายคนพูดในกรุงเทพฯ หรือชุมชนเมืองบางที่ ตอนนี้ไม่เชื่อมข้อมูลกัน ต่างคนต่างเก็บข้อมูลไว้ สำคัญคือต้องแชร์ข้อมูลกัน ย้ำว่า Digital Goverment เริ่มต้นได้ในโรงพยาบาล
ขณะที่สาธิต ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ให้ความเห็นว่า การเข้าถึงระบบสุขภาพที่มีคุณภาพ จะให้ยั่งยืนผู้ให้ และผู้รับบริการต้องเข้าใจระบบด้วย ความแออัดเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะเราให้คนเข้าถึง 47 ล้านคน
ผู้รับบริการ ไม่ใช่คิดว่า ไปโรงพยาบาลทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบทั้งหมด ต้องเข้าใจระบบบริการรายหัวด้วยว่ามีการกระจาย องค์ความรู้เรื่องบุคคลาก่อนทางการแพทย์ คือ ต้องสร้างมากกว่าซ่อม ทำให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีแรงจูงใจที่มากพอ
“ระบบสุขภาพมีช่องว่างที่เรายอมรับร่วมกัน อย่างปัญหาหน้างานของคนทำงาน เมื่อหน้างานทำไม่ทันปัญหาหลายอย่างก็เกิดขึ้น ข้อมูลที่แตกต่างต้องนำมาคุยกันสักที ว่าจะทำให้หน้างานเข้าใจตรงกัน สอดรับกัน ก็ต้องมาปรับ พร้อมเสนอ “กองทุนที่ 4” หรือ Co-payment โดยใช้คลินิกพิเศษนอกเวลา เพื่อลดการใช้งบฯ ในการเข้าบริการห้อง ER มาใช้บริการส่วนนี้”
ด้าน นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ จากพรรคภูมิใจไทย ย้ำว่า สิ่งที่เห็นมาตลอด คือ มีตัวที่ขาดหายไปของระบบ ต้องดูว่าเราทำอะไรขาดหายไปหรือไม่ ต้องทบทวนว่าต้องปฏิรูปอะไร 20 ปี ของบัตรทอง ต้องมีตัวกลางว่าคนไทยทุกคนควรได้รับสิ่งนี้อย่างจริงจัง ประกันภาคสมัครใจของเอกชน เราได้รับปัญหา ถ้าเขาอยากมีประกัน เขามีวงเงินแค่นี้ ก็ไปจำกัดสิทธิ์ของเขา
จึงเสนอให้มี “พยาบาลอาสา” หรือ 1 หมู่บ้าน 1 บุคคลกรอาสา ซึ่งใช้ไปโยงกับทหารอาสา อย่างผู้ที่จบด้านสาธารณสุข มาทำงานกับชุมชน เช่น บุคคลากรที่เกษียณแล้ว 1 หมู่บ้านต้องมีบุคคลากรทางการแพทย์ทำงานกับ อสม. มีคนที่รู้เรื่องสุขภาพของคนในชุมชน
โดยเชื่อว่าทัศนคติในการจัดการระบบตอนนี้ไม่ตรงกัน มองข้อมูลไปคนละมุมกัน เงินที่ออกไปนอกระบบนอกโรงพยาบาลไปอยู่ตรงไหน มองว่าต้องทำทั้งระบบไปด้วยกัน ถึงเวลาที่ทุกหน่วยต้องคุยกันจริง ๆ สักที เพราะการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิ์ ทั้งนี้มองว่าต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ในเชิงในนโยบาย มีการเปิดตัวคนที่จะดูแลในแต่ละด้าน ทีมนโยบายต้องทำงานเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะ เช่นเดียวกันตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข
ขณะที่ เดชรัต สุขกําเนิด จากพรรคประชาชน ก็มีข้อเสนอ ไปที่การแก้ปัญหา สปสช. ที่งบประมาณไม่เพียงพอ งบฯ โดยในส่วนของงบ Adjusted RW หรือ AdjRW อาจต้องเพิ่มเปน 10,000 บาท ขณะที่ปฐมภูมิจำเป็นต้องมี 2 หมื่นล้านบาท เข้าไปเสริมปฐมภูมิ ลดภาระโรงพยาบาล จัดรับปฐมภูมิใหม่ ต้องเซ็ตให้เป็นวงเป็นการบริการเดียวกันให้ได้ มีเพิ่มงบฯ และเพิ่มคน เช่น นโยบายการดูแล ประคับคอง ช่วยแนวหน้าในการดูแล
นอกจากนี้ต้องมีฐานระบบข้อมูลเชื่อมเข้ามาหากันให้ได้ รองรับการคาดการณ์ก่อนเกิดเหตุ รวมไปถึงอาจต้องมีกองทุนสำรองเพื่อใช้จ่ายหากพบว่า รพ.มีปัญหาวิกฤตด้านการเงิน
ในส่วนที่จะมีการ Co-Pay ต้องเห็นฐานข้อมูลที่ชัดเจนก่อน ทุกอย่างเริ่มต้นจากสิทธิประโยชน์พื้นฐานก่อน ถ้าเริ่มต้นทันทีโดยกองทุนไม่คุยกันเกรงจะไปต่อยาก หากพรรคได้เป็นรัฐบาลก็จะแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์ เพื่อให้มีคนทำงานแก่ประชาชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- อยู่ไม่ไหว จึงต้องออก: วิกฤตบุคลากรระบบสุขภาพ
- นโยบายสาธารณสุข: พรรคไหนทำได้ หรือ แค่ขายฝัน?
- 10 สิทธิประโยชน์ใหม่ ”บัตรทอง” ปี 69 รอรัฐบาลใหม่อนุมัติ




