สังคมสูงวัยนำมาซึ่งการถกเถียงในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็น การขยายอายุเกษียณ และการสนับสนุนการจ้างงานแรงงานสูงอายุ โดยบทความนี้นำเสนอดัชนีความเป็นมิตรของแรงงานสูงวัย (age-friendly index) ซึ่งผู้กำหนดนโยบายอาจใช้เป็นกรอบแนวคิดในการเสนอแนวทางเพื่อส่งเสริมการจ้างงานแรงงานสูงอายุ
จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี พ.ศ. 2567 จำนวนประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีมากถึง 14.03 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20ของประชากรทั้งหมด สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 6.8 ในปี พ.ศ. 2537 จึงกล่าวได้ว่า ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (aged society)
ขณะเดียวกัน อัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนแรงงานต่อประชากร (employment to population ratio) ลดลงจากร้อยละ 70 ในปี พ.ศ. 2554 เหลือร้อยละ 66 ในปี พ.ศ. 2567 การส่งเสริมการทำงานของแรงงานสูงวัยจึงกลายเป็นทางเลือกกึ่งบังคับเพื่อลดผลกระทบของการเข้าสู่สังคมสังคม ในขณะที่เศรษฐกิจยังคงต้องการใช้แรงงานเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของระบบเศรษฐกิจ คำถามคือ แล้วเราจะส่งเสริมการทำงานของแรงงานสูงวัยอย่างไร
ปัจจุบัน มีผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 3 ที่ทำงาน โดยผู้สูงอายุเพศชายมีแนวโน้มที่จะทำงานมากกว่าผู้สูงอายุเพศหญิง สำหรับการทำงานของผู้สูงอายุ พบว่า กว่า 2 ใน 3 เป็นการทำงานส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง รองลงมาเป็นการช่วยธุรกิจครัวเรือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และลูกจ้างของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ซึ่งสองกลุ่มหลังมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
สำหรับเหตุผลของการทำงานนั้น พบว่ากว่าร้อยละ 51.5 ทำงานเพราะยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีแรงทำงาน ขณะที่กว่าร้อยละ 43.5 มีความจำเป็นที่ต้องหารายได้สำหรับเลี้ยงครอบครัวหรือตนเอง
เมื่อถามถึงความต้องการที่จะทำงานในกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) พบว่าร้อยละ 44.9 ยังคงต้องการทำงาน เมื่อดูรายได้ของผู้สูงอายุ พบว่า ร้อยละ 35.7 มีรายได้จากบุตร รองลงมาเป็นรายได้จากการทำงาน และเบี้ยงยังชีพจากราชการ นั่นหมายความว่า ผู้สูงอายุที่โสด ไม่ได้ทำงาน เป็นแรงงานนอกระบบก่อนเกษียณ และโสด เป็นผู้สูงอายุที่สุ่มเสี่ยงที่จะยากจน และอาจเป็นกลุ่มที่ยังต้องการการทำงานเพื่อประคับประคองมาตรฐานการครองชีพของตนเองและครอบครัว
ที่ผ่านมา มีความพยายามในการสนับสนุนการจ้างงานแรงงานสูงอายุระหว่างรัฐกับเอกชน ผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในปี พ.ศ. 2562 แต่ MOU ยังกล่าวมีเอกชนเพียงไม่กี่รายที่เข้าร่วม และงานจำกัดอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรม
นอกจากนั้น ยังไม่มีการศึกษาว่างานดังกล่าวเป็นงานที่สอดคล้องกับสภาพร่างกาย จิตใจ และความสนใจของแรงงานสูงอายุหรือไม่ ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีการออกมาตรการทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจให้สถานประกอบการในการจ้างแรงงานสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) โดยนายจ้างสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของค่าจ้าง แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน และจ้างได้ไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด
ทั้งนี้ ช่องว่างสำคัญของการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุคือ นโยบายเหล่านี้ยังไม่มีการพิจารณาถึงความเหมาะสมของลักษณะของงานหรือเนื้องาน (Job attribute) ว่าเหมาะสมกับผู้สูงวัยมากน้อยเพียงใด หรือผู้สูงวัยต้องการทำหรือไม่
ในเรื่องนี้ งานวิจัยหลายชิ้นพยายามในการศึกษาเรื่องดังกล่าวผ่านการจัดทำดัชนีความเป็นมิตรของแรงงานสูงวัย ดัชนีดังกล่าวมาจากแนวคิดที่ว่าทักษะและความชอบ (Skills and preferences) ของผู้สูงอายุที่มีลักษณะแตกต่างจากแรงงานกลุ่มอายุอื่น ในด้านทักษะนั้น
จากข้อมูลของ O*NET (Occupational Information Network) พบว่าทักษะของแรงงานสูงวัยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทักษะของแรงงานในวัยอื่น ๆ เช่น แรงงานสูงวัยมักไม่ค่อยอยู่ในอาชีพหรือทำงานที่ใช้กำลังค่อนข้างเยอะ (Physical exertion) ดังนั้น จึงไม่ต้องอาศัยทักษะด้านร่างกาย ทักษะพิสัย และความรวดเร็วในการทำงาน แต่มักทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ และไม่มีสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่อันตราย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณางานที่ผู้สูงอายุทำนั้น เป็นเพียงการวิเคราะห์ด้านเดียว ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับงานที่ผู้สูงอายุต้องการจะทำ ในด้านความชอบ (Preference) ของงานที่ผู้สูงอายุต้องการทำ นั้น งานวิจัยของ Maestas et al. (2018) ได้ทดลองความเต็มใจจ่ายของผู้สูงอายุสำหรับลักษณะงานในหลายประเภทพบว่าผู้สูงอายุมักชอบงานที่อิสระ เช่น สามารถกำหนดตารางการทำงานและวิธีการทำงานได้เอง รวมถึงงานที่มักจะนั่งอยู่กับที่มากกว่างานที่ต้องใช้แรงกายในการทำงาน
ขณะที่ Hudomiet et al. (2019) พบว่าแรงงานสูงอายุมักชอบงานที่มีความยืดหยุ่น ไม่เครียด และไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางปัญญา ซึ่งในเรื่องของความยืดหยุ่นในการทำงานนั้นสอดคล้องกับงานวิจัยของ Ameriks et al. (2020) ที่พบว่าผู้สูงอายุมักจะยินดีที่จะทำงานที่อนุญาตให้สามารถกำหนดช่วงเวลาการทำงานได้เอง
สาระสำคัญประการหนึ่งของงานวิจัยข้างต้นคือ ทักษะและความชอบในการทำงานของแรงงานสูงวัยแตกต่างกันตามระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ๆ ในกรณีของไทย งานวิจัยชื่อ “โครงการสำรวจและประเมินความเป็นมิตรของการทำงานของแรงงานสูงวัยและข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อการส่งเสริมงานที่เป็นมิตรของแรงงานสูงวัยในเขตเมืองและเขตชนบท” ที่มี ผศ. ดร.อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล และคณาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567 ได้พัฒนา AFI ในบริบทของไทย ทำการสำรวจคุณลักษณะของงานที่เป็นที่ต้องการของแรงงานสูงวัย โดยใช้แบบสอบถามและเก็บในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ กว่า 2,000 ตัวอย่าง จากนั้นสร้างดัชนีความเป็นมิตรในการทำงานของแรงงานสูงวัย (Aging-friendly Index) ในแต่ละอาชีพ
งานวิจัยได้ออกแบบคุณลักษณะของงานให้เหมาะสมกับแรงงานไทย อาทิ ความยืดหยุ่นของตารางงาน การติดต่อสื่อสารทางไกล อิสระในการทำงาน ความถนัดในการทำงาน การทำงานในพื้นที่เดิม และสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุในแต่ละอาชีพ
งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อค้นพบหลัก 5 ประการ
- ประการแรก ระดับการศึกษากับดัชนีความเป็นมิตรในการทำงานจะมีทิศทางความสัมพันธ์ทางเดียวกัน หรือแรงงานสูงวัยที่มีระดับการศึกษาระดับสูงขึ้น จะมีโอกาสได้รับความเป็นมิตรในการทำงานสูงขึ้น เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับโอกาสทางเลือกอาชีพของแรงงานสูงวัยอย่างชัดเจน หรือแรงงานสูงวัยที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าจะมีโอกาสเลือกอาชีพที่มีความเหมาะสมหรือมีความต้องการในการทำงานได้
- ประการที่สอง ดัชนีความเป็นมิตรในการทำงานของผู้สูงวัยจะมีทิศทางเดียวกันกับระดับรายได้ของแรงงานสูงวัย เรื่องดังกล่าวสะท้อนถึง อาชีพต่าง ๆ ที่มีความเป็นมิตรในการทำงานระดับสูงจะเอื้อให้เกิดรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นตามไปด้วย ดังเช่น อาชีพผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานราชการ
- ประการที่สาม ผู้สูงวัยที่มีอายุสูงขึ้นจะมีแนวโน้มได้รับความเป็นมิตรในการทำงานสูงขึ้น เรื่องดังกล่าวมีความน่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ผู้สูงวัยที่มีอายุมากขึ้นและยังอยากทำงานต่อไปแล้ว ผู้สูงวัยจะตัดสินใจทำงานต่อไปเมื่ออาชีพที่เลือกสามารถเอื้อให้เกิดความเป็นมิตรในการทำงานต่อผู้สูงวัยมากขึ้นไปด้วย
- ประการที่สี่ ผู้สูงวัยในกลุ่มตัวอย่างสำรวจส่วนใหญ่จะมีเหตุผลในการทำงานสำคัญ คือ การหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพในวัยเกษียณ หรือมีสัดส่วนร้อยละ 54 ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างผู้สูงวัยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำงานในอีกกี่ปีข้างหน้า (ร้อยละ 37)
- ประการที่ห้า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจหรือมีความสุขในการทำงานสูงถึงร้อยละ 69 ขณะที่ผู้สูงวัยที่ไม่มีความสุขในการทำงานมีสัดส่วนร้อยละ 28 เรื่องดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้สูงวัยในประเทศไทยแม้จะเผชิญความเป็นมิตรในการทำงานระดับปานกลาง แต่ผู้สูงวัยยังคงมีความสุขที่ได้ทำงานอยู่ดี แม้ว่าระดับรายได้จะคงเป็นปัจจัยกำหนดสำคัญของความเป็นมิตรในการทำงานของผู้สูงวัย นอกจากนี้ เราพบว่า ดัชนีความเป็นมิตรในการทำงานของผู้สูงวัยในกลุ่มผู้สูงวัยที่คิดว่ามีความสุขในการทำงาน จะมีคะแนนสูงกว่าเมื่อเทียบกับกล่มผู้สูงที่คิดว่าไม่มีความสุขในการทำงาน
นอกจากนั้น ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติ ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำหนดความเป็นมิตรในการทำงานของแรงงานสูงวัย พบว่า ปัจจัยด้านเพศ อายุ การศึกษา รายได้ ภาคเศรษฐกิจ และการทำงานนอกระบบ ส่งผลต่อความเป็นมิตรในการทำงานของแรงงานสูงวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติขณะที่ปัจจัยด้านสถานสมรสและที่อยู่อาศัย/สถานที่ทำงาน ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาเชิงประจักษ์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความมั่นคงในการทำงานของแรงงานสูงวัยต่อไป
งานวิจัยชิ้นดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของออกแบบนโยบายที่สนับสนุนการทำงานของแรงงานสูงวัย โดยให้ความสำคัญกับการนำทักษะที่ผู้สูงอายุมีมาผนวกเข้ากับความสนใจหรือความชอบของแรงงานผู้สูงอายุ เพื่อให้การต่อจิ๊กซอว์เรื่องนี้สมบูรณ์มากขึ้น ภาครัฐอาจขยายผลการศึกษาและเชื่อมข้อมูลเหล่านี้เข้ากับความต้องการของสถานประกอบการ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




