ในยุคที่โครงสร้างประชากร มีเด็กเกิดน้อยลงในระดับที่รวดเร็ว ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปี 67 อัตราเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคน เป็นปีแรกในรอบ 75 ปี และในปี 68 มีอัตราเด็กเกิดประมาณ 4 แสนกว่าคน ทำให้ในช่วง 2 ปีประเทศไทยมีอัตราเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงอัตราการเกิดเด็กน้อย แต่ยังรวมถึงการเกิดน้อยแต่ไม่มีสุขภาวะที่ดี มีปัญหาโภชนาการ ทำให้ คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และ เครือข่ายขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้ากว่า 500 เครือข่ายจากทั่วประเทศ ผลักดันข้อเสนอนโยบายกระจายอำนาจเพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ต่อพรรคการเมือง”ในการเลือกตั้ง69
ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า กล่าวว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนมาตลอด คือสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และผู้ที่จะทำให้ข้อเสนอนี้เป็นจริงคือรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ของพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญ เพราะเด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ
เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าสู่สวัสดิการถ้วนหน้า
รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด มีตั้งแต่ปี 59 ตามมติคณะรัฐมนตรี 31 มีนาคม 58 ให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิด -1 ปีในครัวเรือนที่มีครายได้น้อยและไม่อยู่ในระบบประกันสังคม รายละ 400 บาท
ต่อมาเมื่อปี 62 ขยายอายุเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี เพิ่มจำนวนเงินเป็น รายละ 600 บาทต่อเดือน โดยยังกำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะเด็กเล็กในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปีและได้ยกเลิกเงื่อนไขไม่อยู่ในระบบประกันสังคมออกไป
ที่ผ่านมามีข้อเสนอเงินอุดหนุนสวัสดิการเด็กเล็ก ไปสู่สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า แต่ยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ เนื่องจากโครงสร้างกฎหมาย ข้อจำกัดสำคัญต่อการกระจายอำนาจด้านสวัสดิการเด็ก และบริการสาธารณะ
มีข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ระยะ ประกอบด้วย
- ระยะสั้น (เชิงบริหาร/เชิงระเบียบ ขอให้เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณด้านเด็กปฐมวัย ปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนและเพดานการใช้จ่ายให้รองรับภารกิจเด็กปฐมวัยในลักษณะงบต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหาร พี่เลี้ยง และบุคลากรเฉพาะทาง
- ระยะกลาง (เชิงโครงสร้าง/เชิงระบบ) เน้นที่เสริมอำนาจการบริหารจัดการบุคลากรด้านเด็กให้กับท้องถิ่น ทบทวนกรอบเพดานค่าใช้จ่ายบุคลากร และระบบอัตรากำลัง เพื่อให้ อปท. สามารถจ้างและรักษาบุคลากรด้านการศึกษาปฐมวัยและบริการเด็กได้อย่างเหมาะสม
- ระยะยาว (เชิงกฎหมาย/เชิงนโยบายมหาภาค) พัฒนาระบบการกระจายอำนาจเชิงพื้นที่ สนับสนุนรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยที่แตกต่างตามบริบทเมืองชนบท และพื้นที่เปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพบริการเด็กอย่างยั่งยืน
เร่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสวัสดิการ
ขณะที่เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าฯ นำเสนอนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 3 ประเด็นหลัก
1)เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า เดือนละ 3,000 บาท
2)เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ถ้วนหน้า อายุ 5-9 เดือน เดือนละ 3,000 บาท
3)เร่งรัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีงบประมาณ อำนาจหน้าที่ และ บุคลากรที่เพียงพอสำหรับการจัดสวัสดิการเด็กเล็กได้ดีขึ้น และทั่วถึงตามความจำเป็น
นอกจากนี้ควรจะมีการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ เช่น ให้ อปท. มีรายได้ 35 % ของรายได้แผ่นดิน และให้ อปท. ที่มีศักยภาพ ประกอบธุรกิจหารายได้เอง และแก้ไขระเบียบการใช้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
และควรใช้หลัก“ภารกิจที่ไม่ห้าม ให้สามารถทำได้” แทน “ให้ทำได้เฉพาะภารกิจที่มีระเบียบกำหนดไว้” เช่น อาหารเช้า รถรับส่ง รับเด็กต่ำกว่า 2 ปี เปิดปิดสอดคล้องการทำงานของผู้ปกครอง
4)จัดบริการด้านสุขภาพและการศึกษา ที่สอดคล้องกับเด็กพิเศษทุกกลุ่มอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ มีการคัดกรองเด็กที่พัฒนาการล่าช้า และเด็กพิเศษตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะเด็กออทิสติก บริการที่ให้เด็กพิเศษทุกคนเข้าถึงการศึกษา การเรียนรู้ การช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กเล็กในพื้นที่ภัยพิบัติจากน้ำท่วม และภัยพิบัติจากการสู้รบชายแดน
พรรคประชาชน 6 นโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก
ขณะที่นโยบายพรรคการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มีนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กอยู่แล้ว ประกอบด้วย
ณัฐยา บุญภักดี พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนมองว่าการพัฒนามนุษย์ ไม่สามารถระบุหน่วยงานใด ต้องอาศัยหลายหน่วยงานดำเนินการร่วมกัน การขับเคลื่อนเพื่อให้ท้องถิ่นมีพลัง มีอำนาจ มีทรัพยากร เพื่อดูแลเด็กในชุมชนให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ
ส่วนการกระจายอำนาจลงอยู่ท้องถิ่น จะดำเนินการใน 6 กลุ่มนโยบาย ผลคือท้องถิ่นจะได้รับทรัพยากร อำนาจมากขึ้น โดยนโยบายของพรรคประชาชนเบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า ปี 2569:
- เริ่มต้นที่ 600 บาท/เดือน แบบถ้วนหน้า (ไม่ต้องคัดกรองความจน) โดยภายในปี 2572-2573
- ปรับเพิ่มเป็น 1,200 บาท/เดือน แบบถ้วนหน้า
- สวัสดิการระหว่างตั้งครรภ์: สนับสนุนเงินตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือน รวมเป็นเงิน 3,000 บาท/ครรภ์
- Baby Box (ของขวัญแรกเกิด) มอบเครดิตจำนวน 3,000 บาท สำหรับซื้อของใช้จำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิด
- ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก เร่งจัดสร้างศูนย์ดูแลเด็กอ่อน (อายุ 4 เดือนถึง 2 ปี) จำนวน 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระพ่อแม่วัยทำงาน ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งในทุกชุมชน
ส่วนวิธีคิดงบประมาณให้กับท้องถิ่น รัฐบาลไม่เคยมีสูตรในการคำณวน ที่จริงต้องมีการคำณวนออกมาได้ว่าประชาชนต่อคน ต้องใช้งบประมาณเท่าใดอย่างชัดเจน เพื่อให้ท้องถิ่นจะได้มีงบประมาณในการจัดสรรดูแลประชากรได้ดี
“พรรคประชาชนมีเครื่องมือทางการคลังที่จะให้ประชาชนในพื้นที่ ช่วยในการจัดสรรงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชน ส่วนเรื่องของสวัสดิการจากตั้งครรภ์จนถึงเชิงตะกอน มีการเฉลี่ยไว้ให้เท่ากัน ลดหลั่นตามความสำคัญ โดยทุกเรื่องเป็นไปได้”
ไทยสร้างไทย “บูรณาการ ท้องถิ่น “พัฒนาเด็ก”
ขณะที่ ปริเยศ อังกูลกิตติ พรรคไทยสร้างไทย เสนอนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าพรรคเสนอ
- ทองปั๊บ รับ 2,000 บาทคูปองเลี้ยงลูก (Child Support Voucher) จำนวน 2,000บาท/เดือน สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี แบบ “ถ้วนหน้า” เพื่อให้ครอบครัวสามารถนำไปใช้จ่ายเป็นค่าผ้าอ้อม นม และค่าอาหารที่มีโภชนาการสูง และคูปองสร้างเด็กไทย 2,000 บาท/เดือน
- สร้างศูนย์เลี้ยงเด็ก คุณภาพทุกชุมชน และเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี เพื่อให้แม่ทำงานได้อย่างหมดห่วง
นโยบายต่างๆ ปัญหามาจากงบประมาณและกฎหมาย ซึ่งประเด็กคือรัฐบาลจะให้กระทรวงใดเป็นหัวเรือ เช่นหากให้กระทรวงสาธารณสุข จะมีงบประมาณในการดำเนินงาน รวมไปถึงงบลงทุนต่าง ๆที่ควรจะตัดมาใช้ในการลงทุนกับเด็ก ซึ่งที่จริงแล้วประเทศมี งบประมาณ ดำเนินการ แต่ยังติดที่ระเบียบ กฎหมาย ต่าง ๆ หน่วยงานรัฐยังมีความกลัวในการดำเนินนโยบาย ท้องถิ่นพร้อมจะดำเนินการ หากรัฐไฟเขียวให้ดำเนินการและมีหน่วยงานเจ้าภาพหลักชัดเจน และจะได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างชัดเจน
ประชาธิปัตย์ 4 เสาพัฒนาเด็กเล็ก
จิรวัฒน์ จังหวัด ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ มี 4 เสาหายจน มีการพัฒนาเด็กจนถึงผู้ใหญ่ และมีนโยบายดังนี้
- ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็กเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยเป็นเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้าทันที ตั้งแต่รับใบสูจิบัตร ไม่ต้องพิสูจน์ฐานะ ตระหนักว่า ช่วง 1 ปีของเด็กเป็นช่วงอายุที่สำคัญ ในการพัฒนาเด็ก
- มีเงินออมให้กับเด็กไทยทุกคน ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 18 ปี เดือนละ 500 บาท โดยเงินออมนี้ถ้าเก็บในบัญชีโดยไม่ถอนจะได้รับเงินเพิ่มพิเศษทุก 5 ปี ครั้งละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างเด็กที่มีคุณภาพให้กับประเทศ
- กระจายอำนาจของศูนย์เด็กเล็ก เสนอให้ อปท.ดำเนินการได้ เพราะท้องถิ่นจะรู้ว่าในท้องที่ต้องการอะไร ที่สำคัญคือต้องแก้กฎหมายให้สามารถทำได้ โดยการกิโยตินกับระบบกฎหมายไทย
พรรคประชาชาติ ชี้ราชการอุปสรรคสวัสดิการเด็กเล็ก
ไชยพล เดชตระกูล พรรคประชาชาติ กล่าวว่า นโยบายหลักของพรรคคือ “ความเท่าเทียมและการเข้าถึงสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะในพื้นที่พหุวัฒนธรรม การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น รวมไปถึงการให้เด็กแบบถ้วนหน้า ซึ่งมีงบประมาณบางส่วนรองรับที่สามารถดำเนินการได้
- “สวัสดิการถ้วนหน้า 1,000 บาท” แบบถ้วนหน้า ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี อุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถาบันปอเนาะ ในชุมชน งบอุดหนุนอาหารกลางวันและนม: เพิ่มงบประมาณรายหัวให้สูงขึ้นเพื่อให้เด็ก
- ส่วนปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจและงบประมาณ นั้น ยังมีข้อจำกัดที่รัฐราชการ โดยอ้างว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่มีความพร้อม ส่วนกลางจึงต้องดำเนินการเอง งบลงทุนในทุนมนุษย์ 200,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเกินเลย สามารถผลักดันได้ถึง 3,000 บาท
ภูมิใจไทย ดันศูนย์เด็กเล็กในท้องถิ่นทำงานเต็มที่
รัชดา ธนาดิเรก พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในฐานะพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เห็นว่าการดำเนินนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ควรจะมีการสานเครือข่ายภาคประชาชนให้เต็มที่ ประเด็นสำคัญคือการกระจายอำนาจ การพัฒนาเด็กคือการพัฒนาทุนมนุษย์ ต้องดำเนินการผ่านการกระจายอำนาจ
ทั้งนี้การกระจายอำนาจทำให้ศูนย์เด็กเล็กในท้องถิ่นทำงานได้เต็มที่ ไม่ติดขัดข้อระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ หน่วยงานรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการ บริหารจัดการ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ นโยบายเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า มาไกลเกินว่าที่จะถอยหลัง นั่นหมายความว่านโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าต้องเดินหน้าต่อไปในมติที่ค้างอยู่ในครม. ที่อาจจะมีประเด็นในเรื่องของกฎหมาย งบประมาณ และพรรคภูมิใจไทยพร้อมรับทุกข้อเสนอ
พรรคกล้าธรรม ศูนย์เด็กเล็กทุกหน่วยงาน
กองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ พรรคกล้าธรรม สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไปได้ คือ “ต้องตีถ้าไม่ทำ” ทุกอย่างในท้องถิ่นเคลื่อนไปได้ช้ามาก ในพื้นที่การกระจายอำนาจยังไปไม่ถึงซึ่งรัฐบาลต้องจัดการให้ท้องถิ่นทำงาน การลงทะเบียนรับสิทธิเด็กเล็กถ้วนหน้า ยังลงทะเบียนรับเงินไม่ครบ ซึ่งการให้เด็ก 600 บาทถ้วนหน้า ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของครม. จำนวนเด็กลดลงจริง ดังนั้นประเทศต้องให้ความสำคัญกับเด็ก
นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีการตั้งศูนย์เด็กเล็กในหน่วยงานราชการ โรงงานขณะที่งบประมาณนั้น ต้องพูดคุยกันในฐานความเป็นจริง มีข้อมูลจริง ซึ่งอาจจะมากกว่า 600 บาทก็ได้ เพื่อจัดสรรงบประมาณได้อย่างชัดเจน
เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีภารกิจดูแลคนทั้งประเทศแต่ได้รับงบประมาณน้อยมาก ซึ่งเรื่องเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการงบประมาณให้
พรรคเพื่อไทย เน้น ‘พัฒนาคน พัฒนาทุนมนุษย์’
พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญการพัฒนาคนและพัฒนาทุนมนุษย์ โดยมีนโยบายสวัสดิการเด็กดังนี้
-เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาท ต่อเดือน 0-6 ปี ปี เฉพาะเด็กครอบครัวรายได้น้อย
– รัฐจ่ายเงินให้ทุกปี ปีละ 3,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 15 ปี
บัญชีเงินฝากเด็กแรกเกิด 3,000 บาท ต่อปี นโยบายนี้เพิ่มสวัสดิการแก่เด็ก ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก เป็นบัญชีตั้งตัวแก่เด็กแรกเกิดทุกคน
– ถอนไม่ได้ จนกว่าจะอายุครบ 15 ปี
– รัฐตั้งกองทุนบริหารเงินนี้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากเงินต้น
– ณ วันที่เด็กอายุครบ 15 จะถอนได้ทั้งเงินต้น และผลตอบแทนจากการที่กองทุนนำเงินไปลงทุน
– ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ตั้งแต่ 0 – 6 ขวบ ครอบคลุมทั่วประเทศและใช้มาตรการทางภาษี และการให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำจูงใจและตรวจสอบศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการและในโรงงานอุตสาหกรรม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




