1.บทนำ: เมื่อความเป็นธรรมไร้พรมแดน
ไม่กี่วันที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดวงปรึกษาหารือเพื่อออกแบบนโยบายยกระดับอนาคตสังคมที่เป็นธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้อุบลฯ เป็นห้องปฏิบัติการทางนโยบาย (Ubon Policy Lab) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ตัวแทนชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมกว่า 50 คน พร้อมทั้งมี Policy Watch ของ Thai PBS เข้าร่วมสังเกตการณ์
ท่ามกลางประเด็นสาธารณะที่หลากหลาย ประเด็นที่ท้าทายมากเป็นพิเศษคือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับคนริมแม่น้ำมูลจากแผนการสร้างเขื่อนที่ลาว ซึ่งนอกอำนาจหน้าที่ของรัฐไทยจากการข้ามพรมแดนเฉกเช่นเดียวกันกับปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน และสารพิษในแม่น้ำกก โดยนับเป็นการสร้างเขื่อนต้นน้ำในแม่น้ำสากล (แม่น้ำโขง)
ความยากลำบากจึงอยู่ที่การขยายพรมแดนของความเป็นธรรมไปสู่พื้นที่ข้ามพรมแดน โดยการจินตนาการใหม่ถึงกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคที่เข้มแข็งกว่านี้ ผ่านการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหาที่ดูเหมือนจะเฉพาะพื้นที่เช่นนี้ไปสู่พลวัตรของภูมิรัฐศาสตร์ของโลกในภาพใหญ่ ซึ่งต้องการมุมมองที่ขยายจากความทุกข์ยากของผู้คนแค่ไม่กี่บ้าน ไปสู่ความร่วมทุกข์ร่วมสุขของทุกฝ่ายในการดูแลทรัพยากรร่วมของภูมิภาค (Regional commons) บนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคืออำนาจควบคุมการไหลของน้ำและการกักเก็บน้ำในต้นน้ำได้กลายเป็นอาวุธและอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ (Hydro-hegemony) ไปแล้ว

2.ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้: สัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกและนัยต่อประเทศไทย
2.1. ระเบียบโลกใหม่ที่ยากจะปฏิเสธ
จากข้อค้นพบเบื้องต้นของโครงการพัฒนากลไกการติดตามสถานการณ์โลกและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการจัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลก ดำเนินการโดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พบว่า ด้วยการวิเคราะห์สัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่า ในด้านหนึ่ง การเคลื่อนโลกโดยโลกาภิวัตน์เช่นเดิม (Globalization) ถูกท้าทาย โดยกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถรับมือปัญหาระดับโลกได้อีกต่อไป โดยแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกจะยังไปไม่ถึงสภาวะที่ไร้ระเบียบโลก (No World Order) แต่ระเบียบโลกแบบเดิมถูกสั่นคลอนไปมาก หลายประเทศที่สำคัญหันมามุ่งรักษาผลประโยชน์แห่งชาติมากขึ้นจนละเลยความร่วมมือระดับโลก
ความเป็นไปได้จึงอยู่ที่การเกิดระเบียบโลกที่แตกกระจาย (Fragmented Order) ซึ่งระบบการบริหารจัดการความร่วมมือระหว่างประเทศ (Global governance) ไม่ได้ถูกกำหนดโดยศูนย์กลางอำนาจอีกต่อไป แต่มีลักษณะกระจายตัวและทับซ้อนกันได้ ทั้งในระดับรัฐ ภูมิภาคและองค์กรพหุภาคี จนความร่วมมือระดับโลกทำได้ยาก
ทั้งนี้ สัญญาณซีกตะวันตกสำคัญ (Waves of the West) ที่บ่งชี้ไปในทางนี้คือการที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เริ่มอยู่บนทางแยกสำคัญ ความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความคลุมเครือของบทบาท BRICS ในฐานะเศรษฐกิจเกิดใหม่ นำโดยรัสเซีย จีน อินเดีย บลาซิล และอิหร่าน ความตึงเครียดระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา การปรับเปลี่ยนบทบาทของ OECD และการที่สหภาพยุโรป (EU) กำลังอยู่บนขอบเหว
ส่วนสัญญาณซีกโลกตะวันออก (Waves of the East) ที่สะท้อนไปในทิศทางของการเกิดระเบียบโลกที่แตกกระจายคือพลวัตของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามภายในเมียนมาและผลกระทบต่อเนื่อง การกลายเป็นพื้นที่ประชันอำนาจของมหาสมุทร การเกิดสถาปัตยกรรมการค้าใหม่ของเอเชีย (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) การปรับจูนยุทธศาสตร์ใหม่ของอาเซียน และการชะงักงันของความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS)
ในขณะที่ อีกความเป็นไปได้นอกเหนือจากการเกิดระเบียบโลกที่แตกกระจาย คือ การเกิดระเบียบโลกแบบแบ่งขั้ว (Polarization) โดยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของประเทศที่มีผลประโยชน์ ค่านิยมและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งมหาอำนาจหลักคือสหรัฐฯ และจีนที่ใกล้ชิดกับรัสเซีย
ทั้งนี้ สัญญาณซีกตะวันตกสำคัญที่บ่งชี้ไปในทางนี้คือพลวัตในความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกา-จีน อิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย ภาวะอัมพาตขององค์การสหประชาชาติ (UN) และผลกระทบต่อระเบียบโลกจากการคว่ำบาตรรัสเซีย
ส่วนสัญญาณซีกโลกตะวันออกที่สะท้อนไปในทิศทางนี้คือ การขยายอิทธิพลของจีนในความขัดแย้งทะเลจีนใต้ การก่อตัวของ Shanghai Cooperation Organization (SCO) ในฐานะระเบียบความมั่นคงที่ไม่ยึดตะวันตกเป็นศูนย์กลาง ความพยายามลดอิทธิพลเงินดอลลาร์สหรัฐกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเงินหยวนในเศรษฐกิจโลก ความเฉื่อยชาของความร่วมมือระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย (CLMVT) อิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขาดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ Ayeyarwady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy (ACMECES) และการแข่งขันของมหาอำนาจในการช่วงชิงแร่หายาก
2.2. ทางสองแพร่งระหว่างโลกที่กำลังจะพุ่งหาเทคโนโลยีด้วยการเบียดขับทรัพยากรหรือกำลังจะต้องหวนกลับมาใส่ใจผู้คนมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง สัญญาณบ่งชี้ด้วยว่าโลกกำลังอยู่บนจุดตัดระหว่างการมุ่งหาเทคโนโลยีหรือจะกลับมาใส่ใจความเป็นมนุษย์กันมากขึ้น โดยสัญญาณไม่ชัดนักว่าจะเกิดโลกที่เคลื่อนโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมทั้งใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Clean Tech World) ดูได้จากความล่าช้าของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของโลกและที่ยังมีปัญหามลพิษข้ามแดน (เช่น ฝุ่นและสารพิษในน้ำ) หรือการที่โลกจะหวนกลับมาให้ความสำคัญกับมนุษย์เต็มที่ไปเลย (Human Touch World) ก็น่าจะไม่เกิดจากกระแสการใช้ระบบดิจิทัลที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งความเป็นไปได้ที่มากกว่าอยู่ที่โลกที่เน้นแสวงหาความมั่งคั่ง เคลื่อนโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง (Growth Tech World) ซึ่งเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเน้นแค่ชะลอการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate delay) บนฐานคิดแบบสิ่งแวดล้อมนิยมที่อาศัยกลไกตลาด (Market environmentalism)
ทั้งนี้ สัญญาณซีกตะวันตกสำคัญที่บ่งชี้ไปในทางนี้คือการผงาดของประชานิยมฝ่ายขวา การตัดงบความช่วยเหลือทางสังคมทั่วโลก การกัดกร่อนของสนธิสัญญาปารีส การแทรกซึมของเครือข่ายคลังสมองเสรีนิยมใหม่ระดับโลก (Neo-liberal think tank network) การหดตัวของกลไกการทูตเชิงวัฒนธรรมของยุโรปและสหรัฐฯ สมรภูมิการแข่งขันเทคโนโลยีเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ บทบาทที่แปรเปลี่ยนของสถาบันการเงินโลก (IMF และ World Bank) หรือแม้แต่การกลายเป็นการเมืองของน้ำสะอาด
ส่วนสัญญาณซีกโลกตะวันออกที่สะท้อนไปในทิศทางนี้คือการขยายตัวของความเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ (Technological solutionism) การเปลี่ยนจากทรัพยากรไม้สู่สินทรัพย์ของป่ารอยต่อระหว่างประเทศ การขยายตัวของเครือข่ายสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพยายามคานอำนาจของสถาบันการเงินตะวันตกของ New Development Bank (NDB) การเปลี่ยนผ่านสู่ Belt and Road Initiative 2.0 (BRI 2.0) ความพยายามฟื้นคืนบทบาทของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) หรือแม้แต่การเปลี่ยนจากทรัพยากรร่วมไปสู่การเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของแม่น้ำสากล
ในขณะที่ อีกความเป็นไปได้นอกเหนือจากโลกที่เน้นแสวงหาความมั่งคั่ง เคลื่อนโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง คือ โลกที่หวนกลับมาให้ความสำคัญกับมนุษย์และสปีชี่ส์อื่นๆ บนฐานของความยั่งยืนอย่างเป็นธรรม (Green Human Touch World) โดยมีสัญญาณที่สนับสนุนจากฝั่งตะวันตกคือการขยายตัวของแนวทาง ‘Big Society’ การปะทะระหว่าง ‘Hi-tech’ กับ ‘Hi-touch’ ในระบบการศึกษา และอำนาจโน้มนำของกลไกการวัดและจัดลำดับประเทศที่เน้นเรื่องความยั่งยืนอย่างเป็นธรรมที่มากขึ้น ส่วนสัญญาณฝั่งตะวันออกที่หนุนนำคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ทำให้ต้องหันมาดูแลกันมากขึ้น การขยายตัวของความรู้สึกสิ้นหวังทางสังคมกับการเมืองว่าด้วยความยุติธรรมในภูมิภาคที่ต้องพลิกโฉม และการเติบโตของเครือข่ายนักลงทุนเพื่อสังคมในเอเชีย
2.3. ฉากทัศน์ประเทศไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์
ในโลกที่เน้นแสวงหาความมั่งคั่ง เคลื่อนโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง (Growth Tech World) คู่ขนานกับการเกิดระเบียบโลกที่แตกกระจาย (Fragmented Order) เราต้องเตรียมพร้อมรับฉากทัศน์ สะพานมิตรภาพ ที่เน้นโตด้วยนวัตกรรม ท่ามกลางการแสวงหาความร่วมมือที่หลากหลาย ในขณะที่ ในโลกที่เน้นแสวงหาความมั่งคั่ง เคลื่อนโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังคู่ขนานกับการเกิดระเบียบโลกแบบแบ่งขั้ว (Polarization) เราต้องเตรียมพร้อมรับฉากทัศน์ สะพานสำหรับคนพิเศษ ที่เน้นโตตามเพื่อน บนฐานของการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ
ส่วนในโอกาสที่โลกที่หวนกลับมาให้ความสำคัญกับมนุษย์และสปีชี่ส์อื่นๆ บนฐานของความยั่งยืนอย่างเป็นธรรม (Green Human Touch World) คู่ขนานกับการเกิดระเบียบโลกที่แตกกระจาย เราต้องเตรียมพร้อมรับฉากทัศน์ สะพานของเรา ที่เน้นดูแลทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนทางทรัพยากรให้ยั่งยืนอย่างเป็นธรรม บนความเชื่อมโยงโลก ภูมิภาค ท้องถิ่น ในขณะที่ ในโลกที่หวนกลับมาให้ความสำคัญกับมนุษย์และสปีชี่ส์อื่นๆ บนฐานของความยั่งยืนอย่างเป็นธรรมคู่ขนานกับการเกิดระเบียบโลกแบบแบ่งขั้ว เราต้องเตรียมพร้อมรับฉากทัศน์ สะพานนี้มีรัก ที่เน้นรักตัวเองให้มากและรักคนอื่น (มหาอำนาจ) ให้เป็น
คำถามสำคัญคือรัฐบาลไทยมองเห็น ให้ความตระหนัก และเตรียมตั้งรับปรับตัวแค่ไหนต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว การทำทรงเป็นเด็กบ้องแบ้วและการเป็นไผ่ลู่ลมจะยังคงใช้ได้ดีอยู่หรือไม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ประเด็นเขื่อนในแม่น้ำโขงคือหนึ่งในบททดสอบ
3.การสร้างเขื่อนในแม่น้ำสากลในฐานะบททดสอบการตั้งรับปรับตัวของไทยต่อภูมิรัฐศาสตร์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
จากการวิเคราะห์ข้างต้น ภูมิรัฐศาสตร์ดูเป็นเรื่องใหญ่ ไกลตัว และไม่น่าจะเกี่ยวอะไรได้มากกับชาวบ้านริมมูลที่อุบลฯ แต่ในความเป็นจริงแม่น้ำมูลเชื่อมกับแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสากล และชาวบ้านที่นี่เป็นตัวแทนของคนไทย 8 จังหวัดริมโขงที่นับว่าเป็นเหยื่อโดยตรงของความล่าช้าของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของโลก การปรับจูนยุทธศาสตร์ใหม่ของอาเซียน การชะงักงันของความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) อิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนผ่านสู่หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางใหม่ (BRI 2.0) การขาดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ ACMECES ความพยายามฟื้นคืนบทบาทของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) การแข่งขันของมหาอำนาจในการช่วงชิงแร่หายาก หรือแม้แต่การเปลี่ยนจากทรัพยากรร่วมไปสู่การเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของแม่น้ำสากล

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวคืบคลานเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านที่ผูกพันกับสายน้ำมาตลอดชีวิต เปลี่ยนนิยามของแม่น้ำจากที่เป็นพื้นที่ชีวิตที่คนในชุมชนใช้ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคนในฐานะบ้าน แหล่งอาหาร และมรดกร่วมของคนสองริมฝั่ง มาสู่ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ โอกาสที่ระบบนิเวศจะพังทลาย เส้นทางอพยพของปลาจะถูกปิดกั้น และชีวิตของชาวบ้านริมน้ำจะเปลี่ยนไปไม่มีวันกลับคืนมีสูงจากบทเรียนนักต่อนักของการช่วงชิงการพัฒนาเช่นนี้ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า หลายคนในพื้นที่ยังคงมีบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมจากเชื่อนปากมูลที่เกิดขึ้นมาก่อนเสียด้วยซ้ำ โดยคราวนี้โครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่มีกำลังผลิตถึง 728 เมกะวัตต์ ซึ่งใหญ่กว่าเขื่อนแห่งเดิมหลายเท่า และตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเธอไม่ถึง 60 กิโลเมตร แม้จะอยู่คนละประเทศก็ตาม
สำหรับชาวบ้าน ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย แต่การเรียกร้องความเป็นธรรมจะยากขึ้นเพราะเป็นความเป็นธรรมข้ามพรมแดน ทว่า ในมุมมองของรัฐ ยังคงอาศัยคำอธิบายแบบไร้ความอ่อนไหวต่อการเป็นรัฐสมัยใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์โลก กล่าวคือ เขื่อนสร้างอยู่นอกประเทศ ทำอะไรไม่ได้ ส่วนผลกระทบก็ไม่ได้มาจากโครงการพัฒนาของรัฐ จึงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่แผนพัฒนาพลังงานของไทยยังเน้นซื้อพลังงานจากเขื่อนลาว บริษัทสัญชาติไทยร่วมชนะประมูลโครงการก่อสร้างเขื่อน และธนาคารพาณิชย์ของไทยคือผู้ปล่อยกู้หลักในการก่อสร้าง
นอกจากน้ำท่วมจากการขึ้นลงของระดับน้ำที่ผิดธรรมชาติ ความวิตกกังวลยังอยู่ที่การทำเหมืองแร่จำนวนมากในลุ่มน้ำโขงของประเทศเพื่อนบ้านที่อาจทำให้แม่น้ำปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว และแคดเมียม หากการสร้างเขื่อนทำให้ตะกอนที่สะสมสารพิษถูกปล่อยลงสู่ท้ายน้ำ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ปลาแต่จะลามถึงน้ำดื่มและสุขภาพของคน ซี่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านยิ่งไม่สบายใจ จากที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบความเสี่ยงข้ามพรมแดนด้านสารพิษอย่างชัดเจน โดยการแบกรับความทุกข์ขนาดนี้ยังคงจำกัดอยู่ที่ชาวบ้านไม่กี่หัว ทั้ง ๆ ที่เป็นความทุกข์สาธารณะที่ต้องการระดับการร่วมทุกข์ร่วมสุขที่สูงกว่านี้ ทั้งระดับประเทศ อนุภูมิภาค ภูมิภาค หรือแม้แต่ระดับโลก
สำหรับอีกหลายคน ความร่วมทุกข์ไม่มียังไม่พอ ยังมีการตีตราชาวบ้านว่าเป็นพวกชอบออกมาเรียกร้อง เห็นแก่ตัว ขัดขวางการพัฒนา และสร้างความวุ่นวาย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาทั้งหมด แต่ต้องการทางเลือกในการพัฒนาที่มากกว่าการยัดเยียดเช่นนี้ ซึ่งการยัดเยียดดังกล่าวขาดการรับฟังเสียงชาวบ้าน ขาดการศึกษาบทเรียนจากกรณีอื่น ๆ อย่างจริงจัง และขาดการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบข้ามพรมแดนให้ชัดเจน รวมทั้งขาดมุมมองที่เห็นแม่น้ำในฐานะเป็นทรัพยากรร่วมที่มีชีวิต
นอกจากสะพานมิตรภาพในเชิงกายภาพที่ได้สร้างขึ้นแล้ว รัฐไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างสะพานมิตรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาและต่อรองในอนุภูมิภาคมากกว่านี้ โดยในกรณีนี้คือการพยายามเข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ซึ่งเน้นบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างอย่างยั่งยืน รัฐไทยต้องมีการสร้างสะพานสำหรับคนพิเศษไว้บ้าง โดยเน้นสร้างช่องทางในการสื่อสารกับมหาอำนาจอย่างจีนที่หนุนการสร้างเขื่อนในลาว (จีนสนับสนุนทุนและเทคโนโลยีผ่านโครงการ BRI เพื่อแลกกับพลังงาน สิทธิ์เข้าถึงทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมภูมิภาค) ให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่านี้
พร้อมกันนั้น ไทยต้องสร้างสะพานของเราไว้ด้วย ซึ่งเน้นดูแลทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนทางทรัพยากรให้ยั่งยืนอย่างเป็นธรรม บนความเชื่อมโยงโลก ภูมิภาค ท้องถิ่น โดยไม่ร่วมกระบวนการทำให้แม่น้ำกลายเป็นสินค้า (Commodification of rivers) อีกทั้งต้องรู้จักสร้างสะพานนี้มีรักที่เน้นรักตัวเองให้มากและรักคนอื่น (ในกรณีนี้คือจีน) ให้เป็น บนฐานของการมีความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่านี้

4.นโยบายแบบไหน จะสร้างความเป็นธรรมข้ามพรมแดนให้เกิดขึ้นได้?
เมื่ออ่อนไหวกับภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นแล้ว หน้าต่างนโยบายก็จะเปิดมากขึ้น โดยจากการระดมสมองของผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วนได้ข้อเสนอถึงภาครัฐไทยที่สำคัญ ดังนี้
- การเป็นตัวกลางในการเสนอในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ให้มีการจัดทำการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง โดยให้ชาวบ้านฝั่งเราได้เข้าไปร่วมให้ข้อมูลและความคิดเห็น ทั้งนี้ จุดเด่นของ MRC ที่แตกต่างจากกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ภายในภูมิภาคคือ การมีสำนักเลขาธิการที่เข้มแข็งและมีงบประมาณของตัวเอง พร้อมทั้งมีกระบวนการแจ้งล่วงหน้า ปรึกษาหารือและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA) ซึ่งบังคับให้ประเทศสมาชิกที่จะก่อสร้างโครงการใด ๆ ต้องผ่านกระบวนการแจ้งล่วงหน้าและปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ก่อน อย่างน้อย 6 เดือน
- การประสานกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) หรือแม้แต่จีนโดยตรงให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยยกระดับการทูตเรื่องน้ำให้สามารถเข้าไปเจรจา ไกล่เกลี่ย และประสานผลประโยชน์ โดยอาศัยการยกบทบาทของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC)
- การเสนอตัวช่วยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในการเป็นศูนย์กลางความรู้ของลุ่มน้ำ (Regional Knowledge Hub) ที่สามารถทำหน้าที่ผลิต รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ได้
- การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม โดยการปรับแผนพัฒนาพลังงาน (Power Development Plan: PDP) ให้ลดการนำเข้าไฟฟ้าจากเขื่อนจากเพื่อนบ้าน (ตอนนี้เป็นผู้ซื้อพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด ซึ่งทำให้ไทยมีส่วนสำคัญที่สร้างลาวให้เป็น “Battery of Asia”) คู่ขนานกับการเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล
- กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัทและ ESG ในกรณีที่ดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
- จัดตั้งกลไกร้องเรียนและกองทุนเยียวยาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary impacts) รวมถึงกำหนดความรับผิดชอบของบริษัทไทยที่ร่วมลงทุนในต่างประเทศเพื่อระดมทุนเข้ากองทุนดังกล่าว และ
- สื่อสารสังคมให้หลุดออกจากมายาคติว่าคนบางกลุ่มต้องเสียสละเพื่อส่วนรวมอยู่ตลอด
จากข้อเสนอข้างต้น ไทยจะสามารถอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์โลกและภูมิภาคอย่างมีศักดิ์ศรี ได้มีส่วนกระตุ้นในการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานทางเลือกมากขึ้น ได้มีส่วนสร้างความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมในฐานะของการรักษาความดีงามร่วมกันของภูมิภาค ได้ยกระดับกลไกตัดสินใจข้ามพรมแดนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพิ่มความชัดเจนให้กับกลไกการรับผิดชอบต่อผลกระทบข้ามพรมแดน รวมถึงได้ช่วยชุมชนที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการพัฒนาข้ามพรมแดนให้ได้รับข้อมูลและมีส่วนร่วมก่อนการตัดสินใจ
เอกสารอ้างอิง:
- คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง. (2561). ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงสำหรับความร่วมมือแม่น้ำโขง [จุลสาร]. https://www.mrcmekong.org/wp-content/uploads/2018/10/MRC-procedures-TH-13-Sep-18-Final.pdf
- Bangkok Tribune. (2569). รายงานชุดพิเศษ: วิกฤติลุ่มน้ำโขง ใต้เงื้อมเงาเขื่อนโขง. https://bkktribune.com/รายงานชุดพิเศษ-วิกฤติลุ/
- Hoang, T. H. (2025). China’s statecraft through the Lancang-Mekong cooperation: Building a Sino-centric regional order. https://www.nbr.org/publication/chinas-statecraft-through-the-lancang-mekong-cooperation-building-a-sino-centric-regional-order/
- Mekong River Commission. (2025). Summary of MRC Strategic Plan 2026-2030. https://www.mrcmekong.org/publications/mrc-strategic-plan-2026-2030-booklet/
- Pang, E. (2023). Geopolitics of the Mekong River — China’s “Hydro-Hegemony”. King’s Think Tank. https://kingsthinktankspectrum.wordpress.com/2023/11/15/geopolitics-of-the-mekong-river-chinas-hydro-hegemony/
- Po, S., & Primiano, C. B. (2021). Explaining China’s Lancang-Mekong cooperation as an institutional balancing strategy: Dragon guarding the water. Australian Journal of International Affairs, 75(3), 323–340
- ThaiPublica. (2564). MRC เผยยุทธศาสตร์ 10 ปี สร้างสมดุลการจัดการ-พัฒนาลุ่มน้ำโขง. https://thaipublica.org/2021/04/mrc-unveils-new-strategy-and-action-plan/




