สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคมไตรมาส 4 และภาพรวม ปี 2568 โดยในรายงานดังกล่าวมีบิวิเคราะห์ “ปัญหาพัฒนาการของเด็กยุคใหม่” โดยระบุว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการพัฒนาทุนมนุษย์” โดยเฉพาะเด็ก Gen Alpha และ Gen Beta
สศช.ระบุว่าแม้เด็ก Gen Alpha และ Gen Beta จะเติบโตมากับเทคโนโลยีที่ช่วยให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่พัฒนาการในหลายด้านยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่เหมาะสมหากไม่เร่งยกระดับการพัฒนาเด็กตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจประสบปัญหาคุณภาพของแรงงานในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
Gen Alpha และ Gen Beta คือเด็กที่เกิดในช่วงปี 2553-2567 และเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไปตามลำดับ ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 0-16 ปี และมีสัดส่วนคิดเป็น 15.6% ของโครงสร้างประชากรไทยปี 2568
แต่เด็กกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาทิ ปัญญาประดิษฐ์และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต้นทุนต่ำ ซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะและจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต
สัดส่วนเด็กปฐมวัย (0–5 ปี) ที่มีพัฒนาการสมวัย ปี 2553–2568

พบปัญหาพัฒนาการต่ำมาตรฐาน
เด็ก 2 กลุ่มนี้ กลับมีปัญหามีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า แม้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจาก 73.4% ในปี 2553 เป็น 81.6% ในปี 2568 แต่ยังต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 85.0% สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายด้านคุณภาพพัฒนาการเด็กที่ยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า เด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้าสูงสุดอยู่ที่ด้านการใช้ภาษา 75.3% รองลงมา คือด้านการเข้าใจภาษา 61.3% ซึ่งทั้งสองด้านเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมความล่าช้าในมิตินี้จึงอาจเกี่ยวข้องกับการแสดงพฤติกรรมบางประการที่มีลักษณะใกล้เคียงภาวะออทิสติก หรือภาวะออทิสติกเทียม (Pseudo-autism)19 เช่น ไม่ค่อยสบตา และตอบโต้น้อย
ทั้งนี้ มีงานศึกษาระบุว่า การใช้สื่อดิจิทัลตั้งแต่วัยทารกมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้าและพฤติกรรมลักษณะดังกล่าว สะท้อนว่าปัญหาพัฒนาการไม่สมวัยในปัจจุบันอาจเชื่อมโยงกับบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ
2 ปัจจัยสำคัญส่งผลต่อเด็กสังคมดิจิทัล
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กไทยในยุคสังคมดิจิทัลสามารถสรุปได้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. พฤติกรรมการใช้เวลาหน้าจอที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กไทยเริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเด็กอายุ 0-1 ปี 27.0% เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และในกลุ่มนี้เกือบครึ่งหนึ่ง (44.1%) ใช้เวลาหน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง
ขณะที่เด็กอายุ 2-4 ปี มีสัดส่วนการเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 80.4% และในกลุ่มนี้ 72.6% ใช้เวลาหน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่าเด็กอายุ 1-4 ปี ควรใช้เวลาหน้าจอไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง
ปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และอาจสัมพันธ์กับพัฒนาการที่ไม่สอดคล้องกับช่วงวัย หรือการแสดงพฤติกรรมบางประการที่คล้ายภาวะออทิสติก ซึ่งหากไม่ได้รับการสังเกตอย่างใกล้ชิด ไม่มีการติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และให้การช่วยเหลือที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและศักยภาพการเรียนรู้ในระยะยาว
มีงานศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยไทยเกือบ 1 ใน 4 (23.6%) มีภาวะบกพร่องด้านความสามารถทางปัญญาในการจัดการ พฤติกรรม (Executive Function) 20 ซึ่งเชื่อมโยงกับการรับชมสื่อที่มีคุณภาพต่ำ เป็นเวลานาน และการใช้สื่อร่วมกับผู้ดูแล (Co-viewing) ในระยะเวลาที่น้อยลง
ขณะเดียวกัน ยังมีงานวิจัย พบว่า เด็กไทยวัยเรียนอายุ 6-12 ปี ที่ใช้สื่อวิดีโอรูปแบบสั้น เช่น TikTok, YouTube Shorts และ Reels เป็นประจำมีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมขาดสมาธิสูงขึ้น ถึงแม้จะควบคุมปัจจัยอื่นแล้ว เช่น ระยะเวลาการใช้ หน้าจอ รูปแบบการเลี้ยงดู และสุขภาพจิตของผู้ปกครอง ผลกระทบดังกล่าวพบเด่นชัดมากขึ้นในเด็กที่อายุน้อยเนื่องจากสมองส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่
ทั้งนี้ ทั้งสองการศึกษาชี้ตรงกันว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้หน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะและรูปแบบของสื่อที่เด็กได้รับด้วย
2.การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนที่เด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2566 ระบุว่า เด็กไทยใน 1.8 ล้านครัวเรือน หรือ 26.5% ของครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ หากแต่อยู่ในครัวเรือนข้ามรุ่นที่มีผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งมักเผชิญข้อจำกัดด้านสุขภาพและกำลังในการดูแล ทำให้การดูแลเด็กวัยที่มีพลังงานสูงและต้องการการกระตุ้นพัฒนาการอย่างใกล้ชิดทำได้ไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เกมคอมพิวเตอร์ และสื่อดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยดูแลและจัดการพฤติกรรมเด็กในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเพื่อดึงความสนใจหรือทำให้เด็กอยู่นิ่ง
อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจสถานภาพการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและการเข้าใจดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2568 บ่งชี้ว่า กลุ่มผู้สูงอายุ 60-78 ปี (หรือผู้ที่เกิดปี 2489-2507) มีระดับการรู้เท่าทันสื่อและทักษะดิจิทัลต่ำกว่ากลุ่มวัยอื่นอย่างชัดเจน
ข้อจำกัดดังกล่าวอาจลดทอนศักยภาพในการคัดกรองเนื้อหาและกำกับดูแลการใช้สื่อของเด็กได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย แม้ว่าภาครัฐได้จัดทำแนวทางการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามคู่มือมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข อาทิ คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual: DSPM) ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลมีบทบาทในการประเมินและกระตุ้นพัฒนาการของบุตรหลานด้วยตนเอง
Guideline in Child Health Supervision ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยซึ่งครอบคลุมการดูแลสุขภาพเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปีบริบูรณ์ ทั้งด้านการประเมินสุขภาพ การตรวจร่างกายการคัดกรองพัฒนาการ การรู้เท่าทันสื่อ และโภชนาการที่เหมาะสม รวมถึงคำแนะนำให้เด็กต่ำกว่า 2 ปี ไม่ใช้สื่อหน้าจอ และเด็ก 2-5 ปี จำกัดการใช้สื่อหน้าจอไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง
อย่างไรก็ดี ผู้ดูแลเด็กบางส่วนยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคู่มือดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดในการทำความเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนปฏิบัติที่มีลักษณะเชิงวิชาการ
สัดส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แยกตามชั่วโมงการใช้งานต่อวัน

ปัจจัยข้างต้นสะท้อนว่า ปัญหาพัฒนาการล่าช้าและภาวะออทิสติกเทียมของเด็กมิได้มีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สื่อหน้าจอที่ไม่เหมาะสมเพียงลำพัง หากยังเชื่อมโยงกับข้อจจำกัดเชิงโครงสร้างของครัวเรือนที่ผู้สูงอายุต้องรับบทบาทผู้ดูแลหลัก ตลอดจนข้อจำกัดด้านความเข้าใจและการประยุกต์ใช้คู่มือหรือแนวทางประเมินพัฒนาการอย่างถูกต้อง
บทเรียนจากสิงคโปร์ แนะนำการใช้สื่อหน้าจอเด็ก
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในต่างประเทศ มีแนวทางที่หลากหลายในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กควบคู่กับการกำกับการใช้สื่อดิจิทัลตัวอย่างเช่นสิงคโปร์ ได้ให้คำแนะนำการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามช่วงวัย ดังนี้
- เด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการใช้สื่อหน้าจอทุกประเภท ยกเว้นการพูดคุยผ่านวิดีโอคอลซึ่งควรมีผู้ปกครองหรือผู้ดูแลอยู่ด้วยตลอดเวลา
- เด็กอายุ 18 เดือน ถึง 6 ปี การใช้สื่อหน้าจอสามารถเป็นประโยชน์ได้หากเป็นเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัย และมีสมาชิกในครอบครัวรับชมร่วมกับเด็กพร้อมทั้งพูดคุยอธิบายเนื้อหา อย่างไรก็ตาม ควรจำกัดเวลาใช้หน้าจอไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และไม่ควรใช้สื่อหน้าจอระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการกินในระยะยาว และ
- เด็กอายุ 7-12 ปี ควรใช้สื่อหน้าจอไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง ยกเว้นเพื่อการเรียน และหลีกเลี่ยงการใช้สื่อระหว่างมื้ออาหาร หรือภายใน 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอนญี่ปุ่น คุ้มครองเด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ด้วยแนวคิด Protection of Children Online (PCO) by Design ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบเทคโนโลยีให้มีความปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่ต้นทาง
รัฐบาลกำหนดให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ดิจิทัลและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องจัดให้มีระบบคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงเครื่องมือควบคุมโดยผู้ปกครองติดตั้งมาพร้อมกับอุปกรณ์หรือบริการ เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสามารถกำกับดูแลการเข้าถึงสื่อของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขยายความรับผิดชอบจากระดับครัวเรือนไปสู่การกำกับดูแลในระดับระบบอย่างเป็นรูปธรรม
อังกฤษออกเป็นกฎหมายคุ้มครอง
สหราชอาณาจักร ใช้แนวทางคุ้มครองเด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ โดยผนวกกรอบกฎหมาย Online Safety Act 2023 เข้ากับแนวทางกำกับการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งในโลกดิจิทัลและชีวิตจริง
ทั้งนี้ ในกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็ก (Duty of Care) เช่น การมีระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งานและมาตรการป้องกันเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออกแนวทางให้โรงเรียนจำกัดหรือห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเวลาเรียน เพื่อลดสิ่งรบกวนการเรียนรู้และป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ โดยให้ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับบริบทของโรงเรียน
นอกจากนี้ BBC ยังได้พัฒนาเว็บไซต์ Tiny Happy People ซึ่งเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ออนไลน์สำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กอายุ 0-4 ปี โดยเปิดให้เข้าถึงเนื้อหาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื้อหาถูกจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมทั้งวิดีโอ บทความ และตัวอย่างกิจกรรมที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มุ่งเสริมสร้างทักษะด้านภาษาและการสื่อสารในช่วงปฐมวัย อันเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทางสมอง พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างเด็กกับผู้ดูแล
สำหรับประเทศไทยควรเร่งกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการกำกับการใช้สื่อหน้าจอของเด็กเพื่อลดความเสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้าในระยะยาว โดยนำแนวทางที่ประสบผลสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ในการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับบริบทครอบครัวไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือสื่อสาธารณะที่รวบรวมความรู้ด้านพัฒนาการเด็ก การรู้เท่าทันสื่อ และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้ปกครองและผู้ดูแลมีเครื่องมือที่ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในการดูแลเด็ก
ที่มา: สังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- พัฒนาทุนมนุษย์ ขับเคลื่อนประเทศ
- คนหนีหลักสูตรการศึกษาไทย แห่ส่งลูกเรียนอินเตอร์
- ไทยพัฒนาทุนมนุษย์: งบลงทุนต่ำ คาดหวังสูง




