นโยบายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ดูแล้วยังจะไม่มีการปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้น เพื่อเมื่อพิจารณานโยบายด้านสังคมข้อ 13 เห็นชัดว่า รัฐบาลให้ความสำคัญใน”ทุนมนุษย์” แต่ทว่าโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการ ดูเหมือนจะเป็นมาตรการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสียมากกว่า เพราะการลงทุนในมนุษย์ควรมีรากฐานที่เริ่มต้นจากระบบการศึกษาที่ดีและครอบคลุม
ถึงแม้โจทย์การศึกษาประเทศไทยจะเป็นที่ปัญหาเรื้อรังและมีหลายมิติ แต่ใน 4 ปีข้างหน้านี้ (หากรัฐบาลอยู่จนครบวาระ) คงไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เนื่องจากรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้พูดถึง “การปฏิรูปการศึกษา” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างกระทรวง หรือการทำร่างพ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ที่ค้างคามานาน หรือ การทำหลักสูตรการศึกษาใหม่ แต่ในทางกลับกัน นโยบายที่ออกมาเหมือนจะเป็นการสร้างโปรเจคใหม่ ๆ ขึ้นมามากกว่าการแก้ไขระบบการศึกษาที่รากลึก
นโยบายการศึกษาของ รัฐบาลอนุทิน 2
นโยบายการศึกษาที่รัฐบาลอนุทินประกาศออกมาคือ “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ “การศึกษา” เพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลมองถึงความสำคัญในการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” อีกด้วย สะท้อนว่ารัฐบาลมองถึงการเพิ่มศักยภาพในประชาชนทุกช่วงวัยอย่างครอบคลุม
อย่างไรก็ตาม คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ได้ยินกันมายาวนาน ยกตัวอย่าง “นโยบายเรียนฟรี” ที่มีมานานและในหลายรัฐบาล แต่สุดท้ายคำว่าฟรีก็ไม่มีจริงเสมอไป ฉะนั้นแล้ว รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าเรียนฟรีหมายถึงอะไรและประเมินว่าทำได้จริงแค่ไหน หรือ “การเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” เป็นคำพูดที่ฟังดูดีและเป็นประโยชน์ต่อคนที่มีข้อจำกัดสูง
แต่ภาครัฐและหน่วยเกี่ยวข้องควรจะวางแผนในเรื่องของมาตรการหรือระบบรองรับการเรียนรู้เหล่านี้ และควรศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมว่า โครงการหรือลักษณะการเรียนรู้แบบไหนจึงจะตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด
ทั้งนี้ครม. อนุทิน 2 มีการแต่งตั้งให้คนจากพรรคเพื่อไทยให้นั่งเก้าอี้ดูแลการศึกษาทั้งหมด คือ
- ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ
- ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
พัฒนาแพลตฟอร์ม เรียนฟรี ทุกที่ทุกเวลา
นโยบายด้านการศึกษามีสามส่วนด้วยกัน หนึ่งในข้อเสนอนโยบายคือ พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ภารกิจนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ตลอดเวลา โดยมีอินเทอร์เน็ตให้เชื่อมต่อได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ เพิ่มความเท่าเทียมและเสมอภาคในการศึกษา
นอกจากนี้ ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของประเทศ และเพื่อยกระดับการศึกษาไทย โดยต้องมีการลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนด้วย นำการจัดการการสอนของครูมาเป็นเกณฑ์ในการปรับค่าวิทยฐานะ
อีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลจะผลักดันคือ ให้อิสระการบริหารจัดการแก่สถานศึกษานั้นๆ ตามความพร้อมของโรงเรียนและความถนัดของผู้เรียน และรัฐบาลมีความตั้งใจจะส่งเสริมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และด้านนวัตกรรม
ดึงเอกชนร่วมพัฒนาหลักสูตร
ในส่วนที่สองของนโยบายเรื่องการศึกษาคือ ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มี ความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม
รัฐบาลอนุทิน 2 มีความตั้งใจว่าจะดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตร เช่น หลักสูตรเรื่อง AI Robotic อีกทั้งยังมีระบบที่จะรองรับการเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และระบบที่รองรับการเรียนออนไลน์และออฟไลน์ด้วย ซึ่งมองว่าการเรียนรู้นั้นสามารถทำได้ทั้งในประเทศและนอกประเทศ และระบบที่ว่านั้นอาจออกมาเป็นในรูปแบบของธนาคารหน่วยกิต หรือระบบรองรับอื่น ๆ เพื่อนำวุฒิวิชาชีพหรือทักษะไปทำงานได้จริง
ในส่วนของการเสริมสร้างความสามารถให้ตลาดแรงงาน รัฐบาลจะส่งเสริมการพัฒนาทักษะผ่านสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ และรัฐบาลมีความตั้งใจจะช่วยผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบด้วย รัฐบาลมอง นี่จะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
ส่งเสริม–พัฒนากีฬา เพิ่มโอกาสให้คนไทย
นโยบายสุดท้ายในเรื่องของการศึกษาคือ พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย
หนึ่งในประโยชน์ที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะได้รับจากการผลักดันเรื่องนี้คือ การลดค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากคนไทยจะมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลจะนำวิทยาศาสตร์การกีฬาแลเทคโนโลยีสมัยใหม่มาร่วมพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ด้วย
ในเรื่องของการยกระดับกีฬาในประเทศไทย รัฐบาลมีความประสงค์จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬา ส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และยกระดับจัดการแข่งกีฬาในระดับสากลเพื่อให้มาตรฐานกีฬาไทยมีความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ
ที่สำคัญรัฐบาลจะปรับระบบบริหารองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้มีมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อพัฒนาขึ้นมาเป็นนักกีฬาทีมชาติ และรัฐบาลมองว่านี่เป็นโอกาสในการสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับคนไทยด้วย
ในเรื่องของการปรับโครงสร้าง ล่าสุดรัฐบาลอนุทินได้ออกมาประกาศที่จะแยกกระทรวงกีฬาออกมาเป็นกระทรวงเดี่ยว และต้องทำให้เห็นภายใน 6 เดือน หลายๆ ฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องดีและโอกาสที่ดีในการพัฒนาด้านกีฬาไทย โจทย์สำคัญในขั้นตอนต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนและปรับโครงสร้างมีคุณภาพ ผู้ที่มีส่วนร่วมต้องหารือและศึกษาอย่างดีว่าโครงสร้างแบบไหนถึงจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศมากที่สุด
ว่าแต่… เมื่อไหร่การปฏิรูปจะมาถึง?
นโยบายการศึกษาสามข้อนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็เกรงว่าจะไม่ใช่การเปลี่ยนหรือปฏิรูประบบการศึกษาไทยเท่าไหร่นัก ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้วที่นโยบายด้านการศึกษาไม่ได้มีความคืบหน้า การทำงานที่ผ่านมาส่งผลไปยังประชากรคนไทย ทั้งนักเรียนและแรงงาน ว่าระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตบุคลากรที่ได้มาตรฐานและคุณภาพที่ดีเท่าทันต่างประเทศ
หนึ่ง เรื่องของหลักสูตรแกนกลาง เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่าหลักสูตรแกนกลางปี 2551 (ปรับปรุงปี 2560) นั้นไม่ได้คุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ต่อสังคมยุคปัจจุบันและอนาคต คะแนน PISA ที่ตกต่ำของไทยเป็นตัวพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าหลักสูตรบ้านเราไม่สามารถสอนให้เด็กคิดและเขียนวิเคราะห์ได้ ทั้งๆ ที่เด็กไทยมีศักยภาพสูงมาก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอหลักสูตรสมรรถนะ และได้มีการนำร่องทดลองสอนไปแล้ว ผลลัพธ์ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเด็กที่สนใจและสนุกกับการเรียนมากขึ้น หรือแม้แต่ฝั่งคุณครูและผู้บริหารเองที่มีความกระตือรือร้นในการสอนและทำงานมากขึ้น แต่ทว่า การเปลี่ยนจากหลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตรสมรรถนะก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเสมอไป เพราะเรื่องของหลักสูตรสมรรถนะก็ไม่ได้มีความเอกฉันท์มากนัก
ก่อนหน้านี้มีการทำหลักสูตรสมรรถนะออกมานำร่องใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตามกฎหมาย พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา แต่ในเวลาต่อมา ก็มีการประกาศการทดลองใช้หลักสูตรสมรรถนะอีกครั้งในโรงเรียนนำร่องของ สพฐ. แต่ทว่าหลักสูตรสมรรถนะฉบับใหม่นี้ไม่ได้มีความชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักสูตรสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอย่างไรบ้าง
รัฐบาลขาดความชัดเจนอย่างมากในเรื่องของหลักสูตรที่จะใช้ สะท้อนได้จาก 1) การเปลี่ยนหลักสูตรสมรรถนะทั้งๆ ที่การทดลองในพื้นที่นวัตกรรมมี know-how และ lesson-learned เกิดขึ้นแล้ว 2) การประกาศเปลี่ยนหลักสูตรที่สอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ด้วยระยะเวลาอันสั้น หรือ 3) ก้าวต่อไปของระบบการศึกษาไทยว่าจะใช้หลักสูตรอะไรในอนาคต
สอง พ.ร.บ. การศึกษา ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 หรือจะใช้มาร่วม 30 ปีแล้ว อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ภาควิชาครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยณ์ เคยให้สัมภาษณ์กับ Policy Watch และอธิบายว่า พ.ร.บ. การศึกษานั้นสำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวกฎหมายที่ให้ความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างกระทรวง จะแยกหน่วยงานไหนเป็นองค์กรอิสระหรือไม่ การกระจายอำนาจและให้อิสระต่อหน่วยงานต่างๆ หรือบุคลากร หรือแม้กระทั่งหลักสูตรประจำชาติที่จะใช้ เป็นต้น
ทั้งนี้ อรรถพล สะท้อนด้วยว่ามี พ.ร.บ. การศึกษาที่ร่างไว้อยู่หลายฉบับจากหลายๆ พรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นการบ่งชี้ว่าผู้มีอำนาจยังไม่ได้ตกผลึกว่าจะทำอย่างไรกันต่อ ผนวกกับความไม่แน่นอนของการเมืองไทยที่ทำให้รัฐบาลล้มหลายครั้งและการทำงานเรื่องนี้หยุดชงักไป
สาม ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเหลื่อมล้ำเองนั้นก็เป็นผลพวงจากระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้แก้ไขความเหลื่อมล้ำ แต่ระบบที่เป็นอยู่กลับเข้าไปกระตุ้นความเหลื่อมล้ำด้วยซ้ำ ความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษามีหลายมิติ เช่น ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนเล็ก vs. โรงเรียนใหญ่
หนึ่งในที่มาของความเหลื่อมล้ำคือ การจัดสรรงบประมาณที่มีมีปัญหา ระบบการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันเป็นระบบรายหัว ส่งผลให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีงบประมาณที่มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กอยู่มาก เมื่อนำข้อมูลผลการสอบ ONET มาเปรียบเทียบกับขนาดของโรงเรียน จะเห็นว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ทำคะแนนได้ดีกว่าในทุกวิชา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ก็เพราะ โรงเรียนขนาดใหญ่มีข้อได้เปรียบในการเข้าถึงทรัพยากรที่มากกว่าและดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรด้านการศึกษา จำนวนงบประมาณ สื่อการเรียนการสอน ในทางตรงกันข้ามโรงเรียนขนาดเล็กมีข้อจำกัดที่มากกว่า แต่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอน อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขาดความยืดหยุ่นและไม่ครอบคลุมถึงความแตกต่างของบริบทพื้นที่
อย่างไรก็ตาม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ใช่เพราะว่างบประมาณด้านการศึกษาไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะไม่มีประสิทธิภาพในการจัดสรรและใช้เท่านั้นเอง ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการ กสศ. เคยอธิบายไว้ว่า งบประมาณด้านการศึกษาไทยอยู่ที่ 4.7% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย เพราะค่าเฉลี่ยงบประมาณการศึกษาของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ 4.9% นับว่าห่างกันไม่มาก
อ่านเพิ่มเติม: งบการศึกษา “มากเกินพอ” แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ
ศธ. เดินหน้า ปรับสูตรงบโรงเรียนขนาดเล็ก
ในขณะที่เรากำลังรอการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ล่าสุด รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ประเสริฐ จันทรรวงทองได้เริ่มการปรับสูตรจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้มีความเสมอภาคมากขึ้น ทั้งนี้ยังมีความชัดเจนว่าต้องการให้ภารกิจนี้เสร็จสิ้นและทันงบประมาณปี 2570
ในการปรับสูตร จะตั้งต้นด้วยการใช้ข้อมูลที่มาจากผลการศึกษาวิจัยของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.
ณ ตอนนี้ สูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ยังไม่เป็นที่แน่นอน แต่แนวทางที่จะเป็นไปได้คือ จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมผันแปรตามปัจจัยต่างๆ อาทิ เช่น 1) ขนาดโรงเรียน 2) สภาพภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สูง เกาะ สันเขา หุบเขา บนเกาะ หรือพื้นที่ติดชายแดน 3) จำนวนเด็กด้อยโอกาส และ 4) อุดหนุนตามความขาดแคลนของบุคลากร เป็นต้น
อว.ชี้ มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน
ในส่วนของ ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ หัวเรือกระทรวง อว. มองว่ามหาลัยต้องเปลี่ยนบริบทและหน้าที่
ในการกล่าวนโยบายของกระทรวง อว. นั้น ยศนัน ชี้ มหาวิทยาลัยต้องรับคนทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กช่วงอายุมหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งนี่จะเชื่อมโยงกับเรื่องของการ Upskill Reskill ทั้งยังจะนำนวัตกรรมจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอีกด้วย และเพื่อเป็นการยกระดับเศรษฐกิจและศักยภาพคนไทย มหาวิทยาลัยในพื้นที่จะเป็นแหล่งความรู้ให้แก่คนในพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรให้เข้ามา upskill reskill ตนเอง
นอกจากนี้ ยังชี้แจงถึนแผนการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย เช่นระบบ TCASS ในขึ้นตอนต่อไปจะเป็นการหารือแนวทางป้องกันความเหลื่อมล้ำและคุณภาพของข้อสอบต่อไป
โดยสรุปแล้ว การที่ ศธ. ประกาศเดินหน้าจัดทำสูตรจัดสรรงบประมาณใหม่เป็นข่าวที่ดีมากสำหรับการศึกษาไทย หากการปรับสูตรงบประมาณเกิดขึ้นจริงและทางออกนี้มีประสิทธิภาพได้จริง อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนได้อีกมากมาย
การที่ อว. มองว่าตัวเองต้องเป็นแหล่งความรู้ให้กับคนในพื้นที่ ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะดำเนินการทำสิ่งนี้เพราะจะช่วยกระจายความรู้ ไม่กระจุกอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทั้งนี้ข้อมูลที่แต่ละมหาวิทยาลัยมีควรคำนึงถึงบริบทเชิงพื้นที่ด้วย เพราะการทำเกษตรกรรมในแต่ละพื้นที่ต้องการความรู้และเทคโนโลยีที่ต่างกันออกไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





