การเข้าสู่การเป็น Net Zero ภายในปี 2050 นับว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศไทย และรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการที่จะผลักดันประเทศให้เป็นเช่นนั้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความตั้งใจที่อยากจะเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน โดยมีการนำ Bio-Circular-Green Model (BCG Model) มาใช้ BCG คือโมเดลเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องของการใช้วัตถุดิบที่เป็น ชีวภาพ-การหมุนเวียน-และสีเขียว
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกถือว่าเป็นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เพราะประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกพลาสติกและการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกเป็นอย่างมาก แต่ภาคอุตสาหกรรมนี้ก็เป็นตัวถ่วงในการที่ไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ออกรายงานฉบับล่าสุดที่ทำร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอถึงกรอบแนวคิดที่ประเทศไทยสามารถนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมพลาสติกได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนและบรรลุการเป็น Net Zero ภายในปี 2050
‘ปิโตรเคมี’ และ ‘พลาสติก’ อุตสาหกรรมใหญ่ แต่สร้างคาร์บอนมหาศาล
ปิโตรเคมีเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของหลาย ๆ อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตพลาสติกที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น การก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เส้นใยสังเคราะห์สำหรับเสื้อผ้า หรือแม้กระทั้งในการผลิตยาก็ตาม
สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ถือว่าเป็นส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยในปี 2023 อุตสาหกรรมพลาสติกคิดเป็น 7% ของ GDP ประเทศ และรายงานระบุว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยนั้นใหญ่ที่สุดในอาเซียน และประเทศไทยอยู่อันดับ 16 ของโลก หากจะมองสัดส่วนของกลุ่มเศรษฐกิจนี้ในเชิงการจ้างงาน ในประเทศไทยเอง ภาคส่วนนี้มีการจ้างงานคนโดยตรงที่ 200,000 คน และคาดว่ามีการจ้างงานทางอ้อมในภาคส่วนนี้อีก 1 ล้านคน
ในภาพรวมของโลก พลาสติกดั้งเดิม (Traditional plastic) หรือ พลาสติกที่เป็น Non-biodegradable นั้นคิดเป็นการผลิตมากกว่า 99% ของการผลิตพลาสติกทั่วโลกในปี 2024 โดยวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้ผลิตพลาสติกดั้งเดิมมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งการจัดการขยะพลาสติกในปลายทางนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ไม่ว่าจากมลพิษพลาสติก หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ดังนั้น ปัญหาใหญ่อุตสาหกรรมคือ มลพิษทางคาร์บอนที่ถูกปล่อยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (หรือตลอด Value Chain นั้นเอง) และผลต่อธรรมชาติด้านอื่นๆ ในการทิ้งกำจัดพลาสติก
คนไทยใช้พลาสติกมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ข้อมูลจาก OECD ชี้ว่า การใช้พลาสติกต่อหัวในคนไทย (Plastic per capita) อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ และค่าเฉลี่ยโลก ในปี 2022 การใช้พลาสติกต่อหัวในคนไทยสูงถึง 84 กิโลกรัมต่อหัว ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 63 กิโลกรัมต่อหัว และค่าเฉลี่ยภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ 43 กิโลกรัมต่อหัว และเมื่อวิเคราะห์จากนโยบายที่มีในปัจจุบัน คาดว่าจะมีการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ระหว่างปี 2022 – 2050
ในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยก็มีการส่งออกสินค้าพลาสติกที่แข็งแรง และการส่งออกพลาสติกที่แข็งแรงก็สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมพลาสติกที่ใหญ่และแข็งแรงเช่นเดียวกัน ในปี 2022 การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกของไทยมีมูลค่ามากถึง 34.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการนำเข้าอย่างมีนัยยะสำคัญ จึงทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้า (Surplus) มากเกือบ 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกหลักคือ พลาสติกขั้นต้น (Primary plastic forms) และสินค้าพลาสติกสำเร็จรูป (Final manufactured plastic goods)
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้อุตสาหกรรมพลาสติกก็มีความท้าทายเพิ่มขึ้นจาก 1) ความต้องการที่ลดลงเพราะมีผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มขึ้นในภูมิภาค หรือเริ่มมี Over Supply เกิดขึ้น 2) อุตสาหกรรมกำลังมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากการที่ประเทศไทยมีเป้าหมายจะเข้าสู่การเป็นประเทศคาร์บอนต่ำ
ปัญหาใหญ่ การจัดการขยะพลาสติก
การใช้พลาสติกในปริมาณมากก็นำพามาซึ่งขยะในจำนวนที่มหาศาล ขยะพลาสติกเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิลและเป็นพลาสติกใหม่
ในประเทศไทย มีหลายภาคเศรษฐกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีอายุสั้น ใช้แล้วทิ้ง และมีพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม การค้าปลีก การท่องเที่ยว และการเกษตร
ในปี 2565 มีข้อมูลว่าขยะพลาสติกต่อหัวในประเทศไทยสูงถึง 76 กิโลกรัมต่อหัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนและทั่วโลกอย่างมีนัยยะสำคัญที่ 36 กิโลกรัมต่อหัว และ 50 กิโลกรัมต่อหัวตามลำดับ ในขณะที่อัตราการรีไซเคิลของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 12% ในปี 2565 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเล็กน้อยที่ 10%
การจัดการขยะที่ไม่ถูกวิธีในไทยยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการฝังกลบขยะแบบถูกสุขลักษณะคิดเป็น 52% ของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้น และประเทศไทยติด 1 ใน 10 อันดับแรกของโลกที่มีการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่มหาสมุทรในระดับสูง ซึ่งมีการคำนวณว่าการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำของประเทศไทยคิดเป็น 2 กิโลกรัมต่อคนในปี 2022
ไทยผลิตพลาสติกชีวภาพได้มาก แต่ไม่นำมาใช้
หากถามว่าไทยพร้อมที่จะผลิต Bioplastic หรือพลาสติกที่ย่อยสลายหรือไม่ ในเชิงของทรัพยากรสามารถตอบได้ว่า ‘พร้อม’ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรด้านนี้สูงมาก
ในรายงานอธิบายทรัพยากรของไทยว่ามี ‘abundant resource’ หรือ ทรัพยากรที่สมบูรณ์ อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยสามารถต่อยอดจากวัตถุดิบภายในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ได้ เช่น อ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ แต่ตอนนี้มีเพียง 1% ของอ้อยและมันสำปะหลังเท่านั้นที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตพลาสติกชีวภาพ
ขณะนี้ ไทยเป็นผู้ผลิต Bioplastic อันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและบราซิล ถึงแม้เราจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่มากถึง 90% ของพลาสติกชีวภาพที่ผลิตได้นั้นถูกส่งออก และการส่งออกด้านนี้ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระหว่างปี 2017 – 2022
ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2027 (Bio Hub) ซึ่งรวมถึงพลาสติกชีวภาพ สารเคมีชีวภาพ และยาชีวภาพ โดยการส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะสร้างภาคเศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างงานที่มีทักษะสูง และกระตุ้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้พลาสติกชีวภาพจะปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจกในอัตราที่น้อยกว่าพลาสติกแบบดั่งเดิม แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ เช่น การใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอาจก่อให้เกิดความกังวลในการใช้ที่ดินและน้ำอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การเสื่อมลงของสิ่งแวดล้อม และมลพิษทางอากาศหรือฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นเอง
3 เทคโนโลยี Low Carbon จะช่วยการเปลี่ยนถ่าย
ในการศึกษาเรื่องนี้ OECD เห็นถึงสามเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกไปข้างหน้า
1) Bioethanol to Bio-ethylene เป็นเทคโนโลยีการนำ ‘เอทานอล’ ซึ่งไทยสามารถผลิตได้ปริมาณที่มากจากอ้อยและมันสำปะหลัง มาผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนเป็น ‘เอทิลีน’ ที่เป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตพลาสติก จุดเด่นคือ ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่ความท้าทายตอนนี้คือ ต้นทุนที่ยังสูงกว่าเอทิลีนที่มาจากฟอสซิล และติดข้อกฎหมายในการนำเอทานอลมาใช้ในเชิงอุตสาหกรรม
2) การใช้และสนับสนุน Bio-based and Biodegradable plastic ซึ่งก็คือการผลิตและการใช้พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้นั้นเอง ซึ่งจุดแข็งของไทยในเรื่องนี้คือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางของ Bio Hub ในภูมิภาค แต่ทว่า ต้นทุนการผลิตพลาสติกชีวภาพนั้นสูงกว่าพลาสติกดั่งเดิมหรือทั่วไปถึง 2.5 เท่า และตอนนี้ไทยก็ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดโรงหมักปุ๋ยอุตสาหกรรมที่ทั่วถึง
3) Carbon capture storage (CCS) เทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ซึ่งจะเป็นการติดตั้งเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต เช่น ผลิตเอทิลีน เพื่อดักจับก๊าซ CO2 ไม่ให้หลุดไปในชั้นบรรยากาศ และนำไปกักเก็บไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงงานปิโตรเคมีแบบดั่งเดิมที่ยังจำเป็นต้องใช้งานอยู่ แต่ความท้าทายหลักของเทคโนโลยีนี้คือต้นทุนที่สูงมาก
ข้อเสนอทางด้านกฎหมายและนโยบายรัฐ
1) ปัญหาหลักของเอทานอลที่ใช้ทำพลาสติกชีวภาพตอนนี้คือ ต้นทุนที่สูงและข้อจำกัดทางกฎหมาย ฉะนั้นแล้ว OECD มองว่าต้องมีการปรับแก้ไขระเบียบเพื่อลดต้นทุนฝั่ง Supply side ดังนี้
- ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต: แก้ไขกฎกระทรวงเพื่อให้ภาษีเอทานอลเป็น 0% หากนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันเน้นใช้ในภาคพลังงานและน้ำมัน
- ยกเว้นอากรขาเข้า: แก้ไขอัตราศุลกากร เพื่อให้การนำเข้าเอทานอลมาใช้เป็นวัตถุดิบทำเม็ดพลาสติกไม่มีภาระภาษีในช่วงที่ผลผลิตในไทยไม่เพียงพอ
- ปลดล็อคการจำหน่าย: แก้ไขกฎระเบียบการอนุญาตผลิตสุรา (Alcohol Licensing) ให้สามารถขายเอทานอลเกรดอุตสาหกรรมให้กับโรงงานปิโตรเคมีได้โดยตรง
2) ควรมีการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อปิดช่องว่างความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness Gap) เนื่องจากพลาสติกชีวภาพแพงกว่าพลาสติกดั้งเดิม 2.5 เท่า
- กลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing): เร่งบังคับใช้ระบบ Emissions Trading Scheme (ETS) โดยให้ครอบคลุมกลุ่มปิโตรเคมี เพื่อให้ต้นทุนจากฟอสซิลสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
- ค่าธรรมเนียมมลพิษพลาสติก (Plastic Pollution Fee): เก็บค่าธรรมเนียมจากพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้ เพื่อนำเงินมาสนับสนุนฝั่งพลาสติกชีวภาพ หรือเป็นการ Subsidize นั้นเอง
- สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Concessional Loans): ใช้ Thailand Taxonomy เป็นเกณฑ์ให้ธนาคารปล่อยกู้โครงการสีเขียวในเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าปกติ
3) ต้องสร้างอุปสงค์ (Demand) และตลาดในประเทศ (Market) เพราะว่าเทคโนโลยีจะอยู่รอดได้ก็ต้องมีคนซื้อ ฉะนั้นแล้วรายงานจึงเสนอให้ภาครัฐเป็นผู้นำทางด้านนี้ และสามารถทดลองใช้กลไกเหล่านี้ได้
- การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green public procurement) หรือมีการบังคับใช้ระเบียบว่าหน่วยงานรัฐต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพก่อน
- มาตรการลดหย่อนภาษี 250% และขยายระยะเวลา ขอบเขตของ Green Tax Expense เพื่อให้บริษัทที่มีการซื้อพลาสติกย่อยสลายได้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น
- สร้างข้อกำหนดสัดส่วนชีวภาพในพลาสติก (Bio-based mandates) เป็นข้อกำหนดว่าผลิตภัณฑ์บางประเภทจะต้องมีสัดส่วนของวัสดุชีวภาพอย่างน้อยกี่เปอร์เซ็นต์
4)ในส่วนของการเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน OECD มองว่าสามารถทำการทดลองในพื้นที่ หรือ Sandbox ได้ก่อนเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่และมีราคาสูง การทดลองด้านกฎหมายและเทคโนโลยีจะช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ลงทุนได้ นอกจากนี้ประเทศไทยควรมองถึงการดึงเงินทุนจากต่างประเทศ
ที่มา: Implementing the OECD Framework for Industry’s Net-Zero Transition in Thailand
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




