ในช่วงเวลานี้ ปลายเดือนมีนาคม ถึงเมษายน เกือบทุกปีพื้นที่ภาคเหนือ เผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จาก “หมอกควันตามฤดูกาล” กลายเป็น “ความเสี่ยงถาวร” ที่กระทบชีวิตผู้คน
แต่คำถามสำคัญคือ สาเหตุใดรัฐยังจัดการปัญหานี้ในกรอบเดิม ทั้งที่ผลกระทบได้ขยายเกินระดับท้องถิ่นไปแล้ว
หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือการ “ยกระดับฝุ่น” ให้เป็น ภัยพิบัติระดับ 3 หรือภัยพิบัติระดับชาติ เพื่อเปิดทางให้รัฐใช้เครื่องมือพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ แต่ทำไมรัฐไม่กล้าพอที่จะประกาศ
ฝุ่น PM 2.5สูงเกินมาตรฐาน 9 จว.เหนือ
หากประเมินระดับความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 พบว่าค่าฝุ่นเกินมาตรฐานระดับอันตรายคลุม 9 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ เชียงใหม่ ,เชียงราย ,แม่ฮ่องสอน ,ลำปาง ,ลำพูน ,น่าน ,พะเยา ,ตาก ระดับฝุ่นมีตั้งแต่ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไปจนถึง 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นนระดับที่อันตรายต่อสุขภาพมาก เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐาน 4-5 เท่า ต่อเนื่องมามากกว่า 5 วันแล้ว
เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ครองอันดับ 1 เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก ติดต่อกันมากกว่า 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. – ต้นเม.ย. 69และรายงานเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ยืดเยื้อจนถึงต้นเดือนเมษายน รวมกว่า 5-6 วัน โดยมี AQI: ประมาณ 200–300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่บาง 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานหลายเท่า
ชาวบ้าน 9 จังหวัดเหนือ อาจต้องอยู่กับปัญหาฝุ่นพิษไปอีกอย่างนาน เมื่อข้อมูลสถิติจุดความร้อนที่เกิดไฟป่า สะสมจากดาวเทียมระบบ VIIR ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า พบว่า จุดความร้อนของไทยจำแนกตามพื้นที่รับผิดชอบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 และ 2568 เปรียบเทียบกัน พบว่าจุดความร้อนในพื้นที่ป่าของประเทศไทยในภาพรวมลดลงเกือบหนึ่งเท่าตัว
ปรากฎการณ์ลานีญา ในช่วงปลายปี 2568 ถึงช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้เกิดฝนในหลายพื้นที่ ความชื้นเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมาตรการของหน่วยงานภาครัฐที่ประกาศห้ามเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 กลับพบว่ามีจุดความร้อนทั่วประเทศ 5,758 จุด โดยจุดความร้อนส่วนใหญ่มากกว่า 70% เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าทางภาคเหนือ
ขณะที่รายงานจุดความร้อน เมื่อ 2 เมษายน 69) จุดความร้อนของไทย3,763 จุด เกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 1,917 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,152 จุด พื้นที่เกษตร 354 จุด พื้นที่เขต สปก. 210 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 123 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 7 จุด
ส่วนจุดความร้อนในประเทศเมียนมา ในช่วงปลายมีนาคม 2569 สูงถึง 7,000 จุด โดยปัจจุบัน เหลือ 3,000 จุด
จำนวนจุดความร้อนที่เหลือทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังมีอยู่จำนวนมาก นั่นหมายความว่า 9 จังหวัดภาคเหนือต้องจมอยู่กับฝุ่นพิษไปอีกนาน ตลอดเดือนเมษายน2569 หรือ ถ้ารัฐระดมแก้ไขอาจจะสามารถดับไฟได้เร็วก่อนสงกรานต์
ระดับความรุนแรงของปัญหาที่ขยายวงกว้าง และต่อเนื่องมากกว่า 5 วัน จึงมีคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ประกาศเขตภัยพิบัติทั้งจังหวัดและยกดับให้เป็นภัยพิบัติระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีต้องบัญชาการเอง
ทำไม รัฐบาลไม่กล้า “การประเขตภัยพิบัติ”ระดับชาติ
อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยังให้ความสำคัญต่อปัญหาดังกล่าวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่เพียงไม่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบปัญหาด้วยตัวเอง หากยังไม่ประกาศให้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นภัยพิบัติระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานบัญชาการเอง
สิ่งที่ อนุทิน สั่งการจึงเป็นเพียงให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ตัดสินใจประกาศ “พื้นที่ภัยพิบัติ” ได้เอง ไม่ต้องรอส่วนกลางใช้ดุลยพินิจตามสถานการณ์จริงในพื้นที่ แม้จะใช้งบฉุกเฉินได้ทันที แต่การอำนาจในการะดมกำลังในการะงับภัยพิบัติอาจจะแตกต่างจาก “นายกรัฐมนตรี”นั่งหัวโต๊ะสั่งการเอง
แม้การดำเนินการในพื้นที่ จะสั่งให้ “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เพื่อสั่งการแก้ปัญหาไฟป่าด้วยตัวเอง แต่มุมของการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงสาธารณสุขในการแก้ปัญหาสุขภาพ อาจจะทำได้ไม่เต็มที่
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม บอกว่า สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5ในภาคเหนือรุนแรงมากโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ แต่รัฐบาลยังไม่ประกาศ “เขตภัยพิบัติ” หรือ”เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน”ทั้งจังหวัด” มีปัจจัยหลักมาจากอะไร?
- กำหนดหลักเกณฑ์การประกาศไว้คือค่าปริมาณฝุ่นต้องสูงมากเกิน150 มคก. ต่อลบ.ม(ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์สีแดงปกติที่ 75 มคก./ลบ.ม. ถึงหนึ่งเท่าตัว)อย่างต่อเนื่องติดต่อกันนานถึง 5 วัน เพื่อยืนยันว่าเป็นภาวะฉุกเฉินที่เกินกำลังปกติ
- มีความกังวลด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เนื่องจากใกล้เทศกาลประเพณีสงกรานต์ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่รับนักท่องเที่ยวจากการจัดงานประเพณีสงกรานต์เป็นจำนวนมากในแต่ละปีและประเพณีดังกล่าวเป็นรายได้หลักของภาคเหนือ หากประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ นักท่องเที่ยวอาจกังวลอาจยกเลิกการเดินทางได้ รวมทั้งรัฐบาลและจัง หวัดกังวลว่าการประกาศ”ภัยพิบัติ”จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจอย่างรุนแรงด้วย
- กระทบต่อการประกันภัยและการบิน การประกาศเขตภัยพิบัติอาจส่งผลต่อเงื่อนไขการเคลมประกันการเดินทางหรือแผนการบินของสายการบินต่าง ๆ ได้.. ทั้งการเคลมเรื่องสุขภาพและสายการบินอาจล่าช้ากรณีทัศนวิสัยต่ำ
- รัฐบาลจึงเลือกที่ประกาศพื้นที่ประ สบสาธารณภัย(ไฟป่า/อัคคีภัย) ในบางแห่งที่เป็นเขตอำเภอและตำบลในแต่ละพื้นที่ไป แต่ไม่ประกาศทั้งจังหวัด เพื่อสามารถนำงบประมาณฉุกเฉิน 20 ล้านบาทมาใช้แก้ไขปัญหาได้
สนธิ บอกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ทั้งที่เกิดในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลควรจะต้องจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลประเพณีสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของภาคเหนือให้คงอยู่ต่อไป
ขณะที่การแก้ปัญหาต้องยกระดับไปในเรื่องของสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องเข้าไปดูแลประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสูดฝุ่นพิษกิน 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรติดต่อกันเกิน 5 วัน ซึ่งเกินกว่าองค์การอนามัยโลกกำหนด
“ค่าฝุ่นขนาดนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรลงพื้นที่ไปตรวจสอบว่า มีปัญหาสุขภาพหรือไม่ และควรจะอพยพชาวบ้านที่เป็นกลุ่มเสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดฝุ่น หรือห้องปลอดฝุ่น เพื่อไม่ให้ปัญหาสุขภาพระยะยาว”
กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ
ภายใต้ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 กำหนดกรอบการจัดการ “สาธารณภัย” ไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมภัยที่กระทบประชาชนในวงกว้าง ซึ่งสามารถตีความรวมถึง “มลพิษทางอากาศ” ได้
กฎหมายฉบับนี้ออกแบบโครงสร้างการจัดการภัยไว้ 3 ระดับ
- ระดับท้องถิ่น: ผู้อำนวยการท้องถิ่นดำเนินการเมื่อ “เกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัย”
- ระดับจังหวัด: ผู้ว่าราชการจังหวัด / คณะกรรมการจังหวัด มีบทบาทสำคัญ
- ระดับชาติ: รัฐบาล (ผ่านคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
“การยกระดับระดับชาติ” จะเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์เกินขีดความสามารถของพื้นที่ และต้องให้ส่วนกลางเข้าควบคุมสั่งการ โดยใช้กรอบ กฎหมาย ภายใต้แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ร่วมกันกับ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550
- กฎหมายสิ่งแวดล้อม (เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม)
- กฎหมายสาธารณสุข (กรณีฝุ่น/โรคระบาด)
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ปัญหาฝุ่นยังคงถูกจัดการในระดับ “จังหวัด” เป็นหลัก แม้จะมีผลกระทบข้ามพื้นที่และข้ามพรมแดนก็ตาม “ระดับ 3” ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คืออำนาจรัฐที่เปลี่ยนไป
การประกาศให้เป็น ภัยพิบัติระดับ 3 (ระดับรุนแรง/ระดับชาติ) มีนัยสำคัญมากกว่าการสื่อสารเพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจทันทีรัฐบาลสามารถตั้ง “ศูนย์บัญชาการกลาง” เพื่อสั่งการแบบรวมศูนย์ สามารถบูรณาการงบประมาณข้ามกระทรวงได้รวดเร็ว ,ใช้มาตรการพิเศษ เช่น ควบคุมการเผา การจำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจบางประเภท เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศในกรณีหมอกควันข้ามแดน กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การยกระดับ” คือการปลดล็อกข้อจำกัดเชิงระบบที่ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า
ช่องว่างเชิงนโยบาย: ทำไมยังไม่ถูกยกระดับ
แม้กฎหมายเปิดช่องไว้ แต่การประกาศภัยระดับชาติยังไม่เกิดขึ้นจริงในกรณีฝุ่น PM2.5 สะท้อน “ช่องว่างเชิงนโยบาย” อย่างน้อย 3 ประเด็น
- การตีความกฎหมายยังแคบ
หน่วยงานรัฐยังมอง “สาธารณภัย” ในกรอบภัยฉับพลัน เช่น น้ำท่วมหรือไฟไหม้
ขณะที่ฝุ่นเป็น “ภัยเรื้อรัง” ทำให้ไม่ถูกยกระดับ ทั้งที่ผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน
- โครงสร้างอำนาจกระจัดกระจาย
การจัดการฝุ่นเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน—สิ่งแวดล้อม เกษตร คมนาคม มหาดไทย
แต่ไม่มี “เจ้าภาพหลัก” ที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงอย่างแท้จริง
- ต้นทุนทางการเมืองสูง
มาตรการแก้ฝุ่นจำนวนมากกระทบเศรษฐกิจ เช่น การห้ามเผา หรือจำกัดอุตสาหกรรม
ทำให้รัฐลังเลที่จะใช้เครื่องมือระดับเข้มข้น และเกรงกระทบท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ใกล้ถึงประเพณีสงกรานต์
ฝุ่น = ภัยพิบัติ “เชิงโครงสร้าง” ที่ต้องใช้กฎหมายนำ
หากยอมรับว่าฝุ่น PM2.5 คือ “ภัยพิบัติระดับชาติ” นั่นหมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การจัดการเชิงโครงสร้าง” ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือกำหนดเกณฑ์ชัดเจนในการประกาศ “ภัยพิบัติจากมลพิษอากาศ” ใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเครื่องมือหลักในการบูรณาการ จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการฝุ่นแห่งชาติ” ในช่วงวิกฤต เชื่อมโยงกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขเข้ากับกลไกภัยพิบัติ
การไม่ยกระดับฝุ่น PM2.5 อาจดูเหมือน “การรักษาสถานการณ์” แต่ในความเป็นจริง คือการปล่อยให้ปัญหาขยายตัวโดยไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมคำถามจึงไม่ใช่ว่า “กฎหมายมีหรือไม่” แต่คือ “รัฐจะเลือกใช้หรือไม่” เพราะในวันที่คนไทยต้องสวมหน้ากากหายใจทุกปี โดยเบื้องต้นต้องเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และปรับปรุงกฎหมายเดิมเพื่อเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารสามารถประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- “วิกฤตฝุ่นควัน-ไฟป่า”ภาคเหนือ ต้องยกระดับเป็น “ภัยพิบัติระดับชาติ”
- เจาะเชียงใหม่โมเดล: 3 ข้อค้นพบสำคัญ หลังแก้ฝุ่นควันนานนับ10ปี
- คุณภาพอากาศในไทยดีขึ้น แต่เกินค่าแนะนำของ WHO




