ภายในปี 69 กรุงเทพมหานคร ประกาศเป้าหมายลดการ “ฝังกลบขยะ”เหลือ 21 % จากเดิม 65 % ซึ่งถือเป็นความท้ายทายของการลดปริมาณขยะ ที่มีจำนวนมากถึง 8,000-9,000 ตันต่อวัน ขณะที่คนกรุงเทพฯสร้างขยะวันละ 2-3 กิโลกรัมต่อวัน
ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการขยะกทม. 20 ปี (2556-2575 ) โดยตั้งเป้าลดขยะให้เป็นศูนย์ และมีความพยายามที่จะลดการฝังกลบลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ในปี 66-67 ยังมีขยะที่ต้องพึ่งการฝังกลบถึง 65-70 %
สาเหตุที่การลดการฝั่งกลบขยะลงไม่ประสบความสำเร็จมาจากปัญหาพฤติกรรมการทิ้งขยะของคน กทม. ที่ไม่สามารถแยกขยะ ทำให้ตั้งแต่ปี 68 ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศ “ยุทธศาสตร์ไม่เทรวม” แยกขยะที่ต้นทาง ด้วยมาตรการปรับค่าธรรมเนียมเป็น 60 บาท/เดือน หากแยกขยะและลงทะเบียนจะเสียเท่าเดิมคือ 20 บาท
กทม.เปิดโรงไฟฟ้าขยะ ครบ 3 แห่งในปี 69
แผนลดการฝั่งกลบขยะ กทม.ลงให้เหลือ 21 % ดูเหมือนจะใกล้ความจริงมากขึ้น หลังการเปิดทดสอบโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จำนวน 2 แห่ง คือ
- โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขมแห่งที่ 2 สำหรับโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช เป็นโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ดำเนินการโดย บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ตั้งเป้ากำจัดขยะวันละ 1,000-1,600 ตัน ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ ดำเนินการแบบเผาไหม้ระบบปิด เปิดรับขยะตั้งแต่วันที่ 20–29 มี.ค. 69เริ่มเดินเครื่องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า (First Synchronization) แล้วในช่วงต้นปี 2569
- โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขมแห่งที่ 2 โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขม จำนวน 1,000-1,600 ตัน ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ ดำเนินการแบบเผาไหม้ระบบปิด เตรียมทดสอบระบบรับขยะ 1 พ.ค. 69 นี้
- โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขมแห่งที่ 1 เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 59 เป็นโรงไฟฟ้าเผาชขยะแห่งแรกของ กทม. ขนาด 10 เมกะวัตถ์ จัดการขยะได้ 500 ตัน/วัน
หลังการเปิดโรงไฟฟ้าขยะครบทั้ง 3 แห่ง จะทำให้ กทม.เป็นพื้นที่แรกของประเทศไทยที่สามารถนำขยะมาผลิตไฟฟ้า รวมกันแล้วได้มากถึง 70 เมกะวัตต์ ขณะที่สามารถจัดการขยะ กทม.ได้มากถึง 3,700 ตันต่อวัน
เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งบอกว่า “หากรวมทั้ง 3 โรงกำจัดขยะเพื่อไฟฟ้า สามารถรับขยะ กทม.ได้สูง 3700 ตันต่อวัน คิด เป็น 40 % สามารถจำหน่ายเข้าไฟฟ้า 70 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการนำขยะมาผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุดในประเทศ”

โรงไฟฟ้าขยะอยู่ร่วมกับชุมชนได้
ข้อพิสูจน์หนึ่งของการนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้าคือ การอยู่ร่วมกับชุมชน และดูแลสภาพแวดล้อมให้ได้มาตรฐาน
เหอ หนิง บอกว่า ตลอด 10 ปีของโครงการกำจัดการขยะเป็นไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมแห่งแรกขนาด 500 ตันต่อวัน สามารถขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวงได้ต่อเนื่องทำให้พิสูจน์ว่า ขยะสามารถเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า
ขณะที่ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม กลิ่นเหม็นและเสียง ตลอดการดำเนินการที่ผ่านมาแม้จะมีเรื่องร้องเรียนบ้าง แต่การเปิดกว้างรับฟังเสียงชุมชนและเข้าไปแก้ไขทันที ทำให้โรงไฟฟ้าขยะอยู่ร่วมกับชุมชนได้
“สิ่งสำคัญของการทำโรงไฟฟ้าขยะคือสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ โดยจะเห็นว่า พื้นที่รอบโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขมทั้ง 2 แห่ง เป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่เข้ามาตั้ง แสดงว่าเขามั่นใจว่าเราจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ดี”

ผลิตไฟฟ้าระบบปิด -เตาเผาแบบตะกรับ
สิ่งที่ เหอ หนิง มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าขยะสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ เพราะการออกแบบเทคโนโลยีที่ใช้ระบบปิดกลิ่นขยะไม่ออกไปสู่ภายนอก โดยขยะถูกนำมาเทในบ่อพักภายในอาคารที่รองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน
การออกแบบเป็นระบบปิด 3-5 วัน เพื่อลดความชื้น ใช้เครนคีบขยะเข้าสู่ เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850-1,100°C นำความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 2 และ โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ใช้ภายในโรงงานประมาณ 20% หรือ 5 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะจำหน่ายสู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ประมาณ 30 เมกะวัตต์
ส่วนโรงไฟฟ้าหนองแขม 1 ก็เช่นกันผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ จำหน่ายส่วนที่เหลือใช้ภายในโรงงานให้กับ กฟผ.
ควบคุมกลิ่น-ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ส่วนมาตรการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม “เหอ หนิง” บอกว่า สิ่งที่ตระหนักอยู่เสมอ โรงงานต้องอยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้ และยอมรับว่าเราทำโรงงานไม่ใช่โรงเรียน เพราะฉะนั้นอาจจะมีปัญหาร้องเรียนเรื่องกลิ่นบ้าง แต่ต้องเปิดรับฟังและเข้าไปตรวจสอบแก้ไขทันที
ขณะที่การออกแบบใช้เทคโนโลยีเพื่อป้องกันปัญหากลิ่นไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก โดยออกแบบเป็นระบบปิด (Closed System) อาคารที่พักบ่อพักขยะใช้เทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้โดยออกแบบให้ภายใน ทำให้อาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา ทำให้กลิ่นจากขยะไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้
การใช้เทคโนโยลีกำจัดกลิ่นนั้นได้ติดตั้งเครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) จำลองการรับรู้กลิ่นของมนุษย์ โดยใช้ชุดเซนเซอร์ (Sensor Array) เพื่อวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ส่วนปัญหาเรื่องเสียง โครงการได้ติดตั้งระบบตรวจวัดระดับเสียง (Noise Monitoring System) แบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและวิเคราะห์ระดับเสียงตลอด 24 ชั่วโมง หากค่าระดับเสียงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ระบบจะแจ้งเตือนทันที
ขยะกทม. 9,000 ตัน ยังเหลือผลิตไฟฟ้าได้
เหอ หนิง บอกว่า ขยะใน กทม.ยังมีปริมาณอีกมากที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าได้ เพราะในส่วนของ 3 โรงไฟฟ้าที่ดำเนินการสามารถจัดการขยะของ กทม.แค่ 40 % แต่อยากให้ภาครัฐพิจารณาปัญหาขั้นตอนการอนุญาตที่ใช้เวลานาน และต้องขอใบอนุญาตหลายใบจนทำให้การก่อสร้างล่าช้า
“ถ้าจะดำเนินการโครงการใหม่ อยากฝากไปยังภาครัฐให้ช่วยพิจารณาขั้นตอนการขออนุญาตที่ใช้เวลานาน เพราะโครงการอ่อนนุชและ โครงการที่นองแขม 2 ขออนุญาตตั้งแต่ปี 62 ได้เริ่มก่อสร้างปี 67 ซึ่งถือว่าช้ามาก”
ปริมาณขยะในกรุงเทพ จำนวน 8,000-9,000 ตันต่อวัน ขณะที่คนกรุงเทพสร้างขยะวันละ 2-3 กิโลกรัมต่อวัน ทำให้ มีปริมาณมากพอในการนำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อีก
อย่างไรก็ตามการจัดการขยะ กทม. แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
- ระยะที่ 1 การจัดการขยะต้นทาง ซึ่งเน้นการคัดแยกขยะต้นทาง แยกขยะต่อวันอยู่ที่ 3,672 ตันต่อวัน
- ระยะที่ 2 การจัดการขยะกลางทาง กทม.จะเป็นผู้รวบรวมขยะ มีรถเก็บขยะมูลประมาณ 2104 คัน โดยจะจัดเก็บขยะไม่ให้เหลือตดค้างในแต่ละวัน
- ระยะที่ 3 การจัดการขยะปลายทาง ที่ผ่านมาเน้นวิธีการฝั่งกลบ ในปี 69 จะลดการฝังกลบลงเหลือ 21 % โดยการฝั่งกลบ แบ่งออกเป็น 3 สถานี คือ สถานีขนส่งสายไหม 2400 ตัน/วัน สถานีขนถ่ายหนองแขม 3,400 ตัน/นำไปฝั่งกลบที่ กำแพงแสน นครปฐม และสถานีขนถ่ายอ่อนนุช 2,806 ตัน/วัน ฝั่งกลบที่ พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา
ส่วนการจัดการขยะด้วยการเผา มีโครงการจัดการขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ทั้งหมด 3 โรง ที่ดำเนินการอยู่แล้ว คือ โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม แห่งที่ 1 ขนาด 10 เมกะวัตถ์ จัดการขยะได้ 500 ตัน/วัน โรงไฟฟ้าขยะหนองแขมแห่งที่ 2 ขนาด 35 เมกะวัตถ์ กำจัดขยะได้ 1,000 ตัน/วัน โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช อีก 35 เมกะวัตถ์ กำจัดขยะได้ 1,000 ตัน/วัน
ส่วนโรงหมักปุ๋ยอินทรีย์ของ กทม. ที่สถานีขยะอ่อนนุชมีขนาด 1600 ตันต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวภาพ ซึ่งได้จาการหมักขยะ ที่สถานีขนถ่าย อ่อนนุช ขนาด 3 เมกะวัตต์ จัดการขยะได้ 8 % ส่วนที่เหลือเป็นขยะติดเชื้อ และขยะอันตรายวันละ 40 ตันต่อวัน
อย่างไรก็ตามการจัดการขยะด้วยการเผา หลังจากที่มี โรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 2 แห่ง รวมเป็น 3 แห่ง ยังจัดการขยะได้เพียง 40 % ทำให้ยังเหลือสัดส่วนขยะที่ยังต้องใช้พื้นที่ฝั่งกลบ ดังนั้นเป้าหมายลดสัดส่วนฝังกลบให้เหลือ 21 % ของกทม.ภายในปี 69 จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




