กว่า 1 เดือน หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่าน แต่ความตรึงเครียดบริเวณชายแดนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้าน 2 ฝั่ง ไทย – กัมพูชา “บ้านหนองจาน” อ.โคกสูง จ.สระแก้ว กรณีล้อมรั้วลวดหนาม และผลักดันชาวกัมพูชาที่คาดว่ามาตั้งบ้านเรือนในดินแดนของประเทศไทย
กรณี”บ้านหนองจาน” ดูเหมือนจะทำให้กระแสคนรักชาติ ดังขึ้นกลบการขับเคลื่อนสันติภาพ ขณะที่ผ่านมาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนาวิชาการว่าด้วยบทบาทอุดมศึกษากับการขับเคลื่อนสันติภาพและความเป็นธรรมอย่างยั่งยืนในสังคมไทย โดยมีนักวิชาการ และผู้แทนจากรัฐสภาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ถึงปัญหาการสร้างสันติภาพในไทย
รศ. ดร. สมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิบการบดีมหาวิทยาลัยฝ่ายพัฒนาคุณภาพและพันธกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ยอมรับว่า ในฐานะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยยังไม่ได้เข้าไปมีบทบาทในการสร้างสันติภาพ หรือยังไม่รู้ร้อน รู้หนาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่รู้สึกเหมือนอยู่บนหอคอย ทั้งที่เมื่อก่อนอาจจะทำเพื่อสังคม แต่ในฐานะผู้บริหารกำลังตั้งคำถามว่าบทบาทของเราช่วยตอบโจทย์สังคมอยู่หรือไม่
“ก่อนหน้านี้ เราอาจจะคุ้นชิ้นกับการที่ประเทศที่รวยกว่าเข้าช่วยประเทศที่จนกว่า แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าช่วยกัน เช่นเดียวกับการศึกษาที่ทุกศาสตร์ต้องไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องผลักดันทุกศาสตร์ให้เดินหน้าไปด้วยกัน”
อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์นี้ จึงเกิดยุธศาสตร์ในการบริการเพื่อสังคมโดยยึดหลัก Sustainable Development Goals ดังนั้น สถาบันมหาวิทยาลัยนั้น ต้องทำหน้าที่สามอย่าง 1) Generator for knowledge and peace ผู้ให้ความรู้และผู้ช่วยสร้างสันติภาพ 2) Safe space for dialogue ต้องเป็นพื้นที่ที่คุยได้อย่างเสรี และมีเสรีภาพทางวิชาการ 3) Policy shaper ต้องเข้าไปช่วยขับเคลื่อนกฎหมายได้
นอกจากนี้ สมภพยังย้ำว่าเราต้องคุยด้วยเหตุและผลบนข้อเท็จจริง “มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ชักชวนให้เกิดการคุยบนพื้นฐาน Evidence-based มหาวิทยาลัยต้องสร้างการปลูกปัญญา ไม่ใช่การปลุกปั้น” และต้องช่วยสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจความหมายของ Child Rights หรือสิทธิเด็ก ว่าสิ่งนี้คือ universal ไม่ว่าจะมาจากประเทศอะไร แต่การสื่อสารในประเด็นนี้ ณ ปัจจุบันยังไม่เพียงพอ
คนไทยเรียนรู้เรื่อง”สันติภาพ”ช้าเกินไป
ในส่วนของ นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานกรรมธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า เรื่องของชาตินิยมนั้นไม่ผิด แต่ทว่าควรมามองถึงระดับหรือกรอบในการเป็นชาตินิยมมากกว่า ความสร้างสรรค์ในการรักชาติว่าจุดไหนคือจุดที่เหมาะสม
นพ. วาโยชี้ว่า Nationalism มันมีระดับของมันและสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสากล ชาตินิยมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยหรือกัมพูชา ความรู้สึกรักพวกพ้องมีมานานและเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องแปลก
ปัญหาของการศึกษาไทยในตอนนี้คือการที่ให้คนเรียนรู้เรื่องสันติภาพช้าเกินไป หากมีการเริ่มเรียนเรื่องนี้ในช่วงมหาวิทยาลัยคงเป็นอะไรที่ช้าไป ที่จริงแล้วควรเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 0-6 ปี ในขณะที่สมองของเด็กมีการพัฒนา Executive function (EF) ได้มากที่สุด การพัฒนาเรื่อง EF จะทำให้เด็กมีผลการเรียนดี พฤติกรรมที่เหมาะสม คิดวิเคราะห์ได้ดี บริหารจัดการอารมณ์ได้ เป็นต้น
นพ. วาโยมองว่าเรื่องนี้เป็นความท้าทายของทุกองค์กร มหาวิทยาลัยควรสนับสนุนทั้ง Facility และ Environment ให้กับนักศึกษา ในส่วนของรัฐบาลเองต้องมีการผลักดันเชิงการแก้กฎหมาย และการเกิดนโยบายที่ช่วยผลักดันการเรียนรู้ด้านนี้
ความท้าทายคือ “เราจะช่วยสังคมได้จริงอย่างไร” พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมการพูดเรื่องสันติภาพจึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทยที่ต้องถูกพิพากษาและตัดสินโดยสังคม หรือ “ทัวร์ลง” เมื่อเกิดความเห็นต่าง โดยสิ่งสำคัญคือการเลือก “วิธีการ” ที่จะนำพาชาติรอดพ้นวิกฤต ไม่ใช่การยึดติดกับความรุนแรงที่ไม่ยั่งยืน การศึกษา โดยเฉพาะช่วงปฐมวัย จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลูกฝังการคิดเชิงวิพากษ์และทักษะการแก้ปัญหา
เปิดพื้นที่ให้ได้ “เรียนรู้”โลกความจริง
อรรถพล อนันตวรสกุล ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะคุรุศาสตร์ จุฬลาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความกังวลต่อการตัดงบประมาณวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่งกระทบต่อการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง
ขณะที่การเรียนการสอนควรเป็นการ “unbox” หรือปลดกรอบทางความคิด เปิดพื้นที่ให้เด็กคิดและสร้างสรรค์ได้อย่างเสรี โดยห้องเรียนควรเป็นห้องทดลองทางปัญญา และความหลากหลายไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระ แต่เป็นศักยภาพของสังคม
“การสอนธรรม คือสอนสันติภาพ กลับมาโลกตัวเองรู้จักตัวเอง แต่จะทำอย่างไรให้อยู่ในโลกที่หมุนเร็วได้ ดังนั้นบทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องเป็นแสงสว่าง ให้กับสังคม”
ส่วนกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นในขณะนี้สะท้อนว่าการศึกษาไทยยังขาดการกล่อมเกลาเรื่อง สันติภาพมในโรงเรียน ซึ่งหากเรามีการเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ โรงเรียนจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราจะมีครูที่เรียนรู้สันติภาพ และ ครูที่เรียนรู้เรื่องสันติภาพ จะมีครูที่ดีไม่ไปด่าชาวกัมพูชา หรือ ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
“ผมคิดว่าบทบาทมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่โอบรัดความแตกต่างได้ โดยต้องชวนกระตุกให้คิด และพานักศึกษาไปเผชิญสถานการณ์จริงและเอาเรื่องราวของสังคมจริวมาพุดคุยกัน มีหน้าที่ประสานกับสังคมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากสถานการณ์และความจริงที่เกิดขึ้น
“สันติภาพ”ควรเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก
รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในสามมิติ คือ การสร้างองค์ความรู้ ที่ต้องส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ โดยเฉพาะต่อความคิดเรื่อง “ความเป็นไทย” ที่แข็งตัวและกีดกันชาติพันธุ์ การยกตัวอย่างการใช้ภาษามลายูในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นภาษาคู่ เพื่อรักษาอัตลักษณ์และลดความขัดแย้ง พร้อมทั้งชี้ว่านักวิชาการควรเผยแพร่ผลงานเป็นภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษ
มหาวิทยาลัยต้องมีส่วนร่วมกับสาธารณะ โดยการทำงานร่วมกันผ่านการเขียน การอภิปราย และสื่อ โดยเสนอแนวคิด “วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องการสมานฉันท์มากกว่าการสร้างกระแสตลาด และสุดท้าย มิติด้านนโยบาย มหาวิทยาลัยควรทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐ
อย่างไรก็ตามมองว่า การสร้างสันติภาพต้องเริ่มจากการปลูกฝังการศึกษาสันติภาพต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเล็ก โดยเห็นด้วย กับการปลูกฝั่งความคิดในเรื่องนี้กับเด็กตั้งแต่ 0-6 ปี และ ถ้าเป็นไปได้ควรจะมีการเรียนการสอนในระดับมัธยมด้วยเช่นกัน
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง