คำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย 21 หน้าของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อรัฐสภา ซึ่งจะใช้เวลาในการอภิปรายระหว่าง 9-10 เม.ย. 69
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ภายหลังได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คนเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อ 6 เม.ย. 69
ในคำแถลง 21 หน้า อนุทิน ปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและทำงานบนเป้าหมายและตัวชี้วัดเดียวกัน โดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชน และประชาชน เพื่อปลุกพลังในสังคมไทย
ประกอบด้วย กลุ่มยุทธศาสตร์ นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีความยาวทั้งหมด 21 หน้า
นโยบายด้านเศรษฐกิจ
1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า
ขณะที่ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยวจะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง
นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง จะเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา
ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa
นโยบายด้านสังคม
3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์
นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม
4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์
ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ
นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ
5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปีแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
อนุทินพลัส : นโยบายต่อยอดงานราชการ
สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการแถลงผลงานของรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า นโนยายส่วนใหญ่เป็น ส่วนที่ราชการดำเนินการอยู่แล้ว แม้บางส่วนมาจากฝ่ายการเมืองคิดขึ้นมาเองบ้าง
อย่างไรก็ตามนโนบายที่แถลงออกมา เป็นสิ่งที่ต้องทำ และรับรู้กันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นหลังการแถลงครั้งนี้จึงต้องจับตาดูว่าทำได้หรือไม่ หรือจะบริหารตามราชการ
“นโยบายส่วนใหญ่รับรู้กันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรใหม่ แต่ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือทำได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ บริหารงานภาครัฐ กฎหมาย Super license หรือ เรื่องอื่นๆ “
นโยบายยังไม่ตอบโจทย์ “วิกฤต”ประเทศ
ขณะที่บรรยากาศการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฏร “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อ บอกว่า ภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล เดินนำหน้าประชาชน แต่รัฐบาลเดินตามหลังประชาชนหลายก้าวทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์
การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด
การรับมือวิกฤตน้ำมัน รัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม
ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม
“จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยเสนอให้รัฐบาลประกาศ “ภารกิจแห่งชาติ” อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ “การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย” โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน”
วีระยุทธ บอกว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม
อ่านเพิ่มเติม: เปิดนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน2” โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน “วิกฤตพลังงาน”
“ณัฐพงษ์” ชี้นโยบายไม่มีประชาชนในสมการ
ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นคนแรก ว่า เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้ สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาบนสภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5กลุ่ม
แต่ไม่ได้เป็น 5 กลุ่มที่บริหารราชการแผ่นดินแบบที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไป แต่เป็น 5 กลุ่มของกลุ่มอำนาจที่เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันและแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว โดย 5 กลุ่มนั้นประกอบไปด้วย
- กลุ่มหนึ่ง บรรดามุ้งการเมืองต่างๆที่อดีตอาจจะเคยสังกัดพรรคการเมืองอื่นๆ แต่การเลือกตั้งทั้งที่ที่ผ่านมาย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏอยู่เด่นชัดว่าพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรแต่เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่มีสส.ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่ในสภาชุดที่ 27 นี้มากที่สุดอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่างๆเข้ามาแบบนี้ทำให้เกิดโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีที่ ขอยกตัวอย่างบางจังหวัดไม่เอ่ยชื่อทั้งหมด เช่นจากจ.สงขลา ชลบุรี หรือสุพรรณบุรี เป็นต้น
- กลุ่มที่ 2 ที่เป็นดุลอำนาจในการค้ำจุลดุลอำนาจครั้งนี้คือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ตนบอกได้อย่างเต็มปากว่า “ยอมขายวิญญาณตนเอง” เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างตัวเลขสมการทางการเมืองที่อยู่บนหน้ากระดาษอยู่แล้วไม่ได้เป็นการกล่าวหาที่เกินจริง สมมุติว่าวันหนึ่งพรรคการเมืองอันดับสองขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้โดยไม่ต้องมีข้อกังวลใดทั้งสิ้นจากปัจจุบันการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากอยู่แล้ว 290 กว่าเสียงสามารถที่จะเลือกสลับดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันทีกลายเป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียงก็ยังเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ปัญหาของการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ที่พรรคอันดับสองไม่มีอำนาจต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยนำมาซึ่งปัญหา
- กลุ่มที่สามซึ่งเป็นดุลอำนาจสำคัญนำมาซึ่งการทำลายล้าง อำนาจต่อรองของพรรคการเมืองอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ที่ไม่ได้เอ่ยมาที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีจำนวนเสียงในการร่วมรัฐบาลประมาณ 20 กว่าเสียง ถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญ ที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะร่วมรัฐบาลในฐานะพรรครัฐบาลอันดับสอง ตนบอกเช่นนี้ เพราะถ้าหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออก ดึงพรรคอันอื่นมาร่วมรัฐบาลสลับได้เช่นนี้ ดุลอำนาจที่สร้างความมั่นคงในการสร้างให้รัฐบาลนี้
- กลุ่มที่สี่ บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่นๆที่อาจจะได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ ที่รัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทยจะหยิบนำเอามาใช้เมื่อใด ก็ได้ใช้คลุมเกมก็ได้ คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามหน้าตาที่พวกเขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามก็ได้แบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในส่วนคดี 44 สส. ใช้ปกป้องครองตนเองก็ได้ สดๆร้อนร้อนเมื่อกกต.เพิ่งมีการรับรองผลการเลือกตั้งสุพรรณบุรีเขตสองทั้งๆที่มีข้อหาอยู่เต็มประดานับคะแนนเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนชนยังมีข้อคอรหา ยังไม่มีตรวจสอบรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว นอกจากนี้ยังปกป้องคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ขณะนี้คดีอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญที่สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้ที่พรรคการเมืองอื่นๆไม่มี
- กลุ่ม5 คือบรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมในประเทศนี้ให้คงอยู่ตลอดไป กลุ่มนี้มีหน้าที่คุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยปัจจุบัน คอยส่งสัญญาณมาเถอะอยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่สอง และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง
“ณัฐพงษ์” ตั้งคำถามถึงการแถลงนโยบายในการบริหารราชการของรัฐบาล ที่จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการนั้นว่า ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ได้สะท้อนความรู้สึกว่า ยังไม่เห็นทิศทางตามคำแถลง และไม่เห็นพันธกิจเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้ ว่าอะไรคือวาระของประเทศ ที่รัฐบาลชุดนี้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง ไม่เห็นการบรรจุอยู่ในการแสดงนโยบายฉบับนี้
“สอบถามพรรคการเมืองที่ไปร่วมจัดตั้งสภาว่า เจตจำนงทางการเมือง ความเป็นประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ทำไมจึงไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้ ผมคิดว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในขณะนี้ อาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าจะเจอวิกฤตภายนอก ที่รุมล้อมเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชนเราจะพอมีหลักยึด”
ณัฐพงษ์ หยิบยกเรื่องของวิกฤตน้ำมัน และตั้งคำถามว่า รัฐบาลทำให้ความรู้สึกมั่นคงของประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้อำนาจในการกำกับดูแลค่าโรงกลั่นน้ำมัน ให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่ได้เอาเปรียบประชาชนในขณะนี้ หรือ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ประชาชนนับล้านคนได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลทำให้ประชาชนมีความรู้สึกที่มั่นคงหรือไม่ว่า พร้อมใช้กลไกที่อยู่ผ่านกฎหมายอากาศสะอาด เชื่อว่าด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของนายกรัฐมนตรี หากต้องการทำสิ่งใดสามารถทำได้ประสบความสำเร็จ แต่อยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง ที่กำลังมองหาจากตัวนายกรัฐมนตรี และ ครม.
นโยบายที่หาเสียงไม่มีในคำแถลงรัฐบาล
ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามถึงนโยบายไม่ปรากฏในคำแถลงของนายกรัฐมนตรี โดยหยิบยก “แลนด์บริดจ์” โครงการขนาดใหญ่ที่สุด ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องจำนวนมหาศาล แต่กลายเป็นโครงการลับ ๆ ล่อ ๆ ซึ่งช่วงหาเสียงก็ไม่ยอมส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ใช้พูดหาเสียง
ขณะที่ไม่ได้แถลงกับสภาฯ แต่ไปพูดที่กระทรวง โดยโครงการดังกล่าวถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงความคุ้มค่า และผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ และความมั่นคง
นอกจากนี้ ยังไม่ปรากฏในนโยบายว่า จะยกระดับการทำงานของ อสม. หรือสร้างขวัญกำลังใจให้ดีขึ้นได้อย่างไร ขณะที่การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขียนนโยบายสั้น ๆ เพียงแต่หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และสร้างความสันติสุข
แต่เครื่องมือสำคัญช่วงที่ผ่านมา คือ การพูดคุยเจรจาว่า จะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งเพื่อน สส.เพิ่งถูกลอบยิง และยังมีคำถามว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่
นโยบายไม่มีรูปธรรม และขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจน
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกถึงความชัดเจนในทิศทาง หรือมีความหวังต่อนโยบายรัฐบาล เพราะหลายเรื่องไม่เป็นรูปธรรม ไม่มีเครื่องมือที่จะใช้และกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมถึงตัวชี้วัดในการตรวจสอบ และนโยบายฉบับนี้ ไม่มีความรู้สึก จิตใจ และหัวใจของประชาชน อยู่ในการเขียน
“นโยบายบางอย่างที่รัฐบาลกล้าเขียน เช่น การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น หรือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการใช้ของประเทศ ไม่มีใครในประเทศจะบอกว่า รัฐบาลสร้างปัญหานี้ขึ้นมา แต่สิ่งที่เขาตำหนิ เกิดจากการบริหารราชการที่ผิดพลาด การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น ๆ นอกจากประชาชนรับภาระ และความไม่ชอบมาพากล การแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ”
ทั้งนี้ อภิสิทธิ์ ได้ตั้งคำถามถึงนโยบายภาคการเกษตร สิ่งที่หล่นหายไป คือ การสร้างหลักประกันให้ผู้ที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของตลาด หรือวิกฤตภายนอกและภายใน ทั้งประกันรายได้เกษตรกร ค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐาน
“ถาม รมว.คลัง ว่า เงินที่มีอยู่จำกัดที่ท่านจะต้องออกกฎหมายโอนงบฯ จะเน้นในเรื่องไหน เพราะท่านกำลังบอกให้ประชาชนทั้งประเทศประหยัด แต่ท่านเหมือนส่งสัญญาณจะนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านต้องเลือกจะเอาแบบไหน แต่สำหรับผม ต้องเร่งช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนของประชาชนทั้งประเทศ เป็นวิธีการช่วยทุกคนอย่างดีที่สุด การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบ และความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายนี้ไม่ได้สร้างความหวังและทิศทางสำหรับคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ”
อภิสิทธิ์ ระบุอีกว่า รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้ คือ หากแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวกพ้อง และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย
ถ้าเห็นประชาชนเป็นแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตน และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว
ทั้งนี้การอภิปรายนโยบายรัฐบาลจัดขึ้น 2 วัน ระหว่าง 9-10 เม.ย. 69 โดยจะใช้เวลา 32 ชั่วโมงในการจัดอภิปราย ซึ่งบรรยากาศส่วนใหญ่วิจารณ์นโยบายรัฐบาลอนุทิน ที่ยังอาจจะไม่สามารถแก้วิกฤติประเทศได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




