ฮือฮาไม่น้อย หลังจาก ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดตัวสนับสนุน ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครชิงผู้ว่ากทม. จากพรรคประชาชน เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขาเคยเป็นอดีตผู้ช่วยหาเสียงของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ปี 65
เหตุผลที่ ดร.พิจิตต ประกาศสนับสนุน ดร.โจ ไม่ใช่เพราะชื่อเล่นเหมือนกัน แต่มุมมองและแนวทางการแก้ปัญหาเมือง ไม่แตกต่างกัน เพราะเขามองว่า ผู้ว่ากทม.คนใหม่ ต้องออกแบบเมืองด้วยโจทย์ทางโครงสร้าง ไม่ใช่การซ่อมเมือง
“กรุงเทพฯ” ในสายตาของ ดร.พิจิตต ไม่ได้กำลังเผชิญเพียงตามแก้ “ปัญหารายวัน” อย่างน้ำท่วม รถติด ทางเท้าพัง หรือขยะตกค้างเท่านั้น แต่กำลังเผชิญ “โจทย์โครงสร้าง” ของเมืองทั้งระบบ ที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
เขามองว่า หากยังแก้ปัญหาแบบ “ตามอาการ” กรุงเทพฯ ก็จะต้องวิ่งไล่แก้ปัญหาไม่รู้จบ เพราะทุกวิกฤตในเมืองล้วนสัมพันธ์กัน ตั้งแต่น้ำท่วม ผังเมือง การตั้งถิ่นฐาน ระบบขนส่ง การจราจร ไปจนถึงวิกฤตโลกร้อนและ PM2.5
“ถ้าเราไม่มองถึงโครงสร้าง ปัญหารายวันของชาวบ้านมันก็จะสะสม แล้วเราก็จะต้องไล่แก้กันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ”
ต้องออกแบบระบบเมือง ที่โครงสร้าง
เขามองว่า ระบบของความเป็นเมืองในภาพรวม ปัญหาต่างๆมันทับซ้อนและเชื่อมโยงกัน เช่น น้ำท่วมกับ ผังเมือง น้ำท่วมกับการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย น้ำท่วมกับจราจร การแก้ปัญหาจึงต้องบูรณาการปัญหาเข้าด้วยกัน เหมารวมสิ่งเหล่านี้ว่า ระบบเมือง
“ถ้าเราพิจารณาโครงสร้างใหญ่ด้วยคำว่าระบบเมืองเป็นตัวตั้งแล้ว ปัญหาเล็กๆที่เกิดขึ้นหลายวันที่เรียกว่าเป็นเส้นเลือดฝอยมันจะเบาบางลง ไม่อย่างนั้น เราจะต้องไปตามแก้ไขทุกเส้นเลือดฝอย ผมจึงเชื่อว่า ระบบเมืองที่เป็นโครงสร้างใหญ่ต้องมาช่วยดูกัน”
สำหรับ ดร.พิจิตต สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องคิดใหม่ ไม่ใช่เพียงการซ่อมถนน แก้จุดน้ำท่วม หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการมอง “ระบบเมือง” ในภาพรวม เพราะปัญหาของเมืองไม่เคยเกิดขึ้นโดดๆ
ยกตัวอย่างเรื่อง “น้ำท่วม” ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงเรื่องการระบายน้ำ แต่ในความเป็นจริง น้ำท่วมเชื่อมโยงกับผังเมือง การใช้ที่ดิน การก่อสร้างถนน การขยายเมือง และระบบขนส่งมวลชนทั้งหมด
ออกแบบเมืองด้วยผังเมืองรวม กทม.
เขาอธิบายว่า การวางผังเมืองจึงไม่ใช่เพียงการ “ตีสี” ว่าพื้นที่ใดเป็นเขตพาณิชยกรรม หรือพื้นที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องคิดควบคู่ไปกับระบบระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วม และการเดินทางของประชาชน
นั่นหมายความว่าการพิจารณาเรื่องผังเมืองรวมของ กทม.ที่ต้องออกมาบังคับใช้หรือกำลังติดประกาศ ต้องคำนึงถึงการจราจร ขนส่ง การป้องกันน้ำท่วม จะบอกว่า การตีเส้น ขีดสี แล้วบอกว่า สีของการค้าขาย สีของการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย เป็นระบบของเมือง
“น้ำท่วมกับผังเมือง น้ำท่วมกับการตั้งถิ่นฐาน น้ำท่วมกับการจราจร มันเป็นเรื่องเดียวกัน”
หนึ่งในตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาคือ “ทุ่งตะวันออก” เป็นทุ่งรับน้ำแถวมีนบุรี เดิมเคยกำหนดผังเมืองให้เป็นที่อยู่อาศัย เพราะเรารู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นฟลัดเวย์ หรือพื้นที่รับน้ำที่น้ำไหลมจากคลองรังสิต 13 , 14 , 15 และจากคลองระพีพัฒน์ และต้องออกแบบเส้นทางจราจร จากฝั่งตะวันออกเข้าเมืองให้ทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำไปในตัว
เขาย้อนถึงแนวพระราชดำริในสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสนอให้สร้างแนวคันกั้นน้ำระหว่างทุ่งตะวันออกกับกรุงเทพฯ ชั้นใน โดยใช้แนวคันดังกล่าวทำหน้าที่เป็นถนนไปพร้อมกัน ซึ่งสะท้อนแนวคิด “ระบบเมืองแบบบูรณาการ” ที่โครงสร้างหนึ่งสามารถทำหน้าที่ได้หลายด้านพร้อมกัน
กทม.ต้องมีอำนาจจัดการระบบ “ฟีดเดอร์”
ไม่เพียงการออกแบบเมืองเพื่อรงอรับปัญหาน้ำท่วมแต่ต้องคำนึงถึง ระบบขนส่งมวลชน เช่นเดียวกัน การสร้างรถไฟฟ้าสายหลักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบ “ฟีดเดอร์” ที่พาผู้คนออกจากชุมชนหรือซอยต่างๆ มาสู่สถานีหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“จะคิดแค่ว่าสีน้ำเงินเชื่อมสีส้มไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าคนที่อยู่ในชุมชนจะออกมาถึงระบบหลักได้ยังไง”
เขาจึงเสนอว่า กรุงเทพมหานครควรมีอำนาจจัดการระบบรถโดยสารฟีดเดอร์อย่างจริงจัง พร้อมกับวางโครงข่ายถนนย่อยและซอยต่างๆ ให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
“ผมจึงคิดว่าต่อไปนี้เราต้องไม่คิดแค่ปัญหาบาทวิถี เดินไม่ได้ ปัญหาไฟแสงจันทร์ ปัญหาเรื่องขยะตกค้าง ปัญหาเรื่องสะพรานชำรุดแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว มันต้องเป็นเรื่องของภาพรวมเมือง และ ปัญหาย่อยๆก็จะน้อยลงไป ”
ต้องออกแบบเมืองเพื่อรองรับ โลกร้อน
การออกแบบเมืองในมุมมองของ ดร.พิจิตต จึงไม่สามารถมองแค่เส้นเลือดฝอยอีกต่อไป จำเป็นต้องออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องเผชิญในปัจจุบัน สำหรับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการประกาศใช้ เขา มองว่า ยังต้องพิจารณาร่วมกับ “ระบบอื่น” อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า โครงการตัดถนน ระบบรับน้ำ หรือพื้นที่ป้องกันภัยพิบัติ
เขาชี้ว่า การวางผังเมืองในยุคนี้ไม่สามารถใช้สมมุติฐานแบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะ “ภาวะโลกร้อน” กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขทุกอย่างของเมือง
“มาตรฐานเดิมใช้ไม่ได้แล้ว”
หากย้อนว่า ในอดีตกรุงเทพมหานครเคยใช้เกณฑ์ว่า หากฝนตกประมาณ 70 มิลลิเมตร จะต้องระบายน้ำออกจากถนนสายหลักให้ได้ภายใน 3 ชั่วโมง แต่ปัจจุบัน ปริมาณฝนและความรุนแรงของสภาพอากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“วันนี้ฝนมันไม่ได้ตกแบบเดิมแล้ว มันเหมือนเอาถังน้ำเทใส่เมือง”
กรุงเทพฯ กำลังเผชิญทั้งน้ำท่วม คลื่นความร้อน และ PM2.5 พร้อมกัน และทั้งสามเรื่องนี้ล้วนเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ที่ในอดีตยังอาศัยทิศทางลมช่วยพัดกระจายมลพิษออกจากเมือง แต่เมื่อรูปแบบลมเปลี่ยน ความกดอากาศเปลี่ยน ฝุ่นก็สามารถปกคลุมเมืองได้นานขึ้น จนกลายเป็น “โดมมลพิษ” ครอบอยู่เหนือกรุงเทพฯ
ดร.พิจิตต ยังอ้างถึงการประเมินของ Intergovernmental Panel on Climate Change ที่เตือนว่า กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น
เขาจึงมองว่า วาระสำคัญของผู้บริหารกรุงเทพฯ ในอนาคต ไม่ใช่แค่การบริหารเมืองแบบเดิม แต่ต้องเป็น “การบริหารความไม่แน่นอน” ที่อาจรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ทั้งหมด
“เราต้องคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แล้วถามตัวเองว่า เมืองจะรับมือยังไง”
เพื่ออธิบายแนวคิดนี้ เขายกตัวอย่างพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ซึ่งเคยถูกคาดการณ์ว่าจะเผชิญวิกฤตน้ำครั้งใหญ่ แต่รัฐบาลเวียดนามเริ่มเตรียมการล่วงหน้า ทั้งการปลูกป่าชายเลน การขุดฟลัดเวย์ใหม่ การสร้างพื้นที่รับน้ำ และการย้ายชุมชนออกจากพื้นที่เสี่ยง ผลคือ ในมหาอุทกภัยปี 2554 แม้เวียดนามตอนใต้จะรับน้ำจำนวนมหาศาล แต่ความสูญเสียกลับน้อยกว่าไทยอย่างมาก
“ปีนั้นไทยเสียหายมหาศาล เสียชีวิตเกือบ 800 คน แต่เวียดนามเสียชีวิตประมาณ 80 คน และยังส่งออกข้าวได้สูงสุด”
บทเรียนดังกล่าว ทำให้เขาเชื่อว่า กรุงเทพฯ ต้องเร่งคิดเรื่อง “พื้นที่ชะลอน้ำ”ที่เดิมมีทั้งหมด 16 จุดให้เพิ่มมากขึ้น และระบบรองรับน้ำขนาดใหญ่จากพื้นที่เหนือเมือง เพราะปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งฝนที่รุนแรงขึ้นและการจัดการน้ำเหนือเขื่อน
“เราจะรับน้ำทั้งหมดแล้วค่อยระบายลงอ่าวไทยทีละนิดแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว”
สำหรับ ดร.พิจิตต อนาคตของ กทม.จึงไม่ใช่เมืองที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งที่สุด แต่คือเมืองที่ “มองไกล” พอจะคาดการณ์ความเสี่ยง และออกแบบระบบเมืองให้รับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนได้ตั้งแต่วันนี้
“ความเปลี่ยนเปลงที่เกิดขึ้นเมืองต้องรองรับได้ทั้งน้ำท่วม ความร้อน และ ฝุ่น PM2.5 เพราะความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้ ความรุนแรงทั้ง 3 อย่างอาจจะเพิ่มเติมมากขึ้นไปอีก และผู้ว่าราชการคนใหม่ต้องคาดการเรื่องนี้ได้ และออกแบบเมืองรองรับให้ได้”
โจทย์ใหญ่กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ ‘ซ่อมเมือง’
“ดร.พิจิตต” ชี้โจทย์ใหญ่กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ ‘ซ่อมเมือง’ แต่ต้อง ‘ออกแบบเมืองใหม่’ ให้รับมือโลกร้อน เขาอธิบายว่า เมืองในอนาคตจำเป็นต้องเป็น “เมืองที่ยืดหยุ่น” หรือ Resilient City เพราะหากระบบเมืองแข็งตัวเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนทันทีเมื่อเผชิญวิกฤตใหม่ๆ
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัด คือระบบป้องกันน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันมีแนวเขื่อนยาวรวมกันกว่า 77 กิโลเมตรทั้งสองฝั่ง แม้จะช่วยป้องกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่คำถามสำคัญคือ ในอนาคตจะยังใช้แนวคิด “กันน้ำทั้งหมด” ได้หรือไม่ หรือบางพื้นที่อาจจำเป็นต้องยอมให้น้ำเข้าพื้นที่บางส่วน เพื่อรักษาสมดุลของระบบน้ำทั้งเมือง
เขามองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกรุงเทพมหานครเพียงลำพัง แต่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างกรมชลประทาน รวมถึงจังหวัดรอบกรุงเทพฯ เพราะปัญหาน้ำเป็น “ระบบเดียวกัน” ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำจนถึงเมืองหลวง
เมืองใหม่ต้อง “ยืดหยุ่น” ปรับตัว รองรับปัญหา
ดร.พิจิตต อธิบายว่า แนวคิดสำคัญของการบริหารเมืองในอนาคต คือการออกแบบระบบที่สามารถ “ปรับตัวได้ตลอดเวลา” ไม่ใช่สร้างโครงสร้างขนาดใหญ่แล้วหวังว่าจะใช้ได้ถาวรอีก 50-100 ปี
เขาเปรียบเทียบว่า เหมือนคนที่ต้องเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บางช่วงร้อนจัด แต่ไม่นานก็อาจเกิดพายุหรืออากาศเย็นอย่างฉับพลัน เมืองก็เช่นกัน ต้องสามารถ “ถอด-ใส่” มาตรการต่างๆ ได้ตามสถานการณ์
แนวคิดนี้จึงเชื่อมโยงกับทุกระบบของเมือง ไม่ว่าจะเป็น ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบกำจัดขยะและโรงไฟฟ้าขยะ จุดน้ำท่วมซ้ำซาก ระบบขนส่ง คุณภาพอากาศ พื้นที่สีเขียว ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันเป็น “ระบบเมืองขนาดใหญ่” ที่ไม่สามารถแก้แยกส่วนได้อีกต่อไป
กรุงเทพฯ ต้องมี “Risk Map” ไม่ใช่แค่แผนที่อันตราย
อีกประเด็นสำคัญ คือการทำ “แผนที่ความเสี่ยง” หรือ Risk Map แม้ ปัจจุบัน กทม.มีแผนที่ “Hazard Map” หรือแผนที่อันตราย เช่น จุดน้ำท่วม จุดร้อน หรือพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลว่า “เหตุการณ์ที่เคยเกิดหรือเสี่ยงจะภัยพิบัติ”
แต่ “Risk Map” ที่แท้จริง ต้องรวมถึงข้อมูลด้านสังคมด้วย เช่น
- พื้นที่นั้นมีคนอยู่หนาแน่นหรือไม่
- ชุมชนเปราะบางแค่ไหน
- มีศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติหรือไม่
- มีทางหนีภัยหรือระบบช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่
เขามองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การมีข้อมูล แต่คือการทำให้ประชาชน “เข้าถึงและใช้ข้อมูลเป็น” เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อ “หนีน้ำ” หรือ “อพยพ” เท่านั้น แต่ควรใช้เพื่อช่วยให้ประชาชนปรับตัว วางแผนชีวิต และตัดสินใจได้ว่าจะอยู่อย่างไรกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
“กรุงเทพฯ ไม่ควรเป็นเมืองที่ซ่อมทั้งวัน”
ดร.พิจิตต มองว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังติดอยู่กับแนวคิด “ซ่อมเมือง” มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นซ่อมถนน ซ่อมท่อ ซ่อมฟุตปาธ หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายจุด เขาเปรียบเทียบว่า เมืองวันนี้เหมือน “รถเก่าเข้าศูนย์ทุกสัปดาห์” ซ่อมไม่รู้จบ เพราะไม่เคยกลับมาคิดเรื่อง “ระบบทั้งหมด”
สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องทำในระยะยาว จึงไม่ใช่การซ่อมรายวัน แต่คือ “การออกแบบเมืองใหม่” โดยคิดทุกระบบเชื่อมโยงกัน ทั้งน้ำ ขยะ อากาศ ขนส่ง พื้นที่สีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ พร้อมกันนั้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเป็นแกนกลางของการวางผังเมือง
ชื่นชม “Traffy Fondue” แต่ไม่ควรพึ่งผู้ว่าฯ คนเดียว
เขาชื่นชมการทำงานเชิงรุกของ ผู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยเฉพาะระบบรับแจ้งปัญหาอย่าง “Traffy Fondue” และการลงพื้นที่สม่ำเสมอ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ข้าราชการแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ในระยะยาว ระบบเหล่านี้ไม่ควรพึ่ง “ตัวผู้ว่าฯ” เพียงคนเดียว แต่ต้องทำให้ข้าราชการประจำและชุมชนสามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเองเพราะหากประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเมืองจริง ปัญหาที่ร้องเรียนจำนวนมหาศาลก็จะลดลงเอง
“การมีส่วนร่วม” ต้องไม่ใช่แค่พิธีกรรม
ขณะที่ การมีส่วนร่วมของประชาชนในปัจจุบัน ยังเป็นเพียง “พิธีกรรม” มากกว่าการร่วมตัดสินใจจริง เขามองว่า การมีส่วนร่วมต้องมาพร้อม “ความรับผิดชอบร่วม” เช่น หากชุมชนร้องเรียนเรื่องขยะ ก็ต้องช่วยกันจัดการเวลาและรูปแบบการทิ้งขยะด้วย ไม่ใช่ผลักภาระให้รัฐฝ่ายเดียว
ปัญหากรุงเทพฯ แก้ไม่จบ หาก “เมืองโตเดี่ยว”
ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี “การกระจายอำนาจ” เขาเสนอว่า อำนาจควรถูกส่งต่อจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ไปยังเขต และจากเขตไปยังชุมชน ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ระดับสำนักงานเขต เพราะนั่นจะกลายเป็นเพียง “การรวมศูนย์อำนาจรูปแบบใหม่”
ดร.พิจิตต ยังมองว่า อีกปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ คือการเติบโตแบบ “เมืองศูนย์กลางเดียว” ทำให้คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ ทุกวัน แม้ทะเบียนราษฎรจะระบุว่ากรุงเทพฯ มีประชากรราว 6 ล้านคน แต่ในความเป็นจริง เขาเชื่อว่าคนที่ใช้บริการเมืองอาจสูงกว่า 10 ล้านคน เมื่อรวมคนทำงานจากปริมณฑลและแรงงานแฝง ต่อให้งบประมาณหรือโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเท่าไร เมืองก็จะรับภาระไม่ไหว หากยังปล่อยให้ความเจริญกระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ
เขาจึงสนับสนุนแนวคิด “เมืองย่อย” หรือ Sub-center ตามแนวคิดเดิมของอดีตผู้ว่าฯ กทม. กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา เคยเสนอให้กรุงเทพฯ มีศูนย์เมืองย่อยหลายแห่ง เพื่อให้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน เรียนหนังสือ และเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ในพื้นที่เดียว โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองทุกวัน
พร้อมกันนั้น รัฐบาลกลางต้องลงทุนสร้าง “เมืองรอง” ในภูมิภาค เพื่อกระจายโอกาสและลดการอพยพเข้าสู่กรุงเทพฯ
เตือนปัญหาทุจริต-เปลี่ยนสีผังเมือง
ดร.พิจิตต เตือนว่า การบริหารเมืองยุคใหม่ต้องระวังปัญหาทุจริต โดยเฉพาะการเปลี่ยนสีผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ การล็อกสเปก และระบบอุปถัมภ์ในการแต่งตั้งโยกย้าย
เขามองว่า หากระบบราชการถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ข้าราชการจะทำงานตอบสนอง “ผู้มีอำนาจ” มากกว่าประชาชน และท้ายที่สุด คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือประชาชนผู้ใช้เมืองนับล้านคน
“กรุงเทพฯ ในอนาคต จะไม่รอดเพราะซ่อมเก่งอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบใหม่ให้ทั้งเมืองอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




