ความเคลื่อนไหวล่าสุด
20 มี.ค. 69 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
19 มี.ค. 69 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 293 เสียง ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำหรับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิได้ 119 เสียง มีการงดออกเสียง 86 เสียงจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 499 คน มีผู้มาประชุม 498 คน ส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
โดยจะมีพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อชาติไทย พรรครวมใจไทย พรรครวมพลังประชาชน พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคทางเลือกใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ และพรรครวมไทยสร้างชาติ
19 มี.ค. 69 ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีวาระรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีเรื่องด่วน 1 เรื่อง คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เสนอ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่วนฝ่ายค้านเสนอชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ทางพรรคแจงว่า ไม่ได้ต้องการโหวตชนะ แต่เพื่อให้ว่าที่แกนนำฝ่ายค้านแสดงวิสัยทัศน์ในสภา
18 มี.ค. 69 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย เรื่องการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69 หลังผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ระบบรหัสอาจกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ
17 มี.ค. 69 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องคดีประธาน กกต. และเลขาธิการ กกต. รวม 8 คน มีเจตนาทุจริต ร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้งใส่คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด มีเจตนาใช้ตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง แสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ทางศาลยังไม่มีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้อง แต่ให้โจทก์กลับไปทำบรรยายคำฟ้องให้ละเอียดมากขึ้น และมีคำสั่งให้ กกต. ชี้แจงกลับมา ก่อนนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องเมื่อ 19 พ.ค. 69
16 มี.ค. 69 ราชกิจจาฯ ประกาศ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
1. โสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
2. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1
3. เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2
16 มี.ค. 69 กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งห้าม กกต.นำมติคณะอนุฯ ชุดที่ 36 คดีฮั้ว สว. มาพิจารณา เหตุไม่ชอบด้วยกฎหมาย
16 มี.ค. 69 เลขาธิการ กกต. เร่ง กกต.สุพรรณบุรี สอบสวน กปน. ที่พบพฤติการณ์ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ในการอ่านและขีดคะแนนไม่ถูกต้อง ไม่เปิดเผย จนเป็นเหตุให้ กกต.กลาง สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ และเมื่อนับคะแนนใหม่แล้ว ผลการนับคะแนนใหม่แตกต่างจากการนับคะแนนครั้งแรกมาก
15 มี.ค. 69 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วาระเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน ทำให้
โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้รับการโหวตเป็นประธานฯ ด้วยคะแนนเสียง 289
มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานฯ คนที่หนึ่ง โดยไม่มีการเสนอชื่อแข่งขัน
เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
12 มี.ค. 69 มติ อนุกกต. คณะที่ 36 ชี้คดีฮั้ว สว. ไม่มีมูลความผิด ทั้ง 229 คน ที่ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีก 91 ราย ด้วยมติ 5 : 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ที่ผ่านมา และอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อ กกต.ชุดใหญ่ 7 คน ประกาศผล
12 มี.ค. 69 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการแต่งตั้งที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2569 ปรับเงินเดือน-เงินประจำตำแหน่ง ที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเงินเดือน 54,910 บาท เงินประจำตำแหน่ง 25,360 บาท และที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเงินเดือน 54,910 บาท เงินประจำตำแหน่ง 25,360 บาท
12 มี.ค. 69 ปิดรับสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มียอดผู้สมัครรวม 4 คน ได้แก่
- ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
- พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ศาสตราจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
- ธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ อนุสาขาการบริหารองค์การ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ขั้นตอนต่อไปสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะส่งรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการสรรหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ทั่วไป
11 มี.ค. 69 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 กำหนดให้เปิดประชุมตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 69 เป็นต้นไป
11 มี.ค. 69 ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า มีคำร้องเลือกตั้งปี 69 แล้ว 40 เรื่อง พร้อมกลั่นกรองส่งศาล รธน. หากเข้าเงื่อนไข ภายใน 60 วัน
10 มี.ค. 69 ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 แต่ยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุม หลังรับรอง สส.ได้ตามกฎหมายแล้ว ร้อยละ 95 (จำนวน 475 คน)
10 มี.ค. 69 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง กรณีสุรพล เกียรติไชยากร ผูัสมัคร สส. เชียงใหม่ ฟ้อง กกต. เรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท ที่สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว ในการเลือกตั้งปี 62 ศาลเเจ้งเหตุว่า กกต. ทำตามหน้าที่และไม่มีข้อโกรธแค้นส่วนตัว
เหตุสืบเนื่องจาก กกต. จังหวัดเชียงใหม่ สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว ด้วยข้อกล่าวหาทำผิด พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. และให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกลับเห็นว่าไม่ได้ผิด จึงยกฟ้องคำร้อง สุรพลจึงฟ้องกลับ กกต. ในคดีแพ่ง จากการเสียโอกาสเป็น สส. โดยให้ กกต.ชดใช้ค่าเสียโอกาสและเสื่อมเสียชื่อเสียง
4 มี.ค. 69 กกต. ประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ของแต่ละพรรคการเมือง โดยพรรคประชาชน เป็นพรรคที่ได้ สส.บัญชีรายมากเป็นอันดับ 1 จำนวน 31 คน, พรรคภูมิใจไทย 19 คน, พรรคเพื่อไทย 16 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 12 คน, พรรคเศรษฐกิจ 3 คน, พรรคกล้าธรรม 2 คน, พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน, พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน, และอีก 13 พรรคที่ได้ 1 คน ได้แก่ พรรคใหม่, ไทยสร้างไทย, ประชาธิปไตยใหม่, ไทรวมพลัง, พลังประชารัฐ, ประชาชาติ, ไทยทรัพย์ทวี, มิติใหม่, รวมใจไทย, ทางเลือกใหม่, เสรีรวมไทย, รวมพลังประชาชน, ไทยภักดี
และรับรอง สส.แบบแบ่งเขต เพิ่มอีก 3 เขต คือ
จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม
จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย
จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 คัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย
สำหรับ จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย กกต. ยังไม่ประกาศรับรอง
2 มี.ค. 69 สำนักงานกกต.สุพรรณบุรี มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 ที่นับคะแนนเลือกตั้งไม่ถูกต้องไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นเครื่องหมายการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งและขีดคะแนนเลือกตั้งในลักษณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถมองเห็นการขีดคะแนนได้ และหลังผลนับคะแนนใหม่แตกต่างจากครั้งแรก
28 ก.พ. 69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปจำนวนผู้มาออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ รวมทั้งสิ้น 52,933,610 คน พบว่า มีการมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ รวมทั้งสิ้น 36,870,302 คน หรือคิดเป็น 69.65% แบ่งเป็น เห็นชอบ จำนวน 21,622,029 เสียง คิดเป็นร้อยละ 58.64 ไม่เห็นชอบ จำนวน 11,231,161 เสียง คิดเป็นร้อยละ 30.46 ไม่แสดงความคิดเห็น จำนวน 3,074,442 เสียง คิดเป็นร้อยละ 8.34บัตรเสีย จำนวน 942,608 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.56 จากตัวเลขดังกล่าว เสียง “เห็นชอบ” มีจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
26 ก.พ. 69 ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเห็นชอบ 144 เสียงเห็นชอบ จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนใหม่ ไม่เห็นชอบ 1 เสียง และงดออกเสียง 26 เสียง แต่ไม่เห็นชอบ มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยมีคะแนนเห็นชอบเพียง 9 เสียง ไม่เห็นชอบ 102 เสียง และงดออกเสียง 57 เสียง
26 ก.พ. 69 กกต.แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ 6 บุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด
26 ก.พ. 69 กกต. สรุปยอดการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. เป็นการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 69 มีประชาชนออกใช้สิทธิ 37.8 ล้านคน คิดเป็น 71.42 % ยังไม่รวมเลือกตั้งใหม่และนับคะแนนใหม่
26 ก.พ. 69 ราชกิจจานุเบกษา ประกาศผลเลือกตั้ง สส.เขต 396 คน อย่างเป็นทางการ โดยประกาศดังกล่าวออกโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งได้ครบถ้วน
25 ก.พ. 69 คณะกรรมการ กกต.มีมติเห็นชอบ ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต แล้ว 396 คน จากทั้งหมด 400 เขต ผู้ที่ผ่านการรับรองจะต้องมารับเอกสารใบรับรองในวันที่ 26 ก.พ.เป็นต้นไป และคาดว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ในต้นเดือน มี.ค.
24 ก.พ. 69 ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง รับคำฟ้องของเรือเอกยงยุทธ เสาแก้วสถิต อาชีพทนายความ เดินทางมายื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวกที่เป็น กกต.เเละ เลขาฯ กกต.รวม 8 คน ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, พรป.ว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2569 มาตรา 69 , พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 149 และพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 172
ศาลรับคำฟ้องเเละนัดฟังคำสั่ง ‘ชั้นตรวจฟ้อง’ ในวันที่ 17 มี.ค. เวลา 09.30 น.
20 ก.พ. 69 กกต. ส่งหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งขอขยายเวลาชี้แจง กรณีบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ออกไปอีก 7 วัน อ้างมีรายละเอียดมาก ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขีดเส้นห้ามเกิน 27 ก.พ.นี้
18 ก.พ. 69 สำนักงานอัยการพิเศษมีคำสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนเพิ่มเติมและส่งคืนสำนวนกลับมาเพื่อดำเนินการใหม่ ในคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีขบวนการจัดตั้งและฟอกเงินในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
18 ก.พ. 69 กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 2569 รวม 400 เขตอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดหน่วยนับ และลงคะแนนใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 69
17 ก.พ. 69 ที่ประชุม ครม. รับทราบเรื่อง บริษัทคิงส์เกตฯ (Kingsgate Consolidated Limited) และราชอาณาจักรไทย ตกลงยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจ กรณีเหมืองทองคำอัครา คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการ
โดย บริษัทคิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ส่งผลให้ข้อพิพาทที่ยาวนานกว่า 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ ซึ่งประเทศไทยไม่ต้องชำระค่าชดเชยใด ๆ ตามที่บริษัทเคยเรียกร้อง
17 ก.พ. 68 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง การเร่งตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 หลังมีเสียงสะท้อนนับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ
16 ก.พ 69 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาประกาศเปิดรับสมัครตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แทนตำแหน่งที่ว่าง) จำนวน 1 คน ระหว่างวันที่ 16 ก.พ. – 9 ม.ค. 69
13 ก.พ. 69 ศาลปกครองได้ออกหมายเลข คดีดำ ที่ 304/2569 จากกรณีคำร้องขอให้จัดเลือกตั้งใหม่ ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งจนกว่าจะมีคำพิพากษา จากปมพบบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่มีข้อแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ในเรื่องของจำนวนสว. ที่มา และการสังกัดพรรคการเมือง
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กําหนดวุฒิสภามี 2 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 เป็นไปตามบทเฉพาะกาลที่กําหนดให้วุฒิสภามีจํานวน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถวายคําแนะนํา โดยมาจากการดําเนินการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้งจํานวน 50 คน และมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาจํานวน 194 คน รวมกับผู้ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ ทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ โดยดำรงตำแหน่ง 5 ปี
ช่วงที่ 2 หลังจากพ้นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในช่วงแรก กำหนดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก 200 คน
แต่แทนที่จะมีการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง เปลี่ยนเป็นมาจากการเลือกกันเองของบุคคล ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพ โดยแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มอาชีพ และขั้นตอนการเลือกตั้งมีหลายระดับ จากระดับอำเภอ สู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ ซึ่งจะได้สว. จำนวน 200 คน
คุณสมบัติผู้สมัคร
ผู้ที่สนใจและประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมความพร้อมตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัคร โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีในวันสมัครรับเลือก
(3) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี (ไม่ใช้บังคับแก่สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่น ซึ่งสมัครในกลุ่มตามมาตรา 11 (14) และ (15))
(4) ผู้สมัครต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
- เป็นบุคคลซึ่งเกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือก
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก
- ทำงานอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก
- เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณีเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
- เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา
ผู้สมัครจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
หากผู้ใดฝ่าฝืน รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี นอกจากนี้ ผู้ใดรับรองหรือเป็นพยานซึ่งลงลายมือชื่อรับรองเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้ประกอบการสมัครเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี
ลักษณะต้องห้าม
ลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา 3 ประเด็น ดังนี้
- กรณีเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ออกจากการเป็นสมาชิกกี่วัน
- กรณีบุคคลดำรงตำแหน่งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่
- กรณีบุคคลดำรงตำแหน่งคณะกรรมการชุมชน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชน พ.ศ. 2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่สอง พ.ศ.2566 ข้อ 16 และ ข้อ 18 วรรคสอง ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ถ้าไม่ ต้องลาออกในวันรับสมัครหรือไม่ และกี่วัน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 14 (21) กำหนดว่า ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา บุคคลซึ่งสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ย่อมถือว่าบุคคลนั้นไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครตามมาตรา 14 (21) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 กำหนดคำนิยามคำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ซึ่งหมายความว่า (1) นายกรัฐมนตรี (2) รัฐมนตรี (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (4) สมาชิกวุฒิสภา (5) ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก (1) และ (2) ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง (6) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา กรณีตามข้อหารือเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเทียบเคียงจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 5/2543 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543สรุปลักษณะของ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ไว้ โดยเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมายรวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำโดยอยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐและมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย
ดังนั้น บุคคลใดจะมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ต้องพิจารณาตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ ควรหารือไปยังหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อวินิจฉัยว่าตำแหน่งคณะกรรมการชุมชนอยู่ในความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ตามแนวคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้นหรือไม่
ด้วยปรากฏว่ามีบุคคล กลุ่มบุคคล ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการแนะนำตัวของผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการรวมกลุ่มจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคลที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก่อนที่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 เมษายน 2567 และระเบียบดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดังนั้น เพื่อให้การแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด จึงขอให้ผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาศึกษาและทำความเข้าใจระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และพึงระมัดระวังในการดำเนินการแนะนำตัวให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกำหนดด้วย
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เก็บรวบรวมข้อมูลของบุคคล กลุ่มบุคคล ที่ดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการแนะนำตัวของผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการรวมกลุ่มจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคลที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้ด้วยแล้ว และหากพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิด จักดำเนินการตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดต่อไป
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)