ในเดือน ก.พ. 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับมาพลิกฟื้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ทันทีที่ผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลายวันติดต่อกันจนทะลุ 1,500 จุด มาพร้อมกับกระแสเงินนักจากลงทุนต่างชาติหลายหมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามบรรยากาศเชิงบวกนี้กลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเกิดเหตุการณ์สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ในวันที่ 27 ก.พ. หลังการเจรจายุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ไม่ประสบผลสำเร็จ ขณะที่อิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ในหลายประเทศใกล้เคียงที่มีฐานทัพสหรัฐฯ พร้อมประกาศปิดช่องแคบฮอนมุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
สงครามทุบหุ้นไทย
ผลจากความตึงเครียดดังกล่าวส่งแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยทันที โดยในวันที่ 2 มี.ค. 2569 วันเปิดทำการวันแรกหลังเกิดสงคราม ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างหนัก 61.75 จุด หรือราว 4% จากแรงเทขายของนักลงทุน ก่อนที่ในวันที่ 3 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะหยุดทำการเนื่องในวันมาฆบูชา
ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เมื่อเปิดการซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค. ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงหนักถึง 117.52 จุด หรือ 8.01% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1,348.99 จุด จน ตลท. ต้องประกาศใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ระดับ 1 หยุดพักซื้อขายหุ้นเป็นเวลา 30 นาที พร้อมระงับการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยระบบอัตโนมัติ (Program Trading) ชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดการซื้อขายในช่วงบ่ายตามปกติอีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนีฟื้นตัวและปิดตลาดที่ระดับ 1,384.61 จุด
แม้ดัชนีจะฟื้นตัวบางส่วน แต่แรงขายในตลาดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. จนถึง 9 มี.ค. พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากที่สุดราว 15,242 ล้านบาท รองลงมาคือบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 14,546 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 8,245 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่บริเวณ 1,375.77 จุด (ณ วันที่ 9 มี.ค.)

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 (ที่มา : tradingview)
ตลท.มั่นใจเอาอยู่ รับมือตลาดฯ ผันผวน
ในงานแถลงข่าวภาวะตลาดประจำเดือน ตลท. ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้แก่
- ด้านแรก ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง และอาจส่งผลต่อบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มพลังงาน
- ด้านที่สอง การเร่งตัวของเงินเฟ้อในประเทศจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่ และผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง
แม้สถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงมั่นใจกลไกและมาตรการดูแลความผันผวนที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพของตลาดหุ้นไทยได้ โดยกลไกลประกอบด้วย
1. มาตรการ เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ใช้ในกรณีการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง แบ่งเป็น 3 ระดับ
- ระดับ 1 เมื่อดัชนี SET Index ลดลงถึง 8% จะหยุดซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที
- ระดับ 2 เมื่อดัชนี SET Index ลดลงต่อถึง 15% จะหยุดซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที
- ระดับ 3 เมื่อดัชนี SET Index ลดลงต่อไปอีกถึง 20% จะหยุดซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวทั้งหมดเป็นเวลา 1 นาที
ทั้งนี้ Circuit Breaker จะไม่ถูกใช้กับหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงที่ไม่ใช่หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เและหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นดัชนีที่ไม่ได้คำนวณจากหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกตัวอย่างอนุพันธ์ที่อิงสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ น้ำมัน ค่าเงิน ดัชนีหุ้นต่างประเทศ เป็นต้น
2. มาตรการราคาเสนอซื้อ / เสนอขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) เป็นการกำหนดเพดานราคาเสนอซื้อและเสนอขายหุ้นรายตัวในแต่ละวัน โดยสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นสูงสุด (Ceiling) หรือลดลงต่ำสุด (Floor) ได้ไม่เกิน 30% ของราคาปิดในวันทำการก่อนหน้า
3. Dynamic Price Band มาตรการควบคุมความผันผวนราคาหลักทรัพย์ในระหว่างการซื้อขาย โดย ตลท. จะกำหนดกรอบราคาซื้อขายชั่วคราวรอบราคาซื้อขายล่าสุด หากมีคำสั่งซื้อหรือขายที่อยู่นอกช่วงราคาที่กำหนด ระบบจะไม่รับคำสั่งดังกล่าว เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการส่งคำสั่งซื้อขายและลดการแกว่งตัวของราคาที่รุนแรงในระยะสั้น เช่น หากราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 10 บาท และกำหนดกรอบราคาไว้ที่ บวก-ลบ 10% นักลงทุนจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ระหว่างราคา 9–11 บาทเท่านั้น หากส่งคำสั่งซื้อที่ 12 บาท หรือขายที่ 8 บาท ระบบจะปฏิเสธคำสั่งดังกล่าว
คาดเทขายหุ้นไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19
ตลท. ยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นประเมินว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่น่ารุนแรงเท่ากับช่วงโควิด-19 หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อนานมาก
ในขณะนั้นดัชนีปรับตัวลดลงหลายวันติดต่อกันจนไปแตะที่ระดับต่ำสุดราว 969 จุด เว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติหรือเหตุสุดวิสัย เช่น กรณีแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่เคยทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องประกาศปิดการซื้อขายชั่วคราว เพราะอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการซื้อขายของนักลงทุน เป็นต้น
ทั้งนี้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นจริง คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็พร้อมเรียกประชุมเพื่อพิจารณาและตัดสินใจมาตรการที่เหมาะสมร่วมกันทันที
“แต่ ณ วันนี้ หากดูจากตลาดทั่วโลก จากสถานกาณ์ทั่วโลกแล้ว ไม่น่าจะถึงจุดนั้น” อัสสเดช คงสิริกรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากการประเมินมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน รวมถึงประสบการณ์ในอดีตช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตในตลาดโลก หลายครั้งพบว่าเมื่อเกิดความผันผวนในต่างประเทศ มักมีกระแสเงินทุนบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยที่ค่อนข้างมั่นคง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงจับตาตลาดไทยอยู่เสมอ และพร้อมกลับเข้ามาลงทุนหากมีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดเด่นในด้านอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง รวมถึงมาตรการดูแลตลาดและโครงสร้างการซื้อขายที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีความผันผวน ทำให้ความเสี่ยงด้านขาลงของตลาดทุนไทยยังมีจำกัด
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งจากโครงสร้างตลาดที่มีความหลากหลายของอุตสาหกรรม โดยไม่ได้พึ่งพาเพียงภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากไป ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงหากเกิดแรงกระทบกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง อีกทั้งตลาดหุ้นไทยไม่ได้อยู่ในภาวะฟองสบู่ของเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์เหมือนบางประเทศ
นอกจากนี้ โครงสร้างนักลงทุนยังมีความหลากหลาย ทั้งนักลงทุนรายย่อย สถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วยสร้างสมดุลในตลาด ทำให้เมื่อเกิดความผันผวนรุนแรง ยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนบางกลุ่มเข้ามารองรับราคาได้ และไทยยังเป็นเศรษฐกิจที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าตลาดทุนไทยยังคงมีเสถียรภาพในระยะยาว
ศก. ไทยกระทบหนักหากสงครามบานปลาย
บล.เอเซียพลัส ออกบทวิเคราะห์ว่า หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางบานปลายจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน ผลกระทบแรกที่จะกระทบไปทั่วโลก คือ วิกฤตราคาพลังงาน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง ทำให้ ซัพพลาย (SUPPLY) น้ำมันดิบโลกหายไป และดันราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีตัวเลขการส่งออกสุทธิพลังงาน -7.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งต่ำสุดเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคและระดับโลก
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบทางตรงในด้านของต้นทุนทันที นำไปสู่ปัญหาการขาดดุลการค้า และอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
นอกจากนี้วิกฤตดังกล่าวยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อประเทศไทย
- ต้นทุนภาคการผลิตและโลจิสติกส์ : ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการขนส่งจะเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
หากผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว ภาระจะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น - กำลังซื้อของประชาชนหดตัว : เมื่อสินค้าและอาหารแพงขึ้น แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม จะทำให้กำลังซื้อ
ภายในประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ - ความท้าทายของนโยบายการเงิน : ธปท.จะตัดสินใจลำบากมากขึ้น หากเศรษฐกิจชะลอตัว (ต้องการ
ดอกเบี้ยต่ำ) แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน (ต้องการดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) จะเกิดภาวะ
STAGFLATION
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับไทย ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงถึง 7.8% ของ GDP ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการแกว่งตัวของราคาน้ำมันโลก
รัฐบาล และภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีแผนบริหารความเสี่ยง ทั้งการหาแหล่งพลังงานสำรอง การจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และในระยะยาวต้องเร่งปรับโครงสร้างไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง และทำให้เหลือเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




