เวที Policy Forum “ปฏิรูประบบสุขภาพ” เมื่อ 16 ม.ค. 69 ที่อาคารรัฐสภา จัดโดยไทยพีบีเอสร่วมกับสำนักข่าว Hfocus และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กลายเป็นเวทีสำคัญที่เปิดเผยวิสัยทัศน์ของ 4 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ต่อการแก้ปัญหาระบบสุขภาพไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครอบคลุม 3 มิติหลัก คือ งบประมาณที่ไม่เพียงพอ บุคลากรขาดแคลน และการจัดการข้อมูลที่ยังแยกส่วน
อ่านเพิ่มเติม: วิกฤตระบบสุขภาพ: ต้องกระจายอำนาจ มีมาตรฐานเดียว
หลังจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดำเนินการมากว่า 24 ปี ปัญหาโครงสร้างเริ่มปรากฏชัดเจน โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุน บุคลากรทางการแพทย์เผชิญภาวะหมดไฟ ขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความต้องการบริการสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวทางของแต่ละพรรค ความแตกต่างและจุดร่วม
พรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นำเสนอวิสัยทัศน์ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้วยเทคโนโลยี” โดยเน้นว่าระบบสุขภาพคือรากฐานของประเทศ ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แนวทางหลักของพรรคมุ่งเน้น 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) การยกระดับระบบข้อมูลสุขภาพด้วย AI เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบและคาดการณ์งบประมาณอย่างแม่นยำ (2) การเปลี่ยนไปสู่ Value Based Care หรือการจ่ายตามผลลัพธ์ทางสุขภาพมากกว่าจำนวนบริการ และ (3) การเสนอแนวคิด Digital Hospital เป็นจุดเริ่มต้นของ Digital Government
สิ่งที่น่าสนใจคือจุดยืนของพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษา เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของผู้มีรายได้น้อย พรรคยังเสนอให้มีการ “เขย่าระบบใหญ่” คล้ายกับการปฏิรูปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่กระทรวงสาธารณสุขควรแยกบทบาท policy maker และ provider ออกจากกัน พร้อมกระจายอำนาจให้โรงพยาบาลและท้องถิ่นบริหารจัดการตนเองมากขึ้น
พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยสาธิต ปิตุเตชะ นำเสนอ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเพิ่มทางเลือก” โดยยอมรับว่าระบบปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดและจำเป็นต้องปรับตัว แนวทางสำคัญคือการเสนอ “กองทุนที่ 4” ให้ประชาชนที่มีกำลังจ่ายสามารถจ่ายเพิ่มเพื่อรับบริการที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ โดยเน้นว่าต้องเป็นความสมัครใจและมีการจำกัดวงเงิน
พรรคยังผลักดันแนวคิด “สร้างมากกว่าซ่อม” เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคผ่านการปรับพฤติกรรม การออกกำลังกาย และการป้องกันอุบัติเหตุ โดยเห็นว่าควรยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่พรรคเน้นย้ำคือการแก้ “ช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับหน้างาน” ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน ก่อนที่จะคุยถึงการเพิ่มงบประมาณ
พรรคภูมิใจไทย นำโดย นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เสนอ “การเติมเต็มช่องว่างของระบบและการกระจายอำนาจ” โดยชี้ว่าระบบสุขภาพไทยขาด “missing piece” คือกลไกเชื่อมชุมชนกับระบบบริการ นโยบายหลักคือการจัดตั้ง “พยาบาลอาสา” หรือบุคลากรสาธารณสุขอาสาประจำหมู่บ้าน ทำงานร่วมกับ อสม. และ รพ.สต. ดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง
ข้อเสนอสำคัญอีกประการคือการจัดตั้ง “กองทุนปฐมภูมิระดับจังหวัด” เชื่อมโยง อบจ. อปท. และหน่วยบริการในพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสุขภาพสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พรรคยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบ out-of-pocket และเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการเงินสุขภาพทั้งระบบ พร้อมตรวจสอบเส้นทางงบประมาณที่ “ออกนอกระบบโรงพยาบาล” เป็นพันล้านบาท
พรรคประชาชน นำโดยเดชรัต สุขกำเนิด นำเสนอแนวทางที่เป็นระบบชัดเจนผ่านสูตร “4 เพิ่ม 2 เคลียร์ 1 ไม่” ประกอบด้วย (1) เพิ่มงบชดเชยค่ารักษา งบปฐมภูมิ งบ Long-term Care และงบบัฟเฟอร์บริหารกองทุน (2) เคลียร์ชุดสิทธิประโยชน์ของ 3 กองทุนและระบบข้อมูล และ (3) ยังไม่เดินหน้าการร่วมจ่ายรูปแบบใหม่หากระบบยังไม่พร้อม
พรรคเสนอให้มีชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานร่วมกันทุกกองทุนและจัดตั้ง National Clearing House บริหารข้อมูลและการเบิกจ่ายอย่างโปร่งใส ควบคู่กับการผลักดัน Health in All Policies เชื่อมโยงนโยบายสิ่งแวดล้อม คมนาคม และพลังงานเข้ากับสุขภาพ เช่น แก้ปัญหา PM2.5 ผ่านระบบขนส่งสาธารณะและยานยนต์ไฟฟ้า
ประเด็นร้อน “การร่วมจ่ายและโรงพยาบาลขาดทุน”
ประเด็นการร่วมจ่ายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถกเถียงกันมากที่สุด พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือ out-of-pocket เนื่องจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ “กองทุนที่ 4” ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบริการเร็วขึ้นและพร้อมจ่ายเพิ่ม ส่วนพรรคประชาชนระบุว่ายังไม่พร้อมเดินหน้าการร่วมจ่ายรูปแบบใหม่หากระบบข้อมูลและการเงินยังไม่ชัดเจน
สำหรับปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน พรรคเพื่อไทยมองว่าเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่หากมีข้อมูลชัดเจน งบกลางพร้อมสนับสนุน แต่ปัญหาคือข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลแต่ละแห่งไม่ตรงกัน พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าต้องแก้ช่องว่างระหว่างผู้บริหารและหน้างานก่อนคุยงบ ส่วนพรรคภูมิใจไทยชี้ตรงว่าปัญหาอยู่ที่เงินงบประมาณหลายพันล้านบาท “ออกนอกระบบโรงพยาบาล” และเรียกร้องให้รื้อระบบการเงินทั้งหมด
ปัญหากำลังคน “แยก สธ. จาก กพ. หรือไม่?”
ประเด็นการแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงาน กพ. เป็นอีกหัวข้อที่น่าสนใจ พรรคเพื่อไทยมองว่าไม่ควรจำกัดกรอบแค่การแยกจาก กพ. แต่ต้อง “มีจินตนาการที่ไกลกว่าเดิม” โดยเสนอรูปแบบองค์การมหาชนและการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง พรรคประชาชนเสนอให้โรงพยาบาลมีอิสระบริหารจัดการกำลังคนมากขึ้น พร้อมพัฒนาทีมสุขภาพเสริมด้าน Long-term Care
พรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าสาธารณสุขต่างจากกระทรวงอื่น การขอเพิ่มอัตรากำลังทำได้ยาก ต้องคิดเชิงระบบและปรับโครงสร้างนโยบายทั้งหมด ส่วนพรรคภูมิใจไทยเสนอให้แยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายบัตรทอง และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการดูแลบุคลากรสาธารณสุขมากขึ้น
ว่าที่รัฐมนตรีสาธารณสุข ทีมสำคัญกว่าตัวบุคคล
เมื่อถูกถามถึงว่าที่รัฐมนตรีสาธารณสุข ทั้ง 4 พรรคต่างให้คำตอบที่สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า การปฏิรูปไม่อาจพึ่งพารัฐมนตรีคนเดียว พรรคภูมิใจไทยย้ำว่าต้องมองในภาพของทีม ไม่ใช่ตัวบุคคล พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ายังไม่ตั้งตัวบุคคลอย่างเป็นทางการ แต่สาธิต ปิตุเตชะพร้อมรับหน้าที่หากมีโอกาส
พรรคประชาชนเปิดตัวชัดเจนว่า รศ.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ เป็นว่าที่ รมว.สธ. พร้อมทีมรองนายกฯ ที่ดูแลทั้งระบบปฏิรูปรัฐและคุณภาพชีวิต ส่วนพรรคเพื่อไทยมองว่านายกรัฐมนตรีที่เข้าใจระบบสุขภาพสำคัญกว่ารัฐมนตรีสาธารณสุข โดยชี้ว่า ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัครนายกฯ ของพรรคมีพื้นฐานด้านชีวการแพทย์และการบริหารองค์กรขนาดใหญ่
คำเตือนจากอดีตเลขาธิการ สปสช. “อย่าลืมต้นน้ำ”
นพ.ศักดิ์ชัย อดีตเลขาธิการ สปสช. เตือนว่า หากยังวนอยู่กับการแก้ปัญหาปลายน้ำในระบบรักษาพยาบาลทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบบริการมีผลต่อสุขภาพประชาชนเพียงราว 10%โดยไม่เร่งจัดการต้นน้ำและนโยบายสาธารณะ การปฏิรูปจะไม่สามารถ “ไปให้สุดทาง” ได้ คำเตือนนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของหลายพรรคที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
เขาเสนอว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่
- ปฐมภูมิ ซึ่งเป็นคำตอบหลักของระบบบริการ
- นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ NCDs อุบัติเหตุ และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อภาระระบบถึง 40–50%
- ความเข้มแข็งของพื้นที่และท้องถิ่น ที่ต้องได้รับอำนาจและความเป็นอิสระมากขึ้น
บทสรุป จุดร่วมและความท้าทาย
จากการวิเคราะห์นโยบายทั้ง 4 พรรค สามารถสรุปจุดร่วมที่สำคัญได้ดังนี้
- ประการแรก ทุกพรรคเห็นพ้องต้องกันว่าระบบข้อมูลสุขภาพต้องได้รับการยกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ของพรรคเพื่อไทย หรือ National Clearing House ของพรรคประชาชน ทั้งหมดชี้ไปที่ความจำเป็นในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบเพื่อการวางแผนและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
- ประการที่สอง การเปลี่ยนจากการจ่ายตามจำนวนบริการไปสู่การจ่ายตามผลลัพธ์ (Value Based Care) เป็นทิศทางที่หลายพรรคสนับสนุน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าระบบเดิมอาจไม่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันแล้ว
- ประการที่สาม การกระจายอำนาจและการเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวทางที่หลายพรรคให้ความสำคัญ สะท้อนความเชื่อว่าการจัดการสุขภาพควรใกล้ชิดกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีความแตกต่างที่สำคัญในรายละเอียดนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นการร่วมจ่ายและกองทุนที่ 4 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นเป็นทางเลือกที่เพิ่มความยืดหยุ่น ขณะที่พรรคอื่นกังวลว่าอาจสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการนำนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง การปฏิรูประบบสุขภาพต้องการมากกว่านโยบายที่ดี ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ความต่อเนื่องของนโยบาย และที่สำคัญคือความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน
การที่ทั้ง 4 พรรคต่างเน้นว่าการปฏิรูปไม่สามารถพึ่งพารัฐมนตรีคนเดียว แต่ต้องอาศัยทีมงานและโครงสร้างรัฐบาลโดยรวม แสดงให้เห็นถึงความตระหนักว่าปัญหาระบบสุขภาพเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ไขปลายเหตุหรือเฉพาะหน้า
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูประบบสุขภาพจะวัดจากความสามารถในการรักษาหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือการเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:


