กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นกองทุนส่งเสริมการออมที่ให้หลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนข้าราชการเมื่อออกจากราชการ หรือเกษียณอายุ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดรวม 1,269,689 ราย มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1.49 ล้านล้านบาท
ในปี 68 สร้างผลตอบแทนให้กับสมาชิก 5.18% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.91% ในปี 67
ทั้งนี้ กบข. มีแผนการลงทุนทางเลือกที่หลากหลายให้กับสมาชิก โดยผลตอบแทนรายแผนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า เช่น แผนทองคำ ให้ผลตอบแทนสูงสุด 52.78% แผนหุ้นต่างประเทศ 17.47% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 9.38% แผนเชิงรุก65 8.89% แผนสมดุลตาม 8.74% และแผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 4.31%
ปัจจุบัน กบข. มีค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนอยู่ที่ประมาณสัดส่วน 0.2% ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยเป็นงบประมาณที่ต้องเสนอเพื่อขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุน (บอร์ด) เป็นรายปี แต่ตามระเบียบไม่ได้กำหนดกรอบเพดานไว้
ปรับแผนลงทุนใหม่ แบ่งสินทรัพย์เชิงรุก-รับ
ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในประเทศและต่างประเทศ ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยอมรับ ในปีที่ผ่านมาการลงทุนเผชิญความท้าทายมากขึ้นกว่าปีก่อน เนื่องจากตลาดหุ้นไทยปรับลดลง อีกทั้งเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นกระทบการส่งออกและรายได้ท่องเที่ยว โดยทองคำเป็นสินทรัพย์เดียวที่ปรับตัวขึ้นมามากสุด สะท้อนภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

กบข. จึงปรับนโยบายจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation: SAA) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงได้ปรับนิยามและมุมมองต่อประเภทสินทรัพย์การลงทุน เนื่องจากสินทรัพย์ที่ถูกมองว่ามีมั่นคงสูงก็ยังมีความเสี่ยง ขณะเดียวกันสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจไม่ได้มีความเสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ที่มั่นคงสูงเสมอไป
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีตราสารหนี้ที่ได้รับจัดอันดับเครดิตในระดับสูง ก็ยังเผชิญปัญหาถูกเรียกชำระหนี้ ความเชื่อเดิมกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ จึงถูกนำมาทบทวนและปรังปรุงนิยามใหม่
จากเดิม กบข. แบ่งเป็นสินทรัพย์มั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาแนวการจัดกลุ่มสินทรัพย์เชิงรุกและสินทรัพย์เชิงรับเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาว และสร้างผลตอบแทนที่ดี

สินทรัพย์เชิงรุก (Growth Asset) เน้นลงทุนสินทรัพย์เพื่อการเติบโต หรือสินทรัพย์ที่มีศักยภาพส้รางผลตอบแทนสูงในระยะยาว แบ่งเป็น
- กลุ่มรองรับการเติบโต (Growth) ได้แก่ Private Equlity, หุ้นไทย, หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว, หุ้นตลาดเกิดใหม่, หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน
- กลุ่มรองรับเงินเฟ้อ (Inflation) ได้แก้ อสังหาริมทรัพย์, สินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่
สินทรัพย์เชิงรับ (Defensive Asset) เน้นลงทุนสินทรัพย์ที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด โดยไม่ต้องให้ผลตอบแทนสูง แต่สามารถรักษามูลค่าไว้ได้แม้เศรษฐกิจถดถอย เพื่อกระจายความผันผวนควบคู่กับสินทรัพย์เติบโตสูง ช่วยเสริมความมั่นคงของพอร์ตลงทุน สินทรัพย์นี้แบ่งเป็น
- กลุ่มรองรับความผันผวน (Defensive) ได้แก่ ทองคำ และกองทุน Absolute Return
- กลุ่มอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Duration) ได้แก่ พันธบัตรเอกชนไทย (หุ้นกู้), เครดิตทั่วโลก, ตราสารหนี้โครงสร้างพื้นฐาน, พันธบัตรภาครัฐทั่วโลกทั้งระยะสั้นและระยะยาว, พันธบัตรที่ผูกกับเงินเฟ้อทั่วโลก และพันธบัตรภาครัฐไทย

SAA ใหม่นี้ได้ปรับใช้ในแผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป โดยมีสินทรัพย์กลุ่มรองรับการเติบโตสัดส่วน 39% (เดิม 24.7%) กลุ่มอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสัดส่วน 43% (เดิม 63.1%) กลุ่มรองรับเงินเฟ้อสัดส่วน 11% (เดิม 10.2%) และกลุ่มรองรับความผันผวนสัดส่วน 7% (เดิม 2%)

รวมถึงปรับใช้ในแผนเชิงรุก 75 ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์ กลุ่มรองรับการเติบโตสัดส่วน 75%% (เดิม 79%) กลุ่มอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสัดส่วน 12% (เดิม 14%) กลุ่มรองรับเงินเฟ้อสัดส่วน 10% (เดิม 14%) และกลุ่มรองรับความผันผวนสัดส่วน 3% (เดิมไม่มี)
ประเดิมลงทุนบ้านผู้สูงอายุ
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 กบข. เตรียมลงทุนสินทรัพย์ใหม่เป็นโครงการนำร่องที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Housing Sandbox) ซึ่งคาดว่าปีนี้จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการศึกษาไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบมิกซ์ยูส (Mixed Use) แบบอาคารไม่สูง (Low Rise) และคอนโดสูง (Condo) นอกจากนี้จะมีการศึกษาโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย (Siver Economy) รวมถึงกระตุ้นให้สมาชิกออมเงินเพิ่ม

ขณะที่การลงทุนและสินทรัพย์ กบข. ตั้งเป้าจะต้องได้ผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี +2.00 – 3.00% ตามเป้าหมายของสมาชิก เพราะหากไม่ชนะเงินเฟ้อ มูลค่าเงินที่สมาชิกได้รับก็จะไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายหลักเกษียณ “การลงทุนไม่ได้ดูเพียงดัชนีตลาดอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เลือกและมีเหตุผลในการลงทุน จึงจะชนะตลาดได้”
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสงครามระหว่างประเทศ มีเพิ่มมากขึ้นในระดับที่ยากจะคาดการณ์ได้ และมีแนวโน้มว่าในปี 69 ความผันผวนเหล่านี้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งพายุ น้ำท่วม และภัยแล้ง ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นในระยะถัดไป
จากบริบทดังกล่าว ปีนี้จึงเป็นปีที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยในด้านการบริหารจัดการ การติดตามความเสี่ยง และการทบทวนนิยามของสินทรัพย์ สิ่งเหล่านี้ กบข. ได้เตรียมความพร้อมไว้ในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้กองทุนสามารถดำเนินไปสู่เป้าหมายไว้ได้
จ้างผู้เชี่ยวชาญบริหารลงทุนต่างประเทศ
ปัจจุบัน กบข. มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ 18 ประเภท เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก โดยมีสัดส่วนหลักดังนี้
- ลงทุนในต่างประเทศ ประมาณ 60% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
- การลงทุนในประเทศ ประมาณ 40% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
รณชัย วินทวามร รองเลขาธิการ กบข. กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ระบุว่า การลงทุนในประเทศไทย กบข. จะเป็นผู้บริหารจัดการเองทั้งหมด 100% แต่การลงทุนในต่างประเทศจะจ้างผู้จัดการกองทุนต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแลแยกตามประเภทสินทรัพย์ เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจแต่ตลาดทั่วโลก
ขณะที่การบริหารความเสี่ยงของ กบข. มีทีมดูแลในด้านนี้โดยเฉพาะ โดยจะเฝ้าติดตามข้อมูลสินทรัพย์ที่ลงทุนทั่วโลกทุกเดือนผ่านแดชบอร์ด หากพบความผิดปกติหรือสินทรัพย์ไหนมูลค่าปรับลดลงหนัก จนเข้าใกล้กรอบที่กำหนดไว้ จะต้องมีการรายงานข้อมูลพร้อมกับสาเหตุให้เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. รับทราบ เพื่อนำไปประกอบการพิจาณาปรับปรุงแผนการลงทุนต่อไป
บทความที่เกี่ยวข้อง:




