ภาพรวมของประเทศไทย นับว่าปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าในบางพื้นที่ ในปี 2568 ไทยอยู่ในอันดับที่ 48 ของโลกที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในปีที่แล้วอยู่ที่ 17.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และ ‘ดีขึ้น’ จากอันดับที่ 45 ในปี 2567 ที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 อยู่ที่ 19.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ค่าแนะนำเฉลี่ยรายปีของ WHO ได้กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับระดับฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกินค่าแนะนำของ WHO ในหลายช่วงเวลาและในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าการแก้ปัญหาที่ยังเน้นเพียงมาตรการระยะสั้นหรือปลายเหตุไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ฝุ่น PM2.5 ในไทยดีขึ้น แต่ยังเกินมาตรฐานความปลอดภัย
ในปี 2568 กรุงเทพมหานครอยู่อันดับที่ 45 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูง โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 17.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 42 ในปี 2567 ที่มีค่า 18.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ระดับฝุ่นพิษโดยรวมยังคงสูงกว่าค่าแนะนำของ WHO ถึงประมาณ 3.8 เท่า และเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ปี 2568 สถิติชี้ว่า พื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในประเทศไทย คือ เขตอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 อยู่ที่ 32.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือ ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง (27.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ตำบลเวียงพางคำ ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (27.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (27.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ) และจังหวัดยโสธร (27.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยข้อมูลนี้เป็นการสะท้อนว่าปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมและพื้นที่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศ
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ใน 5 เมืองใหญ่ จะพบว่า ‘จังหวัดขอนแก่น’ มีค่าความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 สูงสุดอยู่ที่ 19.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม แม้ขอนแก่นจะมีค่าเฉลี่ยทั้งปีสูงที่สุด แต่ในช่วงเดือนมีนาคมจังหวัดเชียงใหม่และอำเภอแม่ริมกลับมีค่าฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งสูงที่สุดถึง 53.5 และ 53.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ เป็นตัวเลขที่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยอย่างมาก
ทั้งนี้ แนวโน้มโดยรวมของทุกจังหวัดในปี 2568 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ยกตัวอย่าง จังหวัดเชียงใหม่มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 ลดจาก 26.4 เหลือ 18.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2568
แหล่งกำเนิดมลพิษในไทย
สำหรับประเทศไทย แหล่งกำเนิดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซฟอสซิลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญและไม่ได้รับการดูแลควบคุมอย่างที่ควร โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมซึ่งมีการปล่อยมลพิษ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOₓ) ก๊าซเหล่านี้เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด Secondary Organic Aerosols (SOAs) ซึ่งคาดว่าเป็นองค์ประกอบหลักของฝุ่นพิษ PM 2.5
แม้ก๊าซจากฟอสซิลจะถูกนำเสนอว่าเป็น “พลังงานสะอาดกว่า” แต่ในความเป็นจริงยังคงมีส่วนสำคัญในการซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศ
ช่องว่างกฎหมาย รัฐต้องเร่งผลักดันกฎหมายมลพิษ
ทั้งนี้ กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ว่า รัฐบาลไทยต้องดัน พ.ร.บ. PRTR และหยุดพึ่งพาก๊าซฟอสซิลที่เป็นต้นตอของฝุ่นพิษ แต่กลับถูกมองข้ามและละเลย
ประเทศไทยมีมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมอยู่บ้างแล้ว แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างในการบังคับใช้และการจัดการแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่โดยเฉพาะภาคพลังงาน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 และส่งผลให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน
อ่านเพิ่มเติม: กรุงเทพฯ ฝุ่นพุ่ง ป่วยมาก ! แต่มาตรการพื้นที่ยังมุ่งจัดการแหล่งกำเนิดแบบ ‘ขอความร่วมมือ’
ก่อนเกิดการยุบสภา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติ หรือ กฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Pollutant Release and Transfer Register เรียกสั้นๆ ได้ว่า พ.ร.บ. PRTR) ข้อมูลจาก กรีนพีซ ประเทศไทย อธิบายว่า กฎหมายตัวนี้จะมีอำนาจบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมในไทยเปิดเผยข้อมูลมลพิษที่ถูกปล่อยสู่ดิน น้ำ และอากาศ หรือเป็นการทำ Open data นั้นเอง และที่มาที่ไปของกฎหมายตัวนี้มาจากหลักการ สิทธิของชุมชนในการรับรู้ข่าวสาร หรือ Community Right-to-know เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหามลพิษ
ในตอนนั้น มีหลายฝ่ายร่วมขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ ประเทศไทย และการยื่นเอกสารชุดนี้มีรายชื่อประชาชนกว่า 12,165 รายชื่อรวมอยู่ด้วย เพื่อเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งต่อมารัฐสภา ‘มีมติเป็นเอกฉันท์’ รับหลักการในวาระแรกด้วยคะแนนเสียง 434 เสียง แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไปจากกระบวนการเนื่องจากการยุบสภา ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า
“แม้ตัวเลขคุณภาพอากาศของไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นในบางช่วง แต่กลไกในการบังคับใช้ต่อผู้ก่อมลพิษยังไม่เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่อย่างภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ที่มักจะถูกมองข้ามและไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังจากภาครัฐทั้ง ๆ ที่ฝุ่นพิษ PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคทางระบบทางเดินหายใจหลายชนิด
การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 อาจคาดการณ์ได้ว่าจะมีประชาชนถึง 29,000 คนที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสัมผัสฝุ่นพิษ PM 2.5 ในระยะยาว ตัวเลขนี้สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน การใช้ยาเสพติด และการฆาตกรรมในประเทศไทยรวมกัน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเร่งยกระดับกฎหมาย โดยเฉพาะ PRTR และ พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อเป็นมาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และเป็นธรรมต่อประชาชนอย่างจริงจัง”
นอกจากนี้ แม้มาตรการในภาคคมนาคมและการควบคุมการเผาในที่โล่งจะมีความคืบหน้า แต่สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า แต่แหล่งกำเนิดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้ายังคงถูกมองข้ามในเชิงนโยบาย การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ มีความจำเป็นต้องขยายขอบเขตการจัดการให้ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ควบคู่กันไป
กรีนพีซ ประเทศไทยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เร่งผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR รวมถึง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อีกครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ และยกระดับมาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงานอย่างจริงจัง
จำนวนเมืองที่มีอากาศดี ‘ลดลง’
รายงานคุณภาพอากาศโลก ปี 2568 ของ IQAir ชี้ วิกฤตฝุ่น PM2.5 ยังรุนแรงทั่วโลก ในปีที่ผ่านมามีเพียง 14% ของเมืองทั่วโลกที่มีสามารถทำตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สำเร็จ คือ รักษาระดับฝุ่น PM 2.5 ไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปลาตินอเมริกาและบริเวณแคริบเบียน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแนวโน้มที่ดิ่งลงเพราะสถิติของปี 2024 นั้นดีกว่า มี 17% ของเมืองทั่วโลกที่สามารถทำตามแนวทางของ WHO ได้
ซึ่งข้อมูลจากปีที่แล้วพบว่า ประเทศที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุด 5 อันดับแรก คือ
- ปากีสถาน (67.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
- บังกลาเทศ (66.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
- ทาจิกิสถาน (57.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
- ชาด (53.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (50.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




