เงินสมทบที่หักจากเงินเดือนทุกเดือน อาจไม่ใช่หลักประกันที่มั่นคงอย่างที่หลายคนเคยเชื่อ ภายใต้ระบบ พระราชบัญญัติประกันสังคม ปี 2533 ที่ใช้มานานกว่า 35 ปีของการบังคับใช้ แต่จากการบริหารที่ผ่านมา เกิดคำถามว่ายังเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่?
ผู้ประกันตนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า สิทธิที่ได้รับ “น้อยเกินไป” เมื่อเทียบกับสิ่งที่จ่าย ขณะที่กองทุนขนาดใหญ่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมสูงวัยและภาระจ่ายระยะยาว กับโครงสร้างประชากรสูงวัย ภาระกองทุนชราภาพที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ข้อจำกัดของสิทธิประโยชน์ที่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ จนคำว่า “ปฏิรูป” อาจไม่เพียงพอ การ “รื้อระบบใหม่ทั้งโครงสร้าง” จึงกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะทางเลือกเชิงนโยบาย
อ่านเพิ่มเติม:
- ทางรอด”กองทุนประกันสังคม” ต้องปฏิรูปใหญ่-เป็นอิสระ
- ศาลสั่งคืนสิทธิ ม.39 สู่บำนาญ “สูตร Care”ที่ยังไม่บังคับใช้
- เจาะลึกจุดตายประกันสังคม ติดหล่มระบบราชการ ตามไม่ทันโลก
รื้อกม.ประกันสังคม “นโยบาย”รัฐบาลอนุทิน
การรื้อกฎหมายประกันสังคม จึงเป็นหนึ่งในนโยบาย”รัฐบาลอนุทิน” ที่จะแถลงในวันที่ 9-10 เมษายน 69 จากทั้งหมด 23 นโยบาย “ประกันสังคม”ถูกบรรจุไว้ใน ข้อที่14.2 โดยมีเนื้อหา ดังนี้
“ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้าง ในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และยกระดับความโปร่งใส ในการบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสังคม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบ การประกันตนให้สามารถจูงใจให้นายจ้างและแรงงานนอกระบบเข้าในระบบประกันสังคม”
“จุลพันธ์”ประกาศเดินหน้า “รื้อโครงสร้าง”
การปรับปรุงประกันสังคมไม่เพียงการกำหนดนโยบายไว้ในนโยบาย หากวันแรกของการเข้ากระทรวงแรงงานของ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อมอบนโยบายต่อข้าราชการก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า
“ต้องการให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรหลักที่ดูแลเม็ดเงินของแรงงานได้อย่างมีอิสระ ไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การกำกับหรือแทรกแซงของฝ่ายการเมืองใดๆ แม้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มาจากฝ่ายการเมืองก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะการทำงานต้องมีอิสระและโปร่งใส”
กลไกของการมีอิสระและโปร่งใส ของสำนักงานประกันสังคมจึงมุ่งไปสู่ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมให้เป็นองค์กรที่สามารถพึ่งพาได้ ไม่กลายเป็นขั้วการเมืองใดการเมืองหนึ่ง โดยการบริหารต้องให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างบอร์ดอย่างไร เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
“จุลพันธ์” ยังย้ำว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ต้องมีการใช้สูตรการเลือกตั้งปัจจุบัน คือ 1 คน เลือกได้เลือก 7 เสียง ซึ่งจะลงนามให้ใช้สูตรดังกล่าว หลังมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที
เพื่อไทย แจงยิบ “ปรับใหญ่”ประกันสังคม
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 4 เมษายน 69 พรรคเพื่อไทยโพสต์ข้อความผ่าน FB พรรคเพื่อไทย จึงเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อปฏิรูปกองทุนทั้งระบบ โดยเริ่มจากการขยายฐานผู้เข้าสู่ระบบ ดึงแรงงานนอกระบบซึ่งมีอยู่จำนวนมากให้เข้ามาอยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ผ่านการปรับนิยาม “ลูกจ้าง–นายจ้าง” ให้ครอบคลุมแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างแรงจูงใจในระยะยาว
ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กำหนดกรอบการลงทุนที่มีเป้าหมายชัดเจน ตั้งกลไกกำกับตรวจสอบที่เป็นอิสระ และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้กองทุนสามารถตรวจสอบได้จริง ดังรายละเอียดดังนี้
- กฎหมายเก่าไม่สอดคล้องรับสถานการณ์ปัจจุบัน
กองทุนของคนกว่า 20 ล้านคน กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของความเชื่อมั่น ภายใต้บริบทที่กฎหมายเดิมไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกแรงงาน สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้า การบริหารและการลงทุนถูกตั้งคำถาม และสิทธิประโยชน์ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตแรงงานยุคใหม่
กฎหมายเก่าไม่สอดคล้องรับสถานการณ์ปัจจุบัน /สภาพสังคมสูงวัย เงินออมเงินเข้าน้อย /โครงสร้างบอร์ดบริหารการลงทุนถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า สิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ถูกเปรียบเทียบด้อยกว่ากองทุนอื่น
- ดึงแรงงานนอกระบบเข้ากองทุน
ไทยมีแรงงานประมาณ 40 ล้านคน แต่อยู่ในระบบเพียง 20 กว่าล้านคน คนในกองทุนใช้เงินเพิ่มขึ้น คนเข้าระบบน้อยลง เพื่อไทย เพิ่มคนเข้าระบบโดยการ ขยายนิยาม “ลูกจ้าง -นายจ้าง”ให้ครอบคลุมผู้ให้บริการแพลตฟอร์ดิจิทัล พร้อมสร้างมาตรฐานด้านวสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ให้ดีขึ้น
- ปรับโครงสร้างบอร์ดบริหาร วาง KPI ด้านการลงทุน
จำกัดค่าใช่จ่ายสำนักงาน ให้ใช้เงินกองทุนไม่เกิน 5% ของเงินสมทบรายปี ตั้งคณะกรรมการลงทุน ตรวจสอบอิสระ โปร่งใส กำหนด KPI การลงทุน วัดผลได้จริงและ เปิดเผยข้อมูล งบ ผลตอบแทน พร้อมบทลงโทษชัดเจน ,ผู้ประกันตนเลือกบอร์ดได้ 7 คน ประธานบอร์ดมาจากการเลือกตั้งของคณะกรรมการไม่่ราชการ ,ยกระดับประกันสังคมสู่กองทุนที่โปร่งใส ทันสมัย และไว้ใจได้
- ปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เพิ่มสิทธิประโยชน์ ควบคู่โครงสร้างบริหารอิสระ วางเป้าหมายลงทุนชัด ฟื้นความเชื่อมั่นผู้ประกันตนดึงแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบ สร้างกองทุนของผู้ประกันตนจริง เป็นหลักประกันระยะยาวของประเทศ
ภาคประชาชน “กดดัน” การเมืองต้องปรับใหญ่ประกันสังคม
หากย้อนกลับไปในช่วง ปี 2560-2567 เสียงเรียกร้อง และ คำถาม ต่อการปฏิรูปประกันสังคมของภาคประชาชน ประกอบด้วย กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า และเครือข่ายแรงงาน ประกอบด้วย
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย , มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ, เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน , เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ,กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม ได้เรียกร้องให้ “ปรับ-ปฏิรูปประกันสังคม” ในหลายมิติ โดยประเด็นหลัก ๆ สามารถสรุปได้ดังนี้
- เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ “คุ้มค่ากับเงินสมทบ” ปรับค่าชดเชยต่าง ๆ ให้สอดคล้องค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพิ่มเงินทดแทนกรณีว่างงาน และขยายระยะเวลารับสิทธ ,ปรับสูตร “บำนาญชราภาพ” ให้เพียงพอเลี้ยงชีพจริง จาก เสียงสะท้อนหลักคือ “จ่ายเยอะ แต่ได้ไม่พอ” โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอ การปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพประกันสังคมแบบใหม่ หรือ สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) มุ่งเน้นความเป็นธรรมโดยคิดบำนาญจาก “ฐานค่าจ้างเฉลี่ยตลอดการทำงาน”เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสะท้อนเงินสมทบที่จ่ายไปทั้งหมด
- ปฏิรูประบบรักษาพยาบาล เพิ่มคุณภาพบริการ ไม่ให้ต่างจากสิทธิบัตรทองเปิดเสรีเลือกโรงพยาบาลได้มากขึ้น ลดปัญหาความแออัดและการถูกจำกัดสิทธิหลายคนมองว่า สิทธิรักษาพยาบาลยัง “ด้อยกว่า” ระบบอื่น
- ความโปร่งใสในการบริหารกองทุน
เปิดเผยข้อมูลการลงทุนของกองทุนอย่างละเอียดตรวจสอบการใช้เงินกองทุนได้จริงลดข้อกังวลเรื่องการบริหารที่อาจไม่คุ้มค่าเพราะกองทุนมีมูลค่าหลายล้านล้านบาท แต่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจำกัด
- ปรับโครงสร้างการบริหาร
เรียกร้องให้ผู้ประกันตนมี “อำนาจตัดสินใจ” มากขึ้นปรับที่มาของบอร์ดให้มาจากการเลือกตั้งที่แท้จริงลดอิทธิพลภาครัฐ/การเมืองในการกำหนดนโยบาย
- ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม
เพิ่มแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบปรับเงื่อนไขให้ฟรีแลนซ์/แรงงานแพลตฟอร์มเข้าถึงสิทธิได้ง่าย เพื่อให้ระบบทันกับโครงสร้างแรงงานยุคใหม่
- แก้ปัญหากองทุนชราภาพระยะยาว
เรียกร้องให้มีแผนรองรับสังคมสูงวัยอย่างชัดเจนปรับอัตราสมทบ/สูตรคำนวณ เพื่อไม่ให้กองทุนขาดดุลในอนาคต
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้สิทธิ
ขอให้โอนย้ายสิทธิได้ง่ายขึ้น (เช่น เปลี่ยนสถานพยาบาล)ปรับขั้นตอนให้เข้าถึงสิทธิได้สะดวก ไม่ซับซ้อน
กล่าวโดยสรุปภาพรวมข้อเรียกร้องทั้งหมดสะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบภายใต้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 คือ “โครงสร้างเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์โลกใหม่”เสียงของผู้ประกันตน ทำให้นโยบายเลือกตั้ง 2566–2569 จะพบว่า หลายพรรคการเมืองทั้ง พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย เริ่มพูดถึง “ปฏิรูป–รื้อโครงสร้างประกันสังคม” มากขึ้น แต่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ “ปรับปรุง” ไปจนถึง “รื้อเชิงโครงสร้าง”
คำประกาศ นโยบายของรัฐบาลอนุทิน และการประกาศจุดยืนของ “จุลพันธ์” ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน จึงชัดเจนว่า การปฏิรูประบบประกันสังคม และ ปรับปรุง พ.ร.บ.ประกันสังคม 2533 ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่การปรับโครงสร้างประกันสังคมจะตอบโจทย์ปัญหาผู้ประกันตนมากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




