“พยาบาลอาสา” นโยบายเสียงของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 ก่อนจะถูกปรับมาเป็น “อาสาพยาบาล” หรือ “อสพ.” เมื่อได้เป็นรัฐบาล และกำลังจะผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง
ความต่างของคำอาจดูเล็กน้อย แต่นัยยะไม่เหมือนกัน เพราะ “อาสาพยาบาล” ในนิยามของกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพที่รัฐจ้างเพิ่ม แต่คือบุคลากรรูปแบบใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วทำงานในชุมชนของตัวเอง ด้วยค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนตามที่ได้หาเสียงไว้ว่า ”พูดแล้วทำ“
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่าที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 มีมติให้เริ่มดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2569 นี้แล้ว
นโยบายนี้นอกจากจะเพิ่มกำลังคนในระบบสุขภาพ แต่ยังเกี่ยวโยงกับชีวิตของคนหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่อยากเป็นอาสาพยาบาล ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน และชุมชนที่ยังขาดแคลนการดูแลสุขภาพเบื้องต้น แล้ว “ใครเป็นอาสาพยาบาลได้บ้าง” และ “เราจะได้อะไรจากนโยบายนี้?”
อาสาพยาบาล คืออะไร?
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า “อาสาพยาบาล” ในนโยบายนี้ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ และไม่ใช่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่มีอยู่เดิม แต่เป็นบุคลากรรูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างระหว่างระบบโรงพยาบาลกับการดูแลในชุมชน
นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อธิบายว่า อาสาพยาบาลจะ “ทำหน้าที่คล้ายพยาบาล แต่เป็นการทำงานในชุมชน” โดยจะเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติก่อนออกปฏิบัติงานจริง
ภารกิจหลักของอาสาพยาบาล ครอบคลุมกลุ่มผู้ป่วยที่ระบบโรงพยาบาลเข้าถึงได้ยากในชีวิตประจำวัน ได้แก่
- ผู้สูงอายุ ที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง
- ผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินทางมารับบริการเองได้
- ผู้ป่วยประคับประคอง (Palliative Care) ที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
- ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
- งานอนามัยแม่และเด็ก
- ผู้ป่วยจิตเวช ในชุมชน
ใครเป็นอาสาพยาบาลได้บ้าง?
จากข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยในขณะนี้ มีกลุ่มที่เข้าเกณฑ์อยู่อย่างน้อย 3 กลุ่มหลัก
- กลุ่มที่ 1: ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (สาขาที่เกี่ยวข้อง)
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุชัดเจนว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ที่ “จบการศึกษาระดับปริญญา” และต้องผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตามหลักสูตรที่กำหนด แม้ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดสาขาวิชาที่เปิดรับอย่างเป็นทางการ แต่ลักษณะงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยและทำงานคล้ายพยาบาล ทำให้คาดการณ์ได้ว่า กลุ่มที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การพยาบาล สาธารณสุข หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง จะมีความได้เปรียบในการสมัคร
- กลุ่มที่ 2: ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ผ่านการอบรมแล้ว
กลุ่มนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า หากสามารถ “ยกระดับ CG เดิมเข้าสู่ระบบอาสาพยาบาลได้ก็พร้อมสนับสนุน” ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ผ่านการอบรมจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมกิจการผู้สูงอายุและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากกลุ่มนี้สามารถนำชั่วโมงฝึกอบรมที่มีอยู่มาเทียบโอนหรือต่อยอดได้ จะเป็นการเปิดเส้นทางอาชีพใหม่ที่มีรายได้มั่นคงและชัดเจนขึ้น
- กลุ่มที่ 3: พยาบาลวิชาชีพที่เกษียณอายุราชการแล้ว
อีกกลุ่มที่รัฐมนตรีระบุถึงโดยตรง คือ “พยาบาลเกษียณ ถ้ามีความประสงค์เข้ามาในโครงการนี้ก็ยินดี” กลุ่มนี้มีทักษะและประสบการณ์ด้านการดูแลผู้ป่วยสูง และน่าจะสามารถผ่านการฝึกอบรมได้รวดเร็วกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน การทำงานในชุมชนบ้านเกิดตัวเองยังตอบโจทย์ด้านคุณภาพชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
เงื่อนไขสำคัญ ต้องทำงานในพื้นที่ของตัวเอง
หนึ่งในเงื่อนไขหลักที่แตกต่างจากการจ้างงานทั่วไป คือ อาสาพยาบาลจะต้องทำงานในชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ต้องดูแลต้องเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพอธิบายว่า “เขาได้ทำงานที่บ้าน เพราะกลุ่มเป้าหมายต้องเป็นคนในพื้นที่ ก็เหมือนดูแลญาติพี่น้องของตัวเอง”
เงื่อนไขนี้มีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องพิจารณา ข้อดีคือผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องย้ายถิ่น ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกล และสามารถดูแลผู้คนที่รู้จักในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนนอก ส่วนข้อที่ต้องระวังคือ ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์อาศัยอยู่ อาจต้องใช้เวลาในการสรรหาและพัฒนาบุคลากรนานกว่าพื้นที่อื่น
ได้รับอะไร? ค่าตอบแทนและสวัสดิการ
ในช่วงหาเสียง มีการพูดถึงตัวเลขค่าตอบแทนที่ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าค่าตอบแทนจริงจะ “ไม่ต่ำกว่านั้น” โดยในระยะแรกจะเป็นการจ่ายรายเดือนก่อน
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุเสริมว่า ในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานควบคู่ไปด้วย โดยพิจารณาจาก จำนวนผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ดูแล งานด้านอนามัยแม่และเด็ก และคุณภาพการดูแลโดยรวม
“ขั้นต่ำจะมีค่าตอบแทน แต่ถ้าผลงานมากและผลงานดี ก็อาจมีการจ่ายเพิ่ม” อธิบดี สบส. กล่าว
งบประมาณมาจากส่วนกลาง ไม่ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลในพื้นที่
ประเด็นนี้สำคัญสำหรับผู้ที่กังวลว่าโรงพยาบาลชุมชนหรือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นภาระของหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นงบจากส่วนกลาง” โดยจะใช้งบประมาณส่วนกลางของโครงการในปีงบประมาณ 2570 และจะเสนอขอต่อเนื่องทุกปีในฐานะนโยบายของรัฐบาล
ไทม์ไลน์ 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล
สำหรับผู้ที่สนใจสมัครหรือได้รับประโยชน์จากโครงการ ควรติดตามไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้
- พฤษภาคม 2569 แต่ละเขตสุขภาพกำลังสำรวจความพร้อมและจำนวนบุคลากรที่สนใจเข้าร่วม ก่อนส่งข้อมูลกลับมายังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรับรอง
- มิถุนายน 2569 คาดว่าจะเริ่มการฝึกอบรมอาสาพยาบาลรุ่นแรกในบางพื้นที่นำร่อง
- กรกฎาคม 2569 คาดว่าอาสาพยาบาลจะเริ่มลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในชุมชน
- ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ขยายโครงการให้ครบเป้าหมาย 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล ทั่วประเทศภายใน 3 ปี มีเป้าหมายสูงสุดคือมีอาสาพยาบาลในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
อาสาพยาบาล vs อสม. ต่างกันอย่างไร?
คำถามที่ผู้คนสงสัยมากที่สุดอีกข้อหนึ่งคือ แล้วต่างจาก อสม. อย่างไร?
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอธิบายว่าทั้งสองกลุ่มมีลักษณะ “เสริมกัน” ไม่ได้ทับซ้อนหรือมาแทนที่กัน โดยความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ความเฉพาะทาง
อาสาพยาบาลจะมีบทบาทที่เฉพาะเจาะจงและเข้มข้นกว่า ทั้งในแง่ของทักษะที่ต้องใช้และกลุ่มผู้ป่วยที่รับผิดชอบ ขณะที่ อสม. ยังคงทำหน้าที่เดิมในฐานะแกนนำสุขภาพชุมชนในภาพกว้าง นอกจากนี้ อาสาพยาบาลยังแตกต่างจาก อสม. ตรงที่มีค่าตอบแทนรายเดือนที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ ทำให้เป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคงกว่า
ประโยชน์ที่ผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว
ท้ายที่สุด นโยบายนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ที่จะมาเป็นอาสาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อครอบครัวที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแล
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพชี้ว่า ปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบันคือ ญาติต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน ซึ่งกระทบรายได้และคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว
“เราคาดหวังว่า ถ้ามีอาสาพยาบาลเข้าไปดูแล ก็จะช่วยลดภาระญาติ อาสาพยาบาล 1 คนสามารถดูแลได้มากกว่า 1 คน ทำให้ญาติสามารถกลับไปทำงานได้ ครอบครัวก็จะมีรายได้เพียงพอ” นายแพทย์ภูวเดชกล่าว
1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล ต้องใช้คนและงบเท่าไหร่?
ประเทศไทยมีตำบลทั้งหมดราว 7,255 ตำบล ตามข้อมูลกรมการปกครองปี 2567 หากใช้สูตร 1 ตำบล ต่อ 1 อาสาพยาบาลตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ โครงการนี้ต้องการกำลังคนทั้งหมดประมาณ 7,255 คนในระยะแรก
เมื่อคำนวณจากค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน งบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ราว 108 ล้านบาท และเมื่อคูณ 12 เดือน คาดว่าตัวเลขรวมต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 1,305 ล้านบาท หรือราว 1.3 พันล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงต้นทุนขั้นต่ำเท่านั้น เพราะยังไม่รวมค่าฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติก่อนลงพื้นที่ ค่าอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐานประจำตัวอาสาพยาบาล ค่าบริหารจัดการระดับเขตสุขภาพ รวมถึงค่าตอบแทนตามผลงานที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โครงการลักษณะเดียวกันมักบวกค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มอีก 20–30% ทำให้งบประมาณจริงน่าจะอยู่ในช่วง 1,600–1,700 ล้านบาทต่อปี
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น งบ 1,305 ล้านบาทคิดเป็นเพียงราว 0.06% ของงบประมาณแผ่นดินปี 2569 ที่ 3.75 ล้านล้านบาท หรือเทียบได้กับงบประมาณโรงพยาบาลชุมชนขนาดกลางราว 10–15 แห่งต่อปี ในแง่นี้เป้าหมายระยะแรกยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลพอจะจัดสรรได้
หากต้องการขยายสู่ “ทุกหมู่บ้าน” ตามที่อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพบอกว่าไว้ภายใน 3 ปี ประเทศไทยมีหมู่บ้านอยู่ราว 75,000 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าตัวเลขงบประมาณจะพุ่งขึ้นเป็นราว 13,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมากกว่าเป้าหมายระยะแรกถึง 10 เท่า
เปิดรับผ่าน “หมอพร้อม-เว็บไซต์กรม” ผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน
นพ.ภูวเดช กล่าวอีกว่ากระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การกำกับของ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนด “7 นโยบาย เสาหลักสาธารณสุขไทย” เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพประเทศ โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือ “สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ” ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมในระดับชุมชน
กรมสบส. จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมยกระดับบริการสาธารณสุขเชิงรุก ผ่านการผลิต อสพ. จำนวน 10,000 คน เพื่อทำงานร่วมกับ อสม. และหน่วยบริการปฐมภูมิ ลงพื้นที่ดูแลประชาชนในระดับท้องถิ่น
สำหรับบทบาทของ อสพ. จะทำหน้าที่คัดกรองโรคเบื้องต้น รณรงค์ด้านสาธารณสุข ติดตามอาการผู้ป่วย และประสานงานส่งต่อกับ อสม. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยเน้นดูแล 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่
- ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
- ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
- แม่และเด็ก
- ผู้ป่วยจิตเวชและผู้ใช้ยาเสพติด
นอกจากนี้ อสพ. 1 คน จะรับผิดชอบดูแลกลุ่มเป้าหมายประมาณ 24 ราย ออกเยี่ยมบ้านตามแผนการดูแล (Care Plan) สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รวมไม่น้อยกว่า 80-100 ครั้งต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 4-5 ราย พร้อมให้การดูแลพื้นฐาน เช่น ตรวจวัดสัญญาณชีพ ประเมินอาการเบื้องต้น ทำแผล ป้องกันแผลกดทับ ติดตามการใช้ยาในผู้ป่วย NCDs และจิตเวช รวมถึงติดตามพัฒนาการเด็กและหญิงตั้งครรภ์
ด้าน นพ.กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรม สบส. เตรียมเปิดรับสมัคร อสพ. ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่
- แอปพลิเคชัน “หมอพร้อม”
- เว็บไซต์กรม สบส.
- เว็บไซต์สถาบันพระบรมราชชนก
คาดว่าจะเปิดรับสมัครในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569
คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร ต้องมีอายุระหว่าง 22-70 ปี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสอบสัมภาษณ์และประเมินด้านจิตวิทยา ก่อนทำสัญญาปฏิบัติงานระยะเวลา 2 ปี และเข้ารับการอบรมจากศูนย์ฝึกระดับเขต
หลักสูตรอบรมแบ่งตามคุณวุฒิออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- ผู้จบปริญญาตรีด้านสุขภาพ อบรม 2 เดือน หรือ 240 ชั่วโมง
- ผู้จบปริญญาตรีสาขาอื่น อบรม 4 เดือน หรือ 480 ชั่วโมง
- พยาบาลวิชาชีพเกษียณ อายุไม่เกิน 70 ปี อบรม 1 สัปดาห์ หรือ 30 ชั่วโมง
สัดส่วนการเรียนประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 30% ภาคปฏิบัติ 50% และภาคสนาม 20% โดยผู้เข้ารับการอบรมจะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 จึงจะถือว่าผ่านหลักสูตรอบรม อสพ.
“5 คำถาม” ที่รัฐบาลต้องตอบ ก่อนดันนโยบาย “อาสาพยาบาล”
ด้านนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 สงขลา และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยและโรงพยาบาลจะนะ ออกมาแสดงความเห็นต่อแนวคิดดังกล่าว โดยตั้งคำถามสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่ความซ้ำซ้อนกับระบบเดิม ขอบเขตวิชาชีพ ระบบบังคับบัญชา ไปจนถึงความคุ้มค่าของงบประมาณในระยะยาว
พร้อมเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงและผู้สูงอายุในชุมชนจริง ควรออกแบบเป็น “พยาบาลอาสา” ที่ใช้พยาบาลวิชาชีพลงไปดูแลผู้ป่วยถึงบ้านแบบประเทศเบลเยียม มากกว่าการสร้างบุคลากรใหม่ขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง
1.“วันนี้เรามีคนทำงานอยู่แล้ว” ทั้ง อสม.-CG-พยาบาล รพ.สต.
นพ.สุภัทร เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยมี “กำลังคน” ดูแลชุมชนอยู่แล้วหลายชั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
กลุ่มแรกคือ “อสม.เชี่ยวชาญ” ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจาก อสม.ทั่วไป เช่น เชี่ยวชาญเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง หรือเชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก สามารถติดตามหญิงตั้งครรภ์และเด็กในชุมชนได้
“เรามี อสม.เชี่ยวชาญอยู่แล้ว บางคนวัดความดันคล่อง ดูแลเบาหวานคล่อง หรือดูแลแม่และเด็กคล่อง” นพ.สุภัทรกล่าว
อีกกลุ่มคือ Care Giver (CG) หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ที่ผ่านการอบรมประมาณ 70 ชั่วโมง และได้รับงบสนับสนุนผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
แม้ยอมรับว่ากลุ่ม CG ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ปัจจุบันก็ทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน รายงานอาการผู้ป่วย และช่วยดูแลผู้ป่วยระยะยาวในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และหน่วยบริการปฐมภูมิทั่วประเทศนับหมื่นแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มี “พยาบาลประจำอยู่แล้ว”
“รพ.สต.ส่วนใหญ่มีพยาบาลอย่างน้อย 1-2 คน ถ้าใกล้เมืองก็อาจมี 3-4 คน ดังนั้นจริงๆ เรามีพยาบาลในระบบหลักหมื่นคนอยู่แล้ว” เขากล่าว
2.ตั้งคำถาม “อาสาพยาบาล” จะทำอะไรได้จริง?
นพ.สุภัทร มองว่า คำถามสำคัญที่สุดของนโยบายนี้คือ รัฐบาลยังไม่อธิบายชัดว่า “อาสาพยาบาล” มีขอบเขตหน้าที่อะไร และต้องการ competency ระดับไหน
เขาชี้ว่า เดิมช่วงหาเสียง พรรคภูมิใจไทยใช้คำว่า “พยาบาลอาสา” ซึ่งสื่อถึงการใช้ “พยาบาลวิชาชีพ” ลงชุมชน แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลกลับเปลี่ยนเป็น “อาสาพยาบาล” ซึ่งมีนัยต่างกัน
“คำว่าพยาบาลกับอาสาพยาบาล มันไม่เหมือนกันนะ แล้วตอนนี้ยังไม่มีคำตอบชัดว่า competency ที่ต้องการคืออะไร”
นพ.สุภัทร อธิบายว่า หากงานเป็นระดับวิชาชีพ เช่น ทำแผล ใส่สายสวน ฉีดยา หรือดูแลหัตถการทางการพยาบาล คนที่ไม่ได้จบพยาบาลย่อมติดข้อจำกัดตามกฎหมายวิชาชีพ
“กฎหมายวิชาชีพกำหนดไว้เลย คนที่ไม่ได้จบพยาบาลจะมาฉีดยาไม่ได้ ถ้าจะให้ทำงานลึกๆ แบบพยาบาลจริง มันติดข้อกฎหมาย”
เขามองว่า หากอาสาพยาบาลถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เพียง “care worker” หรือผู้ช่วยดูแลทั่วไป ระบบเดิมที่มี CG และ อสม. ก็มีอยู่แล้ว จึงต้องตอบให้ได้ว่า นโยบายใหม่นี้แตกต่างอย่างไร
3.หวั่น “ค่าตอบแทน 15,000” กระทบความรู้สึกพยาบาลระบบเดิม
อีกประเด็นที่ นพ.สุภัทร ระบุว่าเริ่มเกิดเสียงสะท้อนในวิชาชีพ คือเรื่อง “ความเป็นธรรม” ของค่าตอบแทน
เขายกตัวอย่างพยาบาลจบใหม่จำนวนมากที่ยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาล เงินเดือนประมาณ 18,000 บาท แต่ต้องทำงานหนักและรอการบรรจุหลายปี
“มีพยาบาลคนหนึ่งบอกว่า เขาจบพยาบาลมาได้เงินเดือน 18,000 ทำงานหนักมาก แต่ตอนนี้อาสาพยาบาลจะได้ 15,000 เขาก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม”
นพ.สุภัทร มองว่า หากรัฐจ่ายค่าตอบแทนระดับนี้ จะทำให้เกิดแรงดึงดูดให้คนเปลี่ยนงาน และเกิดคำถามเรื่องภาระงานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
“บางคนดูแล 3 เคสต่อเดือนก็ได้ 15,000 แต่อีกคนดู 20-50 เคสก็ได้เท่ากัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก”
4.ชี้ “Line of Command” สำคัญกว่าใครจ่ายเงิน
นพ.สุภัทร ยังตั้งคำถามถึงโครงสร้างการกำกับดูแลอาสาพยาบาลว่า จะอยู่ภายใต้หน่วยงานใด
แม้กระทรวงสาธารณสุขจะระบุว่างบประมาณมาจากส่วนกลาง แต่ นพ.สุภัทร มองว่า “คนจ่ายเงิน” ไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับ “ใครเป็นคนกำกับมาตรฐานวิชาชีพ”
“Line of command สำคัญมาก ใครจะเป็นคนประเมินงาน ใครซูเปอร์ไวซ์ ใครรับผิดชอบมาตรฐานทางคลินิก”
เขายกตัวอย่างว่า หากอาสาพยาบาลต้องทำแผล ก็จะมีคำถามต่อทันทีว่า ใครเป็นผู้จัดหาน้ำเกลือ น้ำยาล้างแผล หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบเบิกจ่ายจะอยู่ภายใต้ใคร
“ของพวกนี้เป็นของหลวง การเบิกต้องมีระบบ ไม่อย่างนั้นอาจผิดระเบียบได้”
5.กังวลงบประมาณ “หลักหมื่นล้าน” ผูกพันระยะยาว
นพ.สุภัทร ยังมองว่า นโยบายนี้มีความน่ากังวลด้านงบประมาณ 2 ระดับ คือระดับพื้นที่ และระดับประเทศในระดับพื้นที่ เขามองว่าการจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายอาจสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำของภาระงาน
ส่วนระดับประเทศ หากขยายครบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ งบประมาณอาจแตะระดับ “หลักหมื่นล้านบาทต่อปี” ซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวของรัฐ
“พอจ่ายแล้วมันเลิกยาก เหมือน อสม. ที่พอเพิ่มงบแล้วก็ลดกลับยาก”
เขาตั้งคำถามว่า นโยบายนี้เป็นการลงทุนที่ “คุ้มค่า” จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงหาหัวคะแนนเสียง ที่ต้องใช้งบจำนวนมากต่อเนื่องในอนาคต
เสนอโมเดล “พยาบาลอาสา” แบบเบลเยียม
อย่างไรก็ตาม นพ.สุภัทร ระบุว่า จุดเริ่มต้นของนโยบายนี้ถือว่า “มาถูกทาง” เพราะปัญหาจริงของระบบไทยคือ พยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในสถานพยาบาล ไม่ได้ลงไปดูแลคนในชุมชน หมู่บ้านอย่างเพียงพอ
เขาเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการเดินหน้า ควรใช้โมเดล “พยาบาลอาสา” แบบที่เขาเคยเห็นในประเทศเบลเยียม
โมเดลดังกล่าวใช้ “พยาบาลวิชาชีพ” ที่ลงทะเบียนกับระบบ เข้าไปดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน เช่น ทำแผล เปลี่ยนสายสวน เจาะเลือด หรือเปลี่ยนสายให้อาหาร โดยจ่ายค่าตอบแทนตาม “จำนวนครั้ง” และ “ประเภทบริการ”
“คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล พยาบาลไปหาที่บ้าน แล้วจ่ายเงินตามงานจริง”
เขาอธิบายว่า ระบบนี้เปิดให้ทั้งพยาบาลโรงพยาบาล พยาบาลเกษียณ หรือพยาบาลเอกชนเข้าร่วมได้ ขอเพียงมีใบประกอบวิชาชีพ และอยู่ภายใต้ระบบกำกับมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีระบบรายงานผล ประเมินคุณภาพ และตรวจสอบภาระงานอย่างชัดเจน “ทำแผลกี่ครั้ง เปลี่ยนสายสวนกี่ครั้ง ทุกอย่างคิดตาม workload แล้วมีคนประเมิน”
เสนอเริ่มเฉพาะ “พื้นที่จำเป็น” ไม่จำเป็นต้อง 1 ตำบล 1 คน
นพ.สุภัทร มองว่า หากจะเริ่มนโยบายนี้จริง ไม่จำเป็นต้องใช้สูตร “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล” เท่ากันทั้งประเทศ แต่ควรเริ่มจากพื้นที่จำเป็น ขาดแคลน เช่นพื้นที่เขตเมือง และมีความพร้อมและมีพยาบาลสมัครใจเข้าร่วมก่อน
“บางพื้นที่อาจมีพยาบาลอยากทำเพิ่ม ตอนเย็นไปเยี่ยมคนไข้ 2-3 เคส ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม แบบนี้เป็นไปได้” เขาเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้จริง โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ที่ซ้ำซ้อนกับโครงสร้างเดิม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




