ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน พ.ศ. ….ผ่านขั้นตอนร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เพิ่มเติม) ครั้งที่ 2 ระหว่าง 23 เม.ย. 69 – 8 พ.ค. 69 โดยฟังความเห็นจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนมากเห็นด้วย
หากร่างพระราชบัญญัติฯ มีผลบังคับ จะทำให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ทั่วประเทศ ซึ่งดูแลสาธารณสุขระดับ “มูลฐาน” โดยข้อล่าสุดจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีอยู่ประมาณ 1.07 ล้านคน กระจายอยู่ทุกภูมิภาค ประกอบด้วยอสม. ทั่วไป (ต่างจังหวัด) ประมาณ 1.05 ล้านคน ดูแลประชากรในระดับหมู่บ้านและชุมชน และ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส) ประมาณ 1.5 หมื่นคน ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกัน แต่ดูแลพื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร
ร่างพระราชบัญญัติฯเพิ่มเติม ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็น มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ
- เสนอขยายเกณฑ์อายุสูงสุดในการขึ้นทะเบียนเป็น อสม. จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็น “ไม่เกิน 65 ปี” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสูงอายุในปัจจุบัน ด้วยการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีประสบการณ์ ได้มีโอกาสร่วมดูแลสุขภาพชาวชุมชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขในระดับพื้นที่ได้อย่างดี
- เสนอปรับลดเกณฑ์ เวลาทำงานรับสวัสดิการจากเดิมที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า 20 ปี ปรับลดลงให้เหลือ “ไม่น้อยกว่า 10 ปี” เนื่องจากพบว่า อสม. ส่วนใหญ่เริ่มปฏิบัติงานในช่วงอายุ 40 – 50 ปี การกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 10 ปี จึงเป็นระยะเวลาที่สะสมได้จริง และสะท้อนถึงความทุ่มเทและการเสียสละเพื่อชุมชนในระดับที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ อสม. สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างเป็นรูปธรรม
- เสนอให้เพิ่มความคุ้มครอง อสม.รุ่นใหญ่ ที่ปฏิบัติงานสาธารณสุขชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งหวังให้กฎหมายเข้ามาดูแลในกรณี อสม.ร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัย จนเป็นเหตุให้พ้นสภาพ ให้มีโอกาสได้รับสวัสดิการเพื่อเป็นบำเหน็จตอบแทนความตั้งใจในการทำงาน ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะดูแลพี่น้อง อสม. อย่างเข้าใจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิ.ย. 69 โดยเมื่อร่างพระราชบัญญัติฯ ผ่านความเห็นชอบตามกระบวนการตรากฎหมาย ย่อมส่งผลให้เกิดความมั่นคง ยกระดับสวัสดิการ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องอสม. ทั่วประเทศ
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ
คุ้มครองสถานภาพและสิทธิประโยชน์
- การรับรองสถานภาพทางกฎหมาย: กำหนดให้ อสม. เป็น “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีฐานะและบทบาทชัดเจนในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ
- ค่าป่วยการที่มั่นคง: กฎหมายจะช่วยรองรับให้ “ค่าป่วยการ” เช่น อัตรา 2,000 บาท/เดือน หรือปรับเปลี่ยนตามภาวะเศรษฐกิจ มีความมั่นคงและต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงการอนุมัติงบประจำเป็นรายปีหรือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นครั้งคราว
- สิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการ: การเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล การประกันอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงสวัสดิการของครอบครัว อสม.
จัดตั้ง สภาอสม.
- การบริหารจัดการตนเอง: เสนอให้มีคณะกรรมการหรือ “สภาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” ทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และระดับชาติ
- การมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย: เพื่อให้ อสม. มีตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น พัฒนานโยบายสุขภาพภาคประชาชน และสะท้อนปัญหาจากพื้นที่หรือชุมชนไปยังกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง ไม่ใช่เพียงผู้รับคำสั่งจากส่วนกลาง
พัฒนาศักยภาพและการฝึกอบรม
- มาตรฐานการทำงาน: กำหนดให้มีหลักสูตรการฝึกอบรม ยกระดับทักษะ และการประเมินผล เพื่อให้ อสม. มีศักยภาพในการเป็น “หมอคนที่ 1” ของชุมชนได้อย่างมีมาตรฐาน
- การใช้เทคโนโลยี: สนับสนุนเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดเก็บข้อมูลและรายงานผลสุขภาพในระดับพื้นที่
กองทุนสวัสดิการ อสม.
- ความยั่งยืนทางการเงิน: จัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลสวัสดิการของ อสม. โดยเฉพาะ เช่น ทุนการศึกษาบุตร เงินช่วยเหลือยามเจ็บป่วย หรือเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฌกส. อสม.) ที่มีกฎหมายรองรับและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
ย้อนรอย 5 ทศวรรษ กว่าจะมีร่างกฎหมาย
ความเป็นมาของอสม.ในสังคมไทยมีมายาวนาน แต่ไม่ได้เป็น “แนวคิด”ที่มาจากรัฐบาลหรือหน่วยงานในสังคมไทย แต่มาจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งตามปฏิญญาอัลมา อตา (Alma-Ata Declaration, พ.ศ. 2521) ได้ผลักดันแนวคิด “สาธารณสุขมูลฐาน” (Primary Health Care) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง โดยในช่วงนั้น กระทรวงสาธารณสุขเริ่มทดลองจัดตั้ง “ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.)” และ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)” ขึ้น เพื่อลดช่องว่างด้านสาธารณสุข
ในช่วงแรก ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เพราะอสม. ทำหน้าที่เป็นเพียง “สะพานเชื่อม” นำข่าวสาร ค้นหาผู้ป่วย และแจกจ่ายยาสามัญประจำบ้านในพื้นที่ห่างไกลที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไม่ถึง โดยทำงานที่เรียกในภาษาปัจจุบันว่า “จิตอาสา” โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่อาจมีอำนาจหรือสวัสดิการบางอย่างตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วง
ในสมัยที่ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี กำหนดให้มี “วัน อสม. แห่งชาติ” เพื่อรับรองศักดิ์ศรีการทำงานในปี 2537
แต่มาในปี 2552 สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ เวชชาชีวะ เริ่มจัดสรรงบประมาณให้กับ อสม. เป็นครั้งแรก ในอัตรา 600 บาท/เดือน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มความคิดในการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับอสม.
บทบาทของอสม.โดดเด่นอย่างชัดเจน ในช่วงวิกฤตโควิด-19 (2563 – 2565) เพราะอสม.กลายเป็น “นักรบชุดเทา” ที่เป็นด่านหน้าในการคัดกรองและควบคุมโรคในระดับหมู่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ จนไทยได้รับเสียงชื่นชมในระดับสากล ซึ่งต่อมารัฐบาลได้เพิ่ม “ค่าป่วยการ” เป็น 1,000 บาท และต่อมาปรับเป็นเดือนละ 2,000 บาท ในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล
ต่อมา พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเป็นนโยบายหลักของพรรค และในช่วงปลายปี 2567 พรรคภูมิใจไทยได้ ยื่นร่างพระราชบัญญํติอสม. เข้าสู่รัฐสภาอย่างเป็นทางการ ต่อมาในช่วงกลางปี 2568 ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฯต่อสภาอีกครั้ง โดยปรับปรุงในหลายประเด็น
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชน ก็ได้เสนอร่างแนวคิดใหม่เรียกว่า “ร่าง พ.ร.บ. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ” เน้นการฝึกอบรมยกระดับทักษะอสม. ให้เชี่ยวชาญเชื่อมโยงกับ รพ.สต.
ทั้งนี้ ต้องรอการพิจารณาของสภาฯว่าจะมีการปรับแก้ไขก่อนประกาศเป็นกฎหมายอย่างไร แต่หากพิจารณาจากท่าทีทางการมืองแล้ว คาดว่าไม่ยากนักจะประกาศบังคับใช้
หาก อสม. มีกฎหมายออกมาเป็นการเฉพาะ ก็จะทำให้บทบาทของอสม.เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิ่ง จากเดิมมีเพียงสถานะแค่ “ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่” และทำให้มีสถานะและสวัสดิการที่ดี ซึ่งอาจทำให้ระบบสาธารณสุขของไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




