“สุขภาพจิตในโรงเรียน” กำลังกลายเป็นวิกฤตเงียบที่สังคมไทยไม่อาจมองข้าม เพราะปัญหานี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความทุกข์ของเด็กและเยาวชนในวันนี้ แต่ยังอาจกลายเป็นปัญหาระยะยาวของเมืองในอนาคต
ข้อมูล UNICEF หรือ “ยูนิเซฟ” ระบุว่า เด็กและเยาวชนไทยกว่า 17.6% อยู่ในภาวะเสี่ยงซึมเศร้าและมีความคิดฆ่าตัวตาย ขณะที่ความเครียดในวัยเรียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากแรงกดดันด้านการเรียน สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ไปจนถึงปัญหาความสัมพันธ์ทั้งในครอบครัวและสังคมรอบตัว
ภายใต้เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างกรุงเทพมหานคร ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ท้าทายผู้ว่ากทม.คนใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญที่คนกรุงเทพฯ กำลังจะร่วมกันตัดสินอนาคตเมือง ผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 หลังครบวาระการบริหาร 4 ปีของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “ผู้ว่าฯ คนใหม่จะเป็นใคร” แต่คือ “ผู้ว่าฯ แบบไหน” ที่จะเข้าใจปัญหาสุขภาพจิตของคนเมือง และมองเห็นว่าโรงเรียนไม่ใช่เพียงพื้นที่การศึกษา หากต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เด็กทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจ
รายการ Bangkok Pitch แผนพลิกบางกอก Bangkok Active Election 2026 Thai PBS ได้ร่วมออกแบบนโยบายผ่านการฟังเสียงของเด็กและเยาวชน ที่ลุกขึ้นมารวมตัวกันออกแบบนโยบายสาธารณะ เพื่อเสนอต่อ ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2 ทีมเยาวชนที่ร่วมนำเสนอนโยบายสาธารณะต่อ ผู้ว่า กทม.คนใหม่ ประกอบด้วย ทีม The Dream Project” หรือ “Z-Strong และทีมใส่ใจ ( psyjai ) กลุ่มเยาวชนและคนทำงานด้านจิตวิทยา ที่รวมตัวกันเพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน
ฟังเสียงเยาวชน “Z-Strong” กทม.ต้องมีที่พักใจ
เสียงจากเยาวชนกลุ่มแรกที่ร่วมนำเสนอ คือ “The Dream Project” หรือ “Z-Strong” ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชน ระดับมัธยมจากหลากหลายโรงเรียนที่รวมตัวกันผ่านค่ายพัฒนาเยาวชน ก่อนจะต่อยอดประสบการณ์การทำกิจกรรมด้านสังคมและสุขภาพจิต มาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่พวกเขาอยากผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพมหานคร
เบื้องหลังชื่อ “Z” มาจากคนรุ่น Gen Z คนรุ่นที่กำลังเติบโตท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน เยาวชนรุ่นนี้ที่กล้าพูดเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น และเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกผลักให้เป็นเรื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่งอีกต่อไป
สมาชิกของทีม ประกอบด้วย ณัฐณิชา เนติศุภลักษณ์ , ชนิดาภา ประดับคำ และ ธีรยา สุภาสาคร มาจากหลายโรงเรียน ทั้งโรงเรียนหอวังและสวนกุหลาบธนบุรี โดยพวกเขาไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ได้มาเจอกันผ่านโครงการพัฒนาเยาวชนที่เปิดรับเด็กจากกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนครปฐม กว่า 50 โครงการ
ในค่าย เด็กแต่ละคนถูกแบ่งไปทำกิจกรรมตามประเด็นที่สนใจ ก่อนจะกลับมาแลกเปลี่ยนบทเรียนร่วมกันว่า สิ่งที่ทำสำเร็จคืออะไร อะไรคือปัญหา และอะไรที่ควรต่อยอดในอนาคต
สิ่งสำคัญคือหลายคนมี “โครงการของตัวเอง” อยู่ก่อนแล้ว บางคนทำกิจกรรมจิตอาสา บางคนทำงานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน บางคนทำงานสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เพื่อนวัยเดียวกัน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้พวกเขาเห็นตรงกันว่า “เยาวชนเองก็สามารถเป็นพลังสำคัญในการแก้ปัญหาได้”
“ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน วันนี้กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน”
นี่คือจุดเริ่มต้นของการนำเสนอจาก “The Dream Project” กลุ่มเยาวชนที่ลุกขึ้นมาผลักดันข้อเสนอด้านสุขภาพจิต ผ่านแนวคิด “A Space to Heal, A City to Dream” หรือ “เมืองที่เยียวยาได้ เมืองที่ทุกคนฝันถึงได้”
เยาวชนกลุ่มนี้เห็นว่า สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่กำลังอยู่รอบตัวเด็กและเยาวชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความกดดัน และความโดดเดี่ยว
“หลายครั้งไม่ใช่ว่าเราไม่อยากขอความช่วยเหลือ แต่เราแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน”
วัยรุ่น : ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต
The Dream Project มองว่า “วัยรุ่น” คือช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตน เป็นวัยที่ต้องทดลอง เรียนรู้ และสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองผ่านประสบการณ์ชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง วัยรุ่นกลับเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพจิต
ข้อมูลที่ทีมรวบรวมระบุว่า ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 112 คน หรือเฉลี่ยเพียง 0.81 คน ต่อประชากรเด็กและเยาวชน 100,000 คน ซึ่งอาจไม่เพียงพอเพราะวัยรุ่นกลับเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต
The Dream Project เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เชื่อมโยงกันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ ทั้ง ความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาการค้นหาตัวตน (Identity Crisis) ความเครียดทางการเรียน การขาดทักษะชีวิตและความเข้าใจสังคมรวมถึงอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ปัญหาสำคัญที่ทีมเรียกว่า “วัยรุ่นขาดพื้นที่ปลอดภัยด้านสุขภาพจิต”
และเมื่อไม่มีพื้นที่พักใจ ปัญหาก็มักลุกลามไปสู่ภาวะซึมเศร้า โรคทางจิตเวช สมาธิสั้น พัฒนาการถดถอย หรือแม้กระทั่งการจบชีวิตตัวเอง
สุขภาพจิตไทย: ยังเน้น “แก้ปลายเหตุ”
หากย้อนมองนโยบายและระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้ง พ.ร.บ.สุขภาพจิต ที่แม้จะคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย แต่ยังเน้นการรับมือเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว มากกว่าการป้องกัน
ขณะที่การให้คำปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่มีเพียง 15 คู่สาย ทำให้หลายครั้งผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางต้องรอสายนาน หรือไม่สามารถเข้าถึงได้ทันเวลา
“ปัญหาไม่ใช่ว่าไม่มีนโยบาย แต่คือคนยังเข้าถึงระบบไม่ได้”
จาก “เมืองเร่งรีบ” สู่ “เมืองที่มีพื้นที่พักใจ”
The Dream Project จึงเสนอแนวทางใหม่ 3 มิติ เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่ดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนได้จริง
- เปลี่ยนพื้นที่สาธารณะ เป็น “พื้นที่เยียวยา”
ข้อเสนอแรก คือการเปิดพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์กิจกรรมด้านสุขภาพจิตสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งสวนสาธารณะ ศูนย์การเรียนรู้ หรือพื้นที่กลางเมืองต่างๆ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน
ทีมเสนอให้เริ่มต้นจากพื้นที่ขนาดใหญ่ที่คนเข้าถึงง่าย เช่น สวนเบญจกิติ, สวนลุมพินี,ไปรษณีย์กลางบางรัก, สวนรถไฟ พัฒนาเป็นพื้นที่พักใจ
เป้าหมายไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรม แต่คือการสร้าง “พื้นที่พักใจ” ที่เด็กและเยาวชนสามารถใช้เวลา เรียนรู้ พูดคุย และแสดงศักยภาพของตัวเองได้อย่างปลอดภัย
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีผู้คนมากมาย แต่กลับขาดพื้นที่ปลอดภัยที่อยู่รอบตัวเรา”
- ทำให้ระบบสุขภาพจิต “เข้าหาเด็ก”
ข้อเสนอที่สอง คือการเปลี่ยนระบบสุขภาพจิตจากระบบที่ “รอให้คนเดินเข้าไปหา” เป็นระบบที่เข้าถึงเด็กได้ตั้งแต่ต้นทาง
ทีมเสนอให้โรงเรียนและครูมีบทบาทในการคัดกรองและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต ผ่านแบบประเมินในทุกภาคเรียน พร้อมส่งต่อเด็กที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ระบบดูแลอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ชุมชนและเยาวชนมีส่วนร่วมเป็น “หูเป็นตา” ช่วยสังเกตและส่งต่อเคสที่น่าเป็นห่วง ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง
“เราอยากให้สุขภาพจิตอยู่รอบตัว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเดินเข้าไปหาเอง”
- สร้างเครือข่ายเยาวชนขับเคลื่อนสุขภาพจิต
ข้อเสนอที่สาม อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีบทบาทในการออกแบบเมืองและขับเคลื่อนกิจกรรมด้านสุขภาพจิตด้วยตัวเอง
ทีมมองว่า หากเยาวชนได้รับการสนับสนุน ทั้งพื้นที่ งบประมาณ และการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ก็จะสามารถกลายเป็น “แกนนำ” สำคัญในการดูแลสังคมได้ พวกเขายกตัวอย่างโครงการที่เคยทำ เช่น Home My Heart ปลุกใจปลุกฝัน ใจกลางจิตอาสา โครงการอยู่ดี
ทั้งหมดสะท้อนว่า เยาวชนเองก็สามารถสร้างพื้นที่เยียวยาให้กันและกันได้ “ถ้าเสียงของเยาวชนได้รับการรับฟัง และพลังของเยาวชนได้รับการสนับสนุน มันจะกลายเป็นพลังที่มีคุณค่าต่อสังคม”
“การป้องกัน สำคัญกว่าการรอแก้ปัญหา “ The Dream Project” เชื่อว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาสุขภาพจิต คือ “การป้องกัน” มากกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยรักษาเพราะสุขภาพจิตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโรงพยาบาล หรือจิตแพทย์ แต่เกี่ยวข้องกับเมือง ครอบครัว โรงเรียน พื้นที่สาธารณะ และความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม
พวกเขาจึงอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เด็กและเยาวชนสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัย มีพื้นที่พักใจอยู่ใกล้ตัว และรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
“เมืองที่ดี ไม่ใช่แค่เมืองที่เดินทางสะดวก แต่คือเมืองที่คนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และมีที่ให้พักใจ”
เด็กต้องการพื้นที่ปลอดภัย: เสียง “ทีมใส่ใจ”
“เด็กไม่ได้ต้องการแค่ครู แต่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย” เสียงจากทีม “ใส่ใจ”ที่ต้องการ ผลักดันนโยบายสุขภาพจิตในโรงเรียน เปลี่ยนครูให้เป็น “นักจิตวิทยาคนแรก” ของเด็กปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน
“ทีมใส่ใจ” เป็น กลุ่มเยาวชนและคนทำงานด้านจิตวิทยารวมตัวกันเพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ผ่านแนวคิดสำคัญว่า“ถ้านักจิตวิทยามีไม่พอ เราต้องทำให้ครูทุกคนเป็นนักจิตวิทยาได้”
จากประสบการณ์ตรง สู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย
สรวิชญ์ วิมลเเก้ว หรือ “ตาต้า” นักศึกษาสังคมวิทยา เอกจิตวิทยามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่า เขาสนใจงานด้านจิตวิทยามาตั้งแต่เรียนมัธยม เพราะเคยเป็นประธานนักเรียน และมีเพื่อนมาปรึกษาอยู่เป็นประจำ
กระทั่งไปทำงานร่วมกับกลุ่ม Fourflowers และเครือข่ายด้านสุขภาพจิต ทำให้เห็นปัญหาชัดขึ้นว่า
เด็กจำนวนมากไม่มีพื้นที่ในการพูดคุยหรือขอความช่วยเหลือ แม้จะมีครูแนะแนวอยู่ในโรงเรียน แต่หลายคนไม่ได้จบด้านจิตวิทยาโดยตรง ทำให้ไม่สามารถให้คำปรึกษาเชิงลึก หรือรองรับปัญหาทางอารมณ์ของเด็กได้อย่างเหมาะสม
“บางครั้งเด็กไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ครอบครัวเองก็อาจไม่เข้าใจเรื่องสุขภาพจิตจริง ๆ ว่าเด็กกำลังเผชิญอะไรอยู่”
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่รวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดครูแนะแนว หรือมีครูดูแลเด็กจำนวนมากเกินไป จนไม่สามารถเข้าถึงนักเรียนได้ทั่วถึง
เพื่อนกล้าปรึกษาเพื่อน มากกว่าปรึกษาครู
ชุติกาญจน์ จันธิมา หรือ “ของขวัญ” นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒารามฯ เล่าถึงประสบการณ์ตรงในโรงเรียนว่า เด็กจำนวนมากเลือกมาระบายกับเพื่อน มากกว่าจะเข้าหาครูแนะแนว เธอจึงร่วมกับครูแนะแนวจัดตั้งชุมนุม YC (Youth Counselor) เพื่อให้นักเรียนมีพื้นที่รับฟังกันเอง
“เวลาเพื่อนมีปัญหาเรื่องความเครียด เรื่องความรัก หรือปัญหาครอบครัว เขาจะมาปรึกษาเพื่อนก่อน เพราะหลายคนไม่กล้าไปหาครู”
ภายในโรงเรียนมีการจัด “เดือนแห่งการฟัง” เพื่อฝึกทักษะการรับฟังและการเข้าใจผู้อื่น รวมถึงเปิดระบบรับคำปรึกษาผ่าน Google Form ให้นักเรียนสามารถเข้าถึงครูแนะแนวได้ง่ายขึ้น
แต่เธอมองว่า สิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้นเพียงบางโรงเรียน และยังไม่มีการผลักดันอย่างจริงจังในระดับนโยบาย “หนูอยากให้มี YC ประจำห้อง เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงคนที่พร้อมรับฟังได้จริง”
เมื่อ “ครูแนะแนว” ไม่เพียงพอ
ตาต้า ซึ่งเคยเป็นประธานนักเรียน มองว่า ปัญหาสำคัญคือระบบการผลิตครูและบุคลากรด้านสุขภาพจิตของไทยยังไม่ทันต่อสถานการณ์
“นักจิตวิทยา 1 คน ต้องดูแลคนจำนวนมหาศาล ไม่มีทางที่ทุกโรงเรียนจะมีนักจิตวิทยาเพียงพอ”
เขาเล่าในฐานะ YC และประธานนักเรียน เคยเจอเพื่อนที่มีภาวะเสี่ยงฆ่าตัวตาย หลายคนถูกบูลลี่ หรือมีอาการซึมเศร้า แต่เด็กส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
“เราเลยคิดว่า ถ้าระบบผลิตนักจิตวิทยาไม่ทัน อย่างน้อยคนที่อยู่ใกล้เด็กที่สุดอย่างครู ต้องมีทักษะในการรับฟังและดูแลสภาพจิตใจเด็กได้”
สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องปลายทาง
อีกหนึ่งเสียงจากทีมคือ ปาณิสรา โพธิ์จาด “ป่าน” นักจิตวิทยาประจำศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งทำงานกับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดโดยตรงเธอสะท้อนว่า ปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติดในเด็กจำนวนมาก มีรากมาจากครอบครัว การขาดพื้นที่ปลอดภัย และการไม่สามารถปรับตัวกับปัญหาในชีวิตได้
“ก่อนจะไปถึงยาเสพติด มักมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นก่อนเสมอ”
จากประสบการณ์คัดกรองผู้ป่วย เธอพบว่า หลายคนเริ่มใช้สารเสพติดตั้งแต่ช่วงประถมหรือมัธยมต้น จึงเชื่อว่า หากโรงเรียนสามารถสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตได้ตั้งแต่ต้นทาง ก็อาจช่วยลดปัญหาปลายทางได้จำนวนมาก
“ถ้าเด็กมีคนรับฟัง มีพื้นที่ปลอดภัย และมีคนช่วยให้เขารับมือกับปัญหาได้ เขาอาจไม่ต้องเดินไปถึงจุดนั้น”
จาก “โครงการเล็ก” สู่การเปลี่ยนทั้งระบบ
ทีมใส่ใจยอมรับว่า ตอนแรกพวกเขาคิดเพียงแค่จัดกิจกรรมให้เด็ก แต่สุดท้ายกลับพบว่า การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ต้องเริ่มจาก “ระบบ”
“ถ้าเราทำกับเด็กโดยตรง เราต้องทำซ้ำทุกปี แต่ถ้าเราพัฒนาครู ครูหนึ่งคนจะอยู่กับเด็กได้อีกหลายสิบรุ่น” นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกผลักดัน “นโยบาย” มากกว่ากิจกรรมระยะสั้น
แม้ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองเริ่มพูดถึงสุขภาพจิตมากขึ้น แต่ทีมใส่ใจมองว่า นโยบายส่วนใหญ่ยังเน้นการเพิ่มจำนวนนักจิตวิทยา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ขณะที่ “การป้องกัน” ผ่านระบบการศึกษา ยังแทบไม่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง แต่“สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่รอได้ ยิ่งปล่อยไว้นาน ปัญหาก็ยิ่งสะสม”
สำหรับพวกเขา การสร้างสังคมที่เด็กสามารถพูดได้ ร้องไห้ได้ ขอความช่วยเหลือได้ และได้รับการรับฟังอย่างเข้าใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาสุขภาพจิตทั้งประเทศเพราะบางครั้ง สิ่งที่เด็กต้องการที่สุด อาจไม่ใช่คำสอน แต่คือ “ใครสักคนที่พร้อมรับฟัง”
ข้อเสนอ “สร้างครูให้เป็นนักจิตวิทยาในโรงเรียน”
ทีมใส่ใจจึงพัฒนาออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ด้าน เพื่อผลักดันให้สุขภาพจิตกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย
- ปรับหลักสูตรผลิตครู
ให้ครูทุกคนเรียน “จิตวิทยาเชิงบวก” และทักษะการดูแลสุขภาพจิตเด็ก ไม่ใช่เพียงจิตวิทยาการจัดการชั้นเรียน
- พัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่แห่ง Empathy
ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เด็กได้พูดคุย รับฟัง และเข้าใจตัวเองกับผู้อื่น มากกว่าการเรียนแบบเลกเชอร์ เช่น การเขียนบันทึกสะท้อนความรู้สึก,
การวิเคราะห์จุดแข็งของตัวเองและเพื่อน, การฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง, การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียน
- กำหนดมาตรฐาน “Empathy” ในวิชาชีพครู
ผลักดันให้การมีทักษะด้านความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานวิชาชีพครู
- ให้กระทรวงศึกษาธิการบังคับใช้อย่างเป็นระบบ
ทั้งการปรับหลักสูตร การออกแบบกิจกรรม และการพัฒนาครูในระดับประเทศ
ใช้เจตจำนงทางการเมือง: แก้สุขภาพจิตในโรงเรียน
ข้อเสนอทางนโยบายของ เยาวชนจะนำไปสู่ การแก้ปัญหาอย่างไร และ “ใครจะจริงจังกับการแก้ปัญหานี้มากพอ” เพราะที่ผ่านมามีข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนมาก แต่หลายอย่างกลับยังไม่ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบ
ผศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า “หัวใจสำคัญที่สุด” ของการแก้ปัญหาสุขภาพจิต คือสิ่งที่เรียกว่า “เจตจำนงทางการเมือง” หรือความจริงจังของผู้นำและผู้บริหารในการผลักดันประเด็นนี้ให้เกิดขึ้นจริง
เขาอธิบายว่า ในทางวิชาการ ปัจจุบันไม่ได้ขาดองค์ความรู้หรือแนวทางแก้ไข เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีงานวิจัย ข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า ปัจจัยใดส่งผลต่อสุขภาพจิต และมาตรการแบบไหนที่สามารถช่วยได้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยยังขาด คือ “ผู้นำที่เอาจริงเอาจัง” กับการเปลี่ยนประเด็นสุขภาพจิตให้กลายเป็นวาระสำคัญทางนโยบาย
การออกแบบนโยบายจึงไม่สามารถมองเด็กและเยาวชนเป็น “กลุ่มเดียวกันทั้งหมด” ได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีต้นทุนชีวิต ปัญหา และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน นโยบายที่ดีจึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “กลุ่มเป้าหมาย” ให้ชัดเจนก่อน
นอกจากนี้ เขายังย้ำว่า การทำงานเรื่องสุขภาพจิตจำเป็นต้องมองแบบ “ระบบนิเวศ” ไม่ใช่คิดเพียงแค่เพิ่มหลักสูตรหรือกิจกรรมบางอย่างเข้าไปในโรงเรียนแล้วจะจบ เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนี้ เขาพบว่าการเติมเพียง “ชิ้นส่วนเดียว” ไม่เพียงพอ
เขาเสนอว่า โรงเรียนต้องเริ่มจากการสร้าง “วัฒนธรรมและบรรยากาศ” ที่ส่งเสริมสุขภาพจิตก่อน เช่น การสื่อสารอย่างจริงจังว่า “ผลสอบไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณค่าของชีวิต” พร้อมสื่อสารไปยังทั้งผู้ปกครอง ครู และนักเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าความสุขและคุณค่าของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับคะแนนเพียงอย่างเดียว
เมื่อมีบรรยากาศที่ดีแล้ว ขั้นต่อไปคือการ “วางระบบ” ภายในโรงเรียนให้เชื่อมโยงกัน เช่น การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การลดภาระงานครู เพื่อให้ครูมีพื้นที่มากพอที่จะดูแลสภาพจิตใจเด็กได้จริง รวมถึงการออกแบบกลไกการดูแลด้านจิตใจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงห้องเรียน
เขามองว่า หากสามารถเชื่อมโยงทุกระดับเข้าหากันได้ ข้อเสนอด้านสุขภาพจิตที่กำลังถูกพูดถึงก็จะไม่ใช่เพียง “ไอเดียสวยงาม” แต่จะกลายเป็นนโยบายที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ผศ.ธีรพัฒน์เตือนว่า สังคมไทยติดกับดักสำคัญมานาน คือความเชื่อว่า “ถ้ามีมาตรการที่ดี ก็สามารถใช้ได้กับทุกที่” ทั้งที่ในความเป็นจริง การนำแนวทางหนึ่งไปใช้ จำเป็นต้องคำนึงถึง “บริบท” ของแต่ละโรงเรียนและแต่ละชุมชน เพราะปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน
ระบบสุขภาพจิตไม่ควรพึ่งพาเฉพาะผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเท่านั้น แต่ควรสร้าง “ระบบดูแลหลายระดับ” ตั้งแต่เครือข่ายคนในชุมชน อาสารับฟัง หรือผู้ดูแลทางใจ ที่แม้จะไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่มีทักษะพื้นฐานในการรับฟังและช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
เขามองว่า ระบบลักษณะนี้จะช่วยให้การดูแลสุขภาพจิตเข้าถึงผู้คนได้กว้างขึ้น และลดภาระของระบบบริการเฉพาะทางที่มีอยู่อย่างจำกัด
ปัญหาสุขภาพจิตเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น
ด้าน ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัยรุ่น องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลจากหลายประเทศทั่วโลกสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาสุขภาพจิตจำนวนมากเริ่มต้นตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 14 ปี แต่ระบบของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กลับไม่สามารถคัดกรองหรือเข้าถึงเด็กเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น
เธอชี้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตจำนวนมากจึงถูกค้นพบเมื่อคนเหล่านั้นเติบโตเข้าสู่วัยทำงานแล้ว ทั้งที่สัญญาณเริ่มต้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่วัยเด็กและวัยรุ่น
ขณะเดียวกัน เธอมองว่า ทุกพื้นที่ล้วนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เพียงแต่ปัจจัยกระตุ้นแตกต่างกันไป บางพื้นที่เผชิญปัญหาความโดดเดี่ยวแบบสังคมเมือง ขณะที่บางพื้นที่เผชิญความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หรือข้อจำกัดด้านทรัพยากร
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของการทำงานด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย คือ “การขาดข้อมูลระยะยาว” เพราะประเทศไทยยังไม่มีระบบเก็บข้อมูลสุขภาพจิตแบบต่อเนื่องและใช้มาตรฐานเดียวกันในระยะยาว
หลายประเทศมีการติดตามพัฒนาการของเด็กคนเดิมต่อเนื่องยาวนานกว่า 10-20 ปี ทำให้รู้ว่าปัจจัยใดส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แต่ประเทศไทยมักเป็นการสำรวจแบบครั้งคราว และบางครั้งยังใช้เครื่องมือวัดที่แตกต่างกัน จนไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง
ปัญหานี้ทำให้การออกแบบนโยบายจำนวนมากต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศ ทั้งที่บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างมาก
สุขภาพจิตเด็กไม่ใช่ “แฟชั่น” แต่คือ สัญญาณ
ด้าน ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความฝันสำคัญของนักวิชาการและคนทำงานด้านจิตวิทยา คือการมีงานวิจัยระยะยาวของประเทศไทยเอง ที่สามารถตอบได้ชัดว่า ปัจจัยแบบใดส่งผลต่อพัฒนาการทางจิตใจของเด็กในระยะยาว
เธอมองว่า หากประเทศไทยมีข้อมูลต่อเนื่องยาวนาน 10-15 ปี ก็จะสามารถออกแบบนโยบายที่อิงกับหลักฐานจริงของเด็กไทยได้ ไม่ใช่เพียงทำตาม “กระแส” หรืออ้างอิงข้อมูลจากต่างประเทศ
ผศ.ณัฐสุดายังสะท้อนว่า เสียงเรียกร้องเรื่องสุขภาพจิตจากเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ไม่ใช่ “แฟชั่น” อย่างที่ผู้ใหญ่บางส่วนเข้าใจ แต่เป็นสัญญาณจริง ๆ ว่าเด็กกำลังต้องการให้สังคมหันมาใส่ใจประเด็นนี้อย่างจริงจัง
เธอมองว่า กรุงเทพมหานครมีศักยภาพสำคัญ เพราะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการบริหารจัดการหลายด้าน ทั้งโรงเรียน สวนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ และบริการสังคม ซึ่งทั้งหมดสามารถออกแบบให้กลายเป็น “โครงสร้างที่ดูแลสุขภาพจิต” ได้
เธอยกตัวอย่างว่า สวนสาธารณะไม่ควรถูกมองเพียงพื้นที่ออกกำลังกาย แต่ยังเป็น “พื้นที่พักใจ” ของผู้คนได้เช่นกัน หากเมืองเริ่มมองพื้นที่สาธารณะผ่านมิติสุขภาพจิตมากขึ้น ก็จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางใจของคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่า โรงเรียนเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการสร้างสุขภาพจิตที่ดี เพราะทั้งเด็กและผู้ปกครองต่างให้ความสำคัญกับคำพูดของครูอย่างมาก ดังนั้น การทำงานกับครูและเครือข่ายผู้ปกครองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนแปลง
ศิริรัฐ มองว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจิตจำเป็นต้องทำงานตั้งแต่ “ต้นทาง” คือระดับครอบครัว เพราะเด็กแต่ละคนเติบโตในเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน บางครอบครัวมีความพร้อม ขณะที่บางครอบครัวเผชิญปัญหาความยากจนหรือภาระชีวิตจำนวนมาก
เธอมองว่า หากครอบครัวได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายที่เลี้ยงดูเด็ก ก็จะช่วยสร้างฐานสำคัญให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี ก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบโรงเรียนและระบบคัดกรองในระดับต่อไป
ผศ.ณัฐสุดามองว่า สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิมที่มองว่า “ผู้ใหญ่คิดแทนเด็ก” มาเป็น “ให้เด็กเข้ามาร่วมสร้าง” เพราะเด็กยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงรอรับนโยบายจากผู้ใหญ่ แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของตัวเอง
ดังนั้น สุขภาพจิตไม่ควรถูกแยกเป็นเพียง “นโยบายเฉพาะด้าน” แต่ควรถูกเชื่อมเข้าไปอยู่ในทุกนโยบายของเมือง ทั้งการศึกษา ผังเมือง พื้นที่สาธารณะ เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคม เพราะทุกเรื่องล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของประชาชน
ขณะที่ ประชาชน ต้องตั้งคำถามกลับไปยังผู้สมัครทางการเมืองด้วยว่า พวกเขามีนโยบายด้านสุขภาพจิตอย่างไร และพร้อมลงทุนทั้งงบประมาณ ระบบข้อมูล และบุคลากร เพื่อทำให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะ “นโยบายที่ดี” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิตของผู้คน
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




