
แม่แจ่มกระจกนโยบาย ย้ายถิ่นอย่างยั่งยืน–เตือนอย่างทันเวลา
เมื่อดินสไลด์ยักษ์ที่แม่แจ่มพรากชีวิตและบ้านเรือนในชั่วพริบตา เราได้เห็นภาพสะท้อนของ “ความเปราะบาง”ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ชนบทของไทย เสียงฝนตกที่ดังก้องในค่ำคืนมิได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่คือสัญญาณเตือนว่าความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติในยุคปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว

นโยบายและการจัดการภัยพิบัติในยุค “ฝนสุดขั้ว” : เสริมสร้างเมืองและชุมชนที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
เมื่อฟ้าร้องลั่นแต่การจัดการเมืองล่มสลาย เมืองไทยภายใต้แรงกดดันของน้ำท่วมรุนแรง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา..เสียงฟ้าร้องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแค่สัญญาณของฝนธรรมดา กลับกลายเป็นเสียงเตือนภัยที่สั่นสะเทือนพื้นฐานของชีวิตเมือง เมื่อฝนสุดขั้วทำลายล้างระบบระบายน้ำ ถนนหนทางและเศรษฐกิจในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

โลกร้อนซ้ำเติมคนจนเมือง ถึงเวลาต้องทบทวนนโยบาย
ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อเมืองอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบ “การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป” (slow onset events) เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความแห้งแล้งยาวนาน และ “เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว” (extreme events) เช่น พายุฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือคลื่นความร้อน

เพราะชีวิตคนคือเศรษฐกิจ: มุมมองเชิงนโยบายจากโรคโควิด-19 สู่ฝุ่นพิษ PM 2.5
หลายปีมานี้ คนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในภาคเหนือ ต้องเผชิญกับวิกฤต PM 2.5 ที่สูงเกินค่ามาตรฐาน จนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงมกราคม-มีนาคมของทุกปี
