การเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระหว่างอิหร่านและอิสราเอลภายใต้ความร่วมมือของสหรัฐฯ ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลกต้องชะงัก ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า อาทิ อิหร่าน อิสราเอล กาตาร์ UAE คูเวต บาห์เรน และอิรัก เที่ยวบินนับพันเที่ยวในเส้นทางตะวันออกกลางต้องถูกยกเลิกโดยทันที
ขณะที่นักท่องเที่ยวนับหมื่นคนตกค้างไม่สามารถเดินทางต่อได้และด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นฮับการบินสำคัญของโลกมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 เมื่อวัดจาก Traffic ผู้โดยสารของโลกตามข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคน ทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้
ธุรกิจท่องเที่ยวไทยรับพิษสงคราม 2 เด้ง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวยุโรปซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัว อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกันธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน
ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าและร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว โดยจากข้อมูลของผู้ประกอบการโรงแรมโดยเฉพาะธุรกิจที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา พังงา กระบี่ และสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวตะวันออกกลางและยุโรป พบว่า ผลกระทบในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของวิกฤตตะวันออกกลาง การยกเลิกห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5%-10% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางกะทันหัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้ามาไทยได้

แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจโรงแรมก็ได้อานิสงส์บางส่วนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวตกค้างที่จำเป็นต้องพำนักในไทยต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่มีการวางแผนทริปไว้ล่วงหน้าจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อน/ยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง หรือผลกระทบจากค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในระยะถัดไป ยังมีความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนีภัยสงครามจะเดินทางมาไทยมากขึ้นเมื่อเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางทยอยเปิดให้บริการเพิ่มเติม
ขณะที่ธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว นอกจากจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวแล้ว ยังต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ ซึ่งล้วนส่งผลกดดันผลประกอบการของธุรกิจในภาพรวมธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของต้นทุนรวม
อย่างไรก็ดี ระดับผลกระทบจะแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ โดยสายการบินได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนทำได้จำกัด ยกเว้นสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางไทย–ยุโรปที่อาจได้รับอานิสงส์ในระยะสั้นจากอัตราค่าโดยสารที่เร่งตัว ทั้งนี้ระดับผลกระทบดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการทำประกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันด้วย
ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางบก ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการออกมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical tourism) อย่างโรงพยาบาลเอกชน โดยรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโดยตรงคิดเป็นราว 23% ของรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติทั้งหมดของโรงพยาบาลเอกชนในปี 2025 โดยผู้ป่วยบางส่วนอาจเลื่อนการเดินทางเข้ามารับการรักษาออกไปหากการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป แต่ด้วยลักษณะของการรักษาพยาบาลในบางกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องรีบเดินทางเข้ามารับการรักษา จึงทำให้ผลกระทบโดยรวมของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจไม่รุนแรงมากนัก
ทั้งนี้ ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับกลยุทธ์ไปเน้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวควบคู่กับการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างต้นทุนอย่างเหมาะสม และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นได้
สงครามยืดเยื้อกระทบน้ำมันเครื่องบิน
วิกฤตในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อการเดินทางมาไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่เปราะบาง
ด้านเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีแนวโน้มลดลงตามจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง ที่เริ่มทยอยเปิดให้บริการและการเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ โดยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศส่งผลให้เที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศที่เข้าไทยโดยรวมลดลงต่อเนื่อง แต่หลังจากที่หลายสายการบินอย่างการบินไทย, British Airways, Lufthansa, Singapore Airline และ EVA ได้เพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย จึงเข้ามาช่วยชดเชยความจุที่นั่ง (Seat capacity) ที่หายไปจากสายการบินหลักของตะวันออกกลาง (Qatar Airways,Emirates และ Etihad Airways) ที่ยังให้บริการเพียงบางเส้นทาง ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศมาไทยฟื้นตัวดีขึ้นใกล้เคียงปกติโดยในเดือน มี.ค. 2026 สายการบินตะวันออกกลางกลับมาให้บริการเที่ยวบินในไทยเพียง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2025 และมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเดือนเม.ย.
ทั้งนี้หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไปอีก อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยบางสายการบินได้ประกาศจะปรับแผนลดเที่ยวบินในเดือน เม.ย. ลงแล้ว อย่างเช่น Air FranceKLM, Vietnam Airlines และ Philippines Airlines

ค่าตั๋วเครื่องบินพุ่งสูง
ด้านต้นทุนการเดินทางมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว โดยดัชนีราคาน้ำมันอากาศยานโลกโดยพลาตส์ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. ถึง 6 เม.ย. ขยายตัวกว่า 112% อยู่ที่ 215 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็นผลให้หลายสายการบินออกมาประกาศขึ้นราคาค่าโดยสารให้สอดรับกับการเร่งตัวของราคาน้ำมัน อย่างเช่น Air New Zealand ปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ในเส้นทางในประเทศ, 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ในเส้นทางระหว่างประเทศระยะใกล้ และ 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ในเส้นทางระหว่างประเทศระยะไกล ในด้านHong Kong Airlines ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงราว 35% จากอัตราปกติ
รวมถึงสายการบินสัญชาติไทยอย่างการบินไทย ได้ประกาศขึ้นราคาค่าโดยสาร 10%-15% ขณะที่ Bangkok Airways ปรับขึ้นตั้งแต่ 15%-20% ขึ้นอยู่กับเส้นทางบิน นอกจากนี้ หลายสายการบินยังเลือกปรับแผนการบินโดยเน้นให้บริการในเส้นทางที่ยังพอดำเนินการคุ้มทุนได้
ด้านความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งจากประเด็นด้านความปลอดภัยและจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งมีโอกาสยืดเยื้อจนทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการเดินทางที่ต้องผ่านเส้นทางตะวันออกกลางออกไป และอีกส่วนหนึ่งมีโอกาสเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปท่องเที่ยวในประเทศที่มีความปลอดภัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แทน
สะท้อนได้จากผลสำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมันกว่า 1,750 คนของ YouGov เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมาพบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มพิจารณาเลือกจุดหมายท่องเที่ยวจากปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมือง (Political stability) เป็นหลัก และแม้ 54% จะเห็นว่าวิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบกับแผนการท่องเที่ยวเดิม แต่ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 21%ตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยน/เลื่อน/ยกเลิกทริปต่างประเทศจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง อีกทั้ง วิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเกิดความกังวลและระมัดระวังการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น
ต่างชาติอาจเที่ยวไทยน้อยลง
จากช่องทางการส่งผ่านข้างต้น ได้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงแนวโน้มการเดินทางเข้ามาไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในเชิงปริมาณและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
ในเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมีโอกาสชะลอตัวจากผลของวิกฤตตะวันออกกลาง โดยแม้ในช่วง 1-31 มี.ค. นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวม จะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นกลับมาเติบโตราว 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY%) หลังหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางซึ่งรวมถึงเส้นทางมาไทยและหลายสายการบินเปิดเที่ยวบินเส้นทางตรงยุโรปเอเชีย แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและมีโอกาสเข้ามาไทยลดลง ได้แก่
1. นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ลดลงทันทีราว -80%YoY และขยับฟื้นตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการเปิดบริการเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง ส่งผลให้ในเดือน มี.ค. 2026 นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังคงหดตัวราว 46%YoY
อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอล มีสัดส่วนเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยทั้งหมด ประกอบกับเดือนมี.ค. อยู่ในช่วงเดือนเราะมะฎอน ซึ่งโดยปกติการเดินทางจะชะลอลงอยู่แล้ว
ดังนั้นการหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบไม่มากนักต่อภาคการท่องเที่ยวไทย และในทางกลับกัน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ต้องการเดินทางเข้ามาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศในระยะถัดไปอีกด้วย
2. นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว ทั้งจาก
- กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways ซึ่งทุกวันนี้ยังให้บริการเที่ยวบินราว 50% ของจำนวนเที่ยวบินปกติ โดยนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่เดินทางเข้าไทยผ่านสายการบินเหล่านี้มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมีสัดส่วนสูงสุด ตามด้วยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป พบว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่มีเส้นทางบินตรงมาไทย หรือมีเที่ยวบินค่อนข้างจำกัด จะพึ่งพาเส้นทางต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางค่อนข้างสูง เช่น อิตาลี และสเปน ทั้งนี้ในช่วง 10 วันแรกของการเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวชาวยุโรปปรับลดลงกว่า 11%YoY จากนั้นจึงทยอยฟื้นตัวดีขึ้น จากการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางมาใช้เที่ยวบินตรงจากยุโรปหรือเปลี่ยนเครื่องบินที่ฮับการบินอื่นจากที่หลายสายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินมายังไทยมากขึ้น เช่น Lufthansa, British Airways และการบินไทยจึงช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุโรป และส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาเที่ยวไทยในเดือน มี.ค. ลดลง 3%YoY
- กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มชะลอการท่องเที่ยวจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยอีกทั้ง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาเป็นการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ภายในภูมิภาค/ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางไกลและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวลง
จีน-อินเดีย-มาเลย์ ยังช่วยพยุง
นอกเหนือจากผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ภาคการท่องเที่ยวไทยยังต้องจับตาการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นตลาดหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียปรับลดลงต่อเนื่อง และยิ่งหดตัวรุนแรงจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ช่วงปลายเดือน พ.ย. ขณะที่ในช่วงล่าสุดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันในไทย หลังสถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย ณ จังหวัดสงขลา แนะนำให้เลื่อนการเดินทางทางรถยนต์หากไม่จำเป็น
ทั้งนี้ แม้ในปี 2026 (ข้อมูล ณ 5 เม.ย.) นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1 ล้านคน แต่ยังหดตัวราว 17%YoY แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงกลางเดือน มี.ค. หลังสิ้นสุดเทศกาลเราะมะฎอน สะท้อนว่าตลาดดังกล่าวยังมีโอกาสกลับมาได้ในระยะถัดไป
ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียยังช่วยพยุงภาพรวมการท่องเที่ยวไทย โดยนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.55 ล้านคน เติบโตราว 12%YoY และยังขยายตัวต่อเนื่องแม้เกิดวิกฤตตะวันออกกลาง ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียมีจำนวนกว่า 659,000 คน เติบโตราว 15% และยังรักษาการเติบโตได้ในช่วงวิกฤตเช่นกัน นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เปลี่ยนแผนเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงมายังจุดหมายที่ปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้ออย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยรวม และทำให้ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2026 ปรับลดลงจาก 34.1 ล้านคน เหลือ 33.2 ล้านคน แม้ยังขยายตัวเล็กน้อยราว 0.7% จากแรงหนุนของตลาดจีน อินเดีย และการฟื้นตัวของมาเลเซีย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าคาด ความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในวงกว้างก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ต้นทุนเดินทางสูงกระทบใช้จ่ายนักท่องเที่ยว
ในด้านการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น และอาจปรับลดงบประมาณการท่องเที่ยวในไทยลง จากต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางคิดเป็นสัดส่วนราว 20–30% ของค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวทั้งหมด เช่น นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางประมาณ 20% ขณะที่นักท่องเที่ยวยุโรปอยู่ที่ราว 27%
เมื่อค่าเดินทางเพิ่มขึ้น ย่อมบีบให้สัดส่วนการใช้จ่ายในประเทศปลายทางลดลงตามไปด้วย ส่งผลกระทบครอบคลุมตั้งแต่ที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม การช็อปปิง ไปจนถึงกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตชะลอลง แม้จำนวนผู้เดินทางยังคงขยายตัวอยู่ก็ตาม
เร่งออกมาตรการเชิงรุกกระตุ้นท่องเที่ยว
หากวิกฤตในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลงเพิ่มเติม SCB EIC มีข้อเสนอแนะถึงภาครัฐให้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงรุกจะมีบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ภาคท่องเที่ยวไทยได้ ทั้งในส่วนของมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่กำลังเติบโต และยังมีโอกาสที่จะเดินทางมาไทยมากขึ้น จากความพร้อมด้านเที่ยวบินรวมถึงต้นทุนการเดินทางที่ต่ำกว่าการท่องเที่ยวระยะไกลอย่างเช่นยุโรป และการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศที่จะเข้ามาช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว
แต่ด้วยสถานการณ์ที่ธุรกิจท่องเที่ยวยังต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลง จากแรงกดดันด้านต้นทุนและการขาดแคลนพลังงานภายในประเทศอยู่ในขณะนี้ ภาครัฐต้องพิจารณามาตรการที่สามารถช่วยแก้ปัญหาต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำมันที่เพียงพอควบคู่ไปด้วย
นอกจากนี้ การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กและรายกลาง ซึ่งมีความพร้อมด้านสภาพคล่องไม่สูงมากทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่มีส่วนช่วยประคับประคองภาคท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
ที่มา : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




