ในเวทีการเสวนาเรื่อง “แยกกีฬาตั้งกระทรวงใหม่: โจทย์ที่ท้าทาย” ณ วันที่ 8 เม.ย. 2569 กลุ่มคนจากแวดวงกีฬาต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่า ‘แยก’ กระทรวงกีฬาจะดีกว่า
ทั้งนี้ ความตั้งใจในการแยกกระทรวงกีฬาถูกผลักดันด้วยรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาประกาศจะเสนอการแก้ไขกฎหมายผ่านสภาภายใน 6 เดือน โดยจะใช้พระราชบัญญัติโอนกระทรวงเพื่อนำภารกิจงานของฝั่งท่องเที่ยวมารวมไว้กับกับกระทรวงวัฒนธรรม และให้กีฬาแยกออกมาเป็นกระทรวงเดี่ยว เพื่อมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางกีฬา
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจโอน-โยกย้ายกระทรวง เหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการกีฬาต่างมองว่าเป็นโอกาสที่ดีมากในการแยกกระทรวงกีฬาออกมา แต่เน้นย้ำว่า ต้องศึกษาดี ๆ ว่ากระทรวงกีฬาจะไปในทิศทางไหน เพราะการเริ่มต้นและเดินหน้าต่อต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน
โครงสร้างกระทรวง-องค์กรกีฬาต่างประเทศ เป็นแบบไหนบ้าง?
ในเวทีเสวนา ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า ที่ต่างประเทศก็มีการควบรวมกระทรวงกีฬาเข้ากับกระทรวงอื่นๆ หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่นกัน
ข้อมูลจาก 90 ประเทศชี้ว่า 29% ของกระทรวง-องค์กรกีฬาถูกผนวกไว้กับภารกิจด้านเยาวชน 17% อยู่ร่วมกับภารกิจด้านวัฒนธรรม 11% รวมอยู่กับการศึกษา 6% ผนวกไว้กับท่องเที่ยว (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) อื่นๆ อีก 20% และสัดส่วนจำนวนประเทศที่มีกระทรวงกีฬาโดยตรงไม่มีการควบรวมคือ 17%

ทั้งนี้มี 193 ประเทศทั่วโลกที่มีหน่วยงานดูแลเรื่องกีฬาอยู่ มีเพียงหนึ่งประเทศที่ไม่มีกระทรวงกีฬาหรือหน่วยงานด้านกีฬา นั่นก็คือสหรัฐอเมริกา ในสหรัฐฯ การกีฬาจะถูกดูแลโดยคณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกสหรัฐฯ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า USOPC ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ทำงานร่วมกับสมาคมกีฬาต่างๆ
สำหรับประเทศไทยในขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำคือ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องศึกษาและคุยกันว่าทิศทางกระทรวงกีฬาของประเทศจะไปอย่างไร และจะใช้ระบอบไหนในการบริหาร ศิริเชษฐ์ เล่าว่าหากมีการจำแนกรูปแบบกระทรวงกีฬา จะแยกได้เป็น 5 ระบอบหลัก
- ระบอบ Statist รัฐบาลคุมโดยตรง ประเทศที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ ประเทศจีน รัสเซีย ฮังการี และอุซเบกิสถาน โดยจุดเด่นของประเทศที่ใช้ระบอบนี้คือประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาระดับโลกเช่น Olympics และได้เหรียญเป็นจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือปัญหาในเรื่องของการปกครองบริหาร (governance)
- ระบอบ Corporatist รัฐและสมาคมแบ่งหน้าที่กัน ประเทศที่ใช้ระบอบนี้คือ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และเยอรมนี ในประเทศเหล่านี้หน่วยงานเอกชนจะทำงานร่วมกับภาครัฐ การกีฬาจะมีความสมดุลระหว่างกีฬาอาชีพและกีฬามวลชน สื่อได้ว่ารัฐและสมาคมให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่ายนั้นเอง แต่เป็นระบอบที่ใช้งบประมาณสูง
- ระบอบ Liberal ตลาดและสมาคมเป็นผู้นำ รัฐบาลเป็นฝ่ายสนับสนุน อย่างที่ยกตัวอย่างไป ประเทศที่ใช้ระบอบนี้คือ สหรัฐฯ แคนาดา และนิวซีแลนด์ เป็นโครงสร้างที่ค่อนข้างอิสระ มีกีฬาอาชีพที่แข็งแกร่ง สร้างมูลค่าทางตลาดได้สูง แต่ข้อเสียก็คือความเหลี่ยมล้ำที่สูง เช่นบางกีฬามีมูลค่าสูงกว่ามาก ค่าตอบแทนที่นักกีฬาได้รับมีจำนวนมหาศาล แต่บางกีฬากลับไปไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร
- ระบอบ Developmental รัฐเป็นผู้นำ โดยจะเน้นชื่อเสียงและความภาคภูมิใจของชาติ ประเทศที่โดดเด่นและใช้ระบอบนี้คือ ญี่ปุ่น เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า Japan’s Way มาบ้าง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศญี่ปุ่นใช้สร้างระบบนิเวศกีฬาที่แข็งแรงตั้งแต่ระดับโรงเรียนไปจนถึงกีฬาอาชีพ เน้นการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศที่ใช้ระบอบนี้อีกคือ เกาหลีใต้และสิงคโปร์ โดยนโยบายด้านกีฬาต่างๆ มักจะไปถูกผนวกไปกับการพัฒนาเยาวชน แต่ข้อเสียคืออาจมีความเปลี่ยนแปลงตามเจตจำนงทางการเมือง (political will)
- ระบอบ Transitional ระบบกำลังเปลี่ยนผ่าน ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในระบอบนี้ร่วมกับอินเดีย บราซิล และอินโดนีเซีย กลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังเลือกอยู่ว่าจะไปทางไหน แต่ละประเทศมีศักยภาพสูงในการที่จะพัฒนาต่อ หากมีการปฏิรูปที่ถูกวิธี แต่ทว่าประเทศเหล่านี้ก็เจอกับปัญหาเชิงโครงสร้างบริหารจัดการและองค์กร

SPLISS Model ไทยประเมินได้ 2 คะแนนเต็ม 5
SPLISS Model ย่อมาจาก Sports Policy factors Leading to International Sporting Success โมเดลนี้เป็นกรอบที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกในการวิเคราะห์ ประเมิน และเปรียบเทียบนโยบายกีฬาของแต่ละประเทศ เพื่อศึกษาว่าปัจจัยอะไรเป็นจุดแข็งและจุดอ่อน
ในกรอบนี้จะมีปัจจัยทั้งหมด 9 ขาด้วยกัน ได้แก่
- P1 – Financial support งบประมาณภาครัฐ
- P2 – Organization & Structure โครงสร้างหน่วยงานและความเป็นอิสระขององค์กรกีฬา
- P3 – Foundation & Participation ฐานกีฬามวลชน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในระดับประชาชน
- P4 – Talent ID & Development ระบบค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ตั้งแต่ระดับเยาวชน ต้องมี Athletic pathways
- P5 – Athlete & Post-Career ระบบสนับสนุนนักกีฬาและการวางแผนชีวิตหลังเลิกแข่ง
- P6 – Training Facilities สนาม อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการซ้อม
- P7 – Coaching Provision ระบบพัฒนาโค้ชและผู้ฝึกสอนอย่างมีมาตรฐาน
- P8 – Competition Opportunities ระบบแข่งขันที่หลากหลายและเพียงพอ “ในทุกระดับ”
- P9 – Scientific Research วิทยาศาสตร์การกีฬา การวิจัยในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะต้องมีข้อมูลมาสนับสนุนนักกีฬา เราไม่สามารถพึ่งพาแต่งานวิจัยต่างประเทศ
ศิริเชษฐ์ อธิบาย ในตอนนี้ประเทศไทยประเมินได้คะแนน 2 เต็ม 5 คะแนนจาก SPLISS Model โดยชี้ว่าช่องว่างหลักๆ ในกรอบประเมินนี้มี 4 ด้านคือ 1) เรื่องของงบประมาณ การกีฬาไทยได้งบสนับสนุนเพียง 0.03% ของ GDP เอง ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มประเทศ Corporatist มากถึง 5-10% 2) โครงสร้างองค์กร การรวมภารกิจของท่องเที่ยวไว้กับกีฬามี mission conflict เพราะขัดแย้งกันในเชิงยุทธศาสตร์ 3) ฐานมวลชน สถิติสะท้อนว่าคนไทยออกกำลังกายสม่ำเสมอเพียง 30% ของประชากรทั้งหมด และ 4) ประเทศไทยขาดระบบค้นหาพรสวรรค์ที่เป็นระบบและต่อเนื่องระดับชาติ
สร้าง “เยาวชน” สำคัญมาก – โอกาสสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมกีฬา “สูง”
หนึ่งในผู้เข้าร่วมวงเสวนา ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ชี้ชัดเจนมีกระทรวงกีฬานั้นดี แต่ต้องโฟกัสกับเด็กให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้พื้นฐานต่างๆ เราได้จากต่างประเทศ ไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานตั้งแต่เด็ก จะเป็นลักษณะว่าเก่งตอนเด็กแต่โตมาไม่เสถียรมากกว่า ในทางกลับกันญี่ปุ่นสร้างพื้นฐานที่แน่นและถูกต้องตั้งแต่เด็กและต่อยอดหลังจากนั้น
ทั้งนี้ ชาญชัย ย้ำว่าเราต้องมองระยะยาว ไม่ใช่พึ่งหวังว่าจะเห็นความสำเร็จในสองสามปีข้างหน้า การพัฒนาต้องอาศัยการมองระยะยาว ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ประคงไป ซึ่งผลลัพธ์อาจจะออกในปีที่ 8 ในวันที่เด็กโตขึ้น ในเวลาเดียวกันกีฬามวลชนห้ามขาด เพราะถ้าไม่มีมวลชนก็หาความเป็นเลิศ หาช้างเผือกไม่ได้ ชาญชัย มอง กระทรวงกีฬานี้สำคัญมาก ไม่ใช่แค่สร้างมาเพื่อเอาดีแต่กีฬา แต่เป็นการพัฒนาเยาวชน พัฒนาคน พัฒนามนุษย์ และสุขภาพ
ที่สำคัญกีฬาเป็นช่องทางหารายได้ที่มหาศาลหากจัดการอย่างถูกต้องและเหมาะสม ชาญชัยยกตัวอย่าง การจัดกีฬามหาวิทยาลัยหนึ่งครึ่งใช้งบประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อครั้ง ซึ่งมีคนสนใจเข้าร่วมเยอะมาก มีการรอต่อคิวเป็นผู้จัด ทั้งนี้การที่กีฬาจะเดินหน้าอย่างแข็งแรงต้องมีระบบนิเวศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจกีฬา ฝ่ายสื่อสาร กลุ่มมวลชน หรือเรียกง่ายๆ ว่าอุตสาหกรรมกีฬาต้องพร้อม ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งก็ไม่สมบูรณ์
ชาญชัย กล่าว รัฐบาลและเอกชนต้องร่วมมือกัน หากมองถึงงบประมาณ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่างบประมาณที่ส่งเสริมปัจจุบันไม่เพียงพอ ฉะนั้นแล้ว ควรใช้โอกาสที่จะสร้างกระทรวงนี้ สร้างและพัฒนาส่วนของ Business Unit ขึ้นมาด้วย เพราะในความเป็นจริงแล้ว มีเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในวงการกีฬาเยอะมาก และการบริหารจัดการยังไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ากีฬา เสื้อผ้าแนว Sport Fashion อุปกรณ์ต่างๆ การเข้าชมการแข่งขันทุกระดับ คนเล่นกีฬา และ Sport Entertainment ทุกอย่างล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมกีฬาหมด
สุดท้ายนี้ต้องนำ Stakeholders ทั้งหมดมาคุย ชาญชัย ทิ้งท้ายว่าต้องสร้างตั้งแต่พื้นฐาน มองกีฬาบ้านเราไม่ได้ยาก แต่อยู่ที่ mindset ยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร ประเทศเรามีลักษณะอาศัยพึ่งพากระแสในการสนับสนุน เช่น เมื่อมีคนสำเร็จก็จะมีสื่อเข้ามา จะมีคนสนับสนุนเข้ามา
สมาคมสามารถนำก่อนได้ วอลเลย์บอลไทยพิสูจน์แล้ว
ในเวลาเดียวกัน สมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย แชร์มุมมองจากคนที่ประสบความสำเร็จในกีฬาจากการที่สมาคมเริ่มก่อน
เป็นที่ทราบกันดีว่าวอลเลย์บอลไทยประสบความสำเร็จมากในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าการชนะในเวทีระดับโลก ชื่อเสียงจากทั้งสื่อในประเทศและนอกประเทศ นักกีฬาไทยที่ไปเล่นลีกอาชีพที่ต่างประเทศ หรือจำนวนคนที่สนใจและเข้าชมเวลามีการแข่งขัน
ทั้งนี้ สมพร มองว่า “การพัฒนากีฬาของระดับชาติล้มเหลวนี้คือเหตุผลที่สมาคมไม่รอแผนการพัฒนาของชาติ” สมาคมวอลเล่ย์บอลจึงดำเนินการจัดทำทุกระดับด้วยต้นเองตั้งแต่ต้นน้ำ คือการจัดการแข่งขันระดับเยาวชนเพื่อค้นหาเยาวชนจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างตัวเลือกนักกีฬาที่มากขึ้น สมพร สะท้อนว่า สปอนเซอร์ของสมาคมวอลเลย์บอลอยู่กันมา 30-40 ปี เพราะมีความเชื่อมั่น ฉะนั้นแล้ว ถ้ากระทรวงทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ การยอมรับได้ จะมีคนที่เขาพร้อมสนับสนุนเข้ามาอีกมากมาย
หากถามว่ากระทรวงกีฬาสำคัญอย่างไร? สมพร ตอบ กีฬาคือเครื่องมือของการสร้างคน เพราะฉะนั้นกีฬามีความสำคัญและจะช่วยตอบโจทย์ประเทศไทยได้ ไทยขาดคนที่มีคุณภาพ ทีนี้จะตั้งหลักต้องตั้งให้ดี สมพร เน้น เป้าหมายของกระทรวงสำคัญมากและต้องชัดเจนตั้งแต่แรก กระทรวงกีฬาต้องมองไปที่ประเทศว่าตัวเองจะมีบทบาทอย่างไร นี่คือความใหญ่โตของกระทรวง ไม่ใช่มองแคบ ๆ เล็ก ๆ ทุกอย่างสำคัญหมดไม่ว่าจะเป็นการยกระดับความคิด เพราะจะทำให้การทำงานของกระทรวงดีขึ้น และรวมไปถึงการประสานงานต่อต้องทำต่อให้ดี
อย่างไรก็ตาม สมพร กล่าวว่า นี่คือโอกาส ไม่ใช่วิกฤต สำหรับกระทรวงกีฬาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คนที่จะรับผิดชอบควรจะมาตรงสาย มาจากสายงานกีฬา ควรจะเป็นผู้รู้ และทิ้งท้ายว่า ความท้าทายของประเทศไทยทำอย่างไรให้แผนพัฒนาไปสู่ความเป็นจริงให้ได้ เกิดขึ้นได้จริง ฝ่าด้านการบูรณาการ
รัฐช่วยได้-ยังสำคัญ แต่ต้องปรับตัว
ผู้ร่วมวงเสวนาอีกสามคนเห็นพ้องกระทรวงกีฬา ภาครัฐมีประโยชน์แต่ต้องปรับตัว
มล. ปาณสาร หัสดินทร มองว่าให้กระทรวงขึ้นมาเป็นผู้นำในการพัฒนาจะดีกว่า องค์กรที่ดีจะต้องอยู่ภายใต้รัฐบาล เพราะภารกิจต่างๆ นั้นมีค่าใช้จ่าย ดำเนินการต่างๆ และชี้ต่อว่า เอกชนทำได้แต่จะช้า ถ้ารัฐทำจะมีอำนาจในการตัดสินใจให้เกิดประโยชน์ได้และจะสามารถดำเนินการต่างๆ ได้ไวกว่า ด้วยเหตุนี้ จึงคิดว่าควรจะมีกระทรวงกีฬา นอกจากนี้ มล. ปาณสาร เห็นว่า กีฬามีส่วนในการสร้างคน และคนจะสร้างชาติต่อได้ ฉะนั้นต้องมองว่าทำอย่างไรให้นำประโยชน์ของกีฬามาใช้ ต้องให้ความสำคัญกับการฝึกสอนฝึกซ้อมกับเยาวชน
พิเชษฐ เกิดวิชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้ความเห็นจากการที่รัฐบาลออกมาประกาศว่าจะทำสำเร็จในอีก 6 เดือนว่า ต้องย้อนกลับไปดูจุดประสงค์และเจตนารมก่อน เพราะทุกวันนี้ยังไม่ชัดเจนเลยว่าทิศทางคืออะไร และมองถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ผ่านมาว่า บางทีเจตนารมอาจไม่สำคัญเท่ากับคนที่เข้ามาบริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกีฬามีหน้าที่ที่สำคัญ แต่หลายที่มีปัญหาเรื่องการบริหาร เช่นการใช้งบประมาณ เป็นต้น
สุดท้าย นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อดีตอธิบดีกลมพลศึกษา และประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย มองว่า การควบรวมกระทรวงที่ผ่ายมาก็มีข้อดีของมัน ไม่ใช่ไม่ดีทั้งหมด แต่การแยกกระทรวงออกมาก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า และสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือ ความเป็น community ของกีฬาที่เกิดมากขึ้น ทั้งนี้จะเดินหน้าต่อต้องชัดเจน เพราะในอดีตกีฬาก็เคยถูกรวมไว้กับกระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:


