จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นและกระทบค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงกลุ่มรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า) วงเงินรวมประมาณ 2,060 ล้านบาท

ลงทะเบียนผ่านขนส่งทางบก
กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้เปิดให้ผู้มีสิทธิลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของ กรมการขนส่งทางบก หรือยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16 – 19 เม.ย. 2569 ก่อนโอนเงินผ่านพร้อมเพย์หลังตรวจสอบสิทธิ เพื่อสนับสนุนการเดินรถ 42 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. ถึง 31 พ.ค. 2569
ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือสามารถกรอกข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ตลอด24 ชั่วโมง หรือมาขอรับสิทธิได้ที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการและกรมการขนส่งทางบกได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้
กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ
1. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

3. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก จำนวนเงิน 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน
4. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก จำนวนเงิน 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน

5. รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ดังนี้
- (1) รถบัส จำนวนเงิน 5,000 บาทต่อคัน
- 2) รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร จำนวนเงิน 3,600 บาทต่อคัน
กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร

กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง
1. รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร
2. รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

กลุ่มรถรับจ้าง (แท็กซี่และจักรยานยนต์สาธารณะ)
1. รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 840 บาทต่อคัน

เงื่อนไขขอรับสิทธิ
ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือ สามารถดำเนินการกรอกข้อมูลผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2569 เวลา 8.30 น. ถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 เวลา 16.30 น.
ในการขอรับสิทธิ ผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น
ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะให้การช่วยเหลือและเริ่มนับระยะทางการให้บริการขนส่งสาธารณะ จะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2569 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2569 รวม 42 วัน
ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE (ดาวน์โหลดใน ระบบ IOS และ ระบบ Android )
ดังนั้น ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) จะต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง
นอกจากนี้ผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถและออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถ หากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินไปจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางแพ่ง, อาญา และจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

น้ำมันโลกยังผันผวน จับตาสหรัฐฯ-อิหร่านคุยรอบสอง
สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 2569 เป็นต้นมา ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงานโลก หลังอิหร่านมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นราว 20% ของโลก
ในช่วงแรกราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีราว 10–13% แตะระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะเร่งตัวต่อเนื่องตามสถานการณ์สงครามที่เริ่มทวีความรุนแรง จนกระทั่ง ในเดือนมี.ค. – เม.ย. ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 – 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะอุปทานตึงตัวและการปิดเส้นทางขนส่ง
หน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้อาจเป็นช็อกด้านอุปทานน้ำมันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเดือนเดียว ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคามีโอกาสทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ หรืออย่างน้อยอยู่ในช่วง 80–108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสงคราม
ขณะที่ราคาน้ำมันโลกวันนี้ 16 เม.ย. 2569 เคลื่อนไหวในกรอบผันผวน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ประมาณ 94–95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) อยู่ที่ราว 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยการปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความหวังว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ และทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับสูงก่อนหน้า
สำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก และได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ โดยบางช่วงมีการปรับขึ้นรวดเดียวประมาณ 6 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนต้นทุนและแก้ปัญหากองทุนน้ำมันที่ติดลบอย่างหนัก โดย ณ วันที่ 12 เม.ย. ติดลบอยู่ที่ 60,167 ล้านบาท
ล่าสุด กระทรวงพลังงานได้ปรับลดค่าการกลั่นลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นปรับลดลงประมาณ 2 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ยังมีการปรับลดราคาน้ำมันเพิ่มเติม โดยดีเซลลดลงอีก 4 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซินลดลงประมาณ 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มในประเทศปรับลดลง ท่ามกลางราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูง จากปัจจัยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้ามาก
อ่านเนื้อหาอื่น
สงครามโลกยุคใหม่ก่อตัว เรากำลังอยู่ขั้นตอนที่9
”สหรัฐฯ-อิหร่าน“ เปิดศึกปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยกระอักค่าไฟแพงอีกนาน




