ในภาวะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังรุมเร้าสังคมไทย ทั้งปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โลกร้อนขึ้น มลพิษ ฝุ่นPM 2.5 รวมไปถึงการจัดการทรัพยากร การจัดการป่าไม้และที่ดิน ซึ่งสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมรอบด้าน
PolicyWatchConnect2026 :เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ โดย Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย กว่า 40 องค์กร ได้เปิดพื้นที่รัฐสภาแลกเปลี่ยนความเห็น ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 12 -22 ม.ค. 69 เพื่อนำไปสู่เสนอนโยบายสาธารณะของภาคประชาชน ต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69
ในการเสวนา Policy Forum: “ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม” ตัวแทนภาคประชาชนและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม 11 องค์กร ร่วมสะท้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่พบว่าที่ผ่านมาปัญหาสิ่งแวดล้อมมาจากโครงสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และกติกาของรัฐที่เอื้อให้ทรัพยากรกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย

กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) กล่าวว่า โจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมปัจจุบันไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องของเทคนิค แต่เป็นการแก้เชิงกระบวนทรรศน์ และโครงสร้าง เพื่อให้สารถก้าวเข้าไปสู่ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมของสังคม รวมไปถึงการสร้างความเป็นธรรมของธรรมชาติ จึงเกิดคำถามว่าอะไรคือแก่นนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้
ไม่มีสิทธิ คือรากเหง้าปัญหาสิ่งแวดล้อม
รากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้จนถึงปัจจุบัน มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีช ประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เป็นธรรม มาจากกลไกด้านการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม
หลายครั้งกรอบนโยบายที่กำหนดขึ้นมักจะเป็นวิกฤติซ้ำซ้อน หรือไปกดทับปัญหาเดิม โดยไม่ได้นำเอากลับมาคิดทบทวนว่าเราจะมุ่งหน้าไปทางไหน หรือแก้ไขอย่างไร เช่น การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ไม่ได้นึกถึงการทำลายระบบนิเวศจึงมีคำถามว่า คือการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมจะมองในกรอบเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมระหว่างรุ่นได้หรือไม่
”เราไม่ได้ตั้งคำถามว่า โครงการขนาดใหญ่จะทำให้เราสูญเสียระบบนิเวศไปมากน้อยขนาดไหน เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกกำหนดเป็นสิทธิ และถือเป็นความไม่ยุติธรรมระหว่างรุ่น เพราะว่าคนรุ่นปัจจุบันใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองมาก ขณะที่รุ่นอนาคตจะมีเหลือทรัพยากรใช้หรือไม่ ไม่มีใครคำนึงถึง”
ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามองเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพเป็นเพียงต้นทุนผลกระทบภายนอก แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ค้ำจุนชีวิต แต่ที่ผ่านมาน้ำหนักของเรื่องสิ่งแวดล้อมมาหลังประเด็นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นต้องให้น้ำหนักในเชิงนโยบายที่เท่าเทียมกันระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
ขณะที่ สาคร สงมา ประธานสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวว่า รากของปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมี 3 เรื่อง ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และ ปัญหาสภาพอากาศ และหลังจากนี้ไปการแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่องกำลังสร้างความไม่เป็นธรรมมากขึ้นและซ้ำเติมคนจนมากขึ้น
“ การแก้ปัญหาสภาพอากาศ ที่มีพรบ.โลกร้อน ยังคงใช้กลไกทางการตลาดมาแก้ปัญหาโลกร้อนและส่งผลกระทบกับประชาชน และความไม่เป็นธรรมให้กับคนจนส่วนใหญ่ของประเทศ”
ขณะที่ พรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อการปฏิรูปที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน กล่าวว่า ความไม่เป็นธรรมของสิ่งแวดล้อม มาจากปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยโดยจะเห็นได้จากคำสั่ง ยุคคสช.มีคำสั่งที่ 4/59 ทำให้โรงงานขยะเกิดขึ้นจำนวนมากจากการละเว้นผังเมือง ส่งผลให้เกิดการฝั่งกลบขยะไว้ในพื้นที่ชุมชน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และนักการเมืองที่เห็นความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมก่อน
ด้าน ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า ความไม่เป็นธรรมมาจากการละเมิดกฎหมายจนเคยชิน จึงต้องมีการปลูกฝังด้านการศึกษาถึงความรับผิดชอบทางด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ ณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชน (Youth Climate Justice Advocates-YCJA) กล่าวว่า นโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ในภาคปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจริง รวมถึงความเข้าใจเรื่องการตระหนักรู้ ดังนั้น จึงต้องมีการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้การเข้าใจถึงสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นตั้งแต่ต้น
นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนระดับโลก ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย (GYBN Thailand) กล่าวว่า สิทธิสิ่งแวดล้อม คือ รากปัญหา เพราะเรามีสิทธิสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย สิทธิสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด ขณะที่ตลอด 30 ปีของการจัดทำนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อม เราไม่มีสิทธิในเรื่องนี้ และ เป็นเหตุผลสำคัญทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมเรื่องสิ่งแวดล้อม
ปัญหาสิ่งแวดล้อม”ความผิดปกติ ที่เป็นปกติ
คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ บอกว่า รากของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือการมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาว่าต้องมีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ขณะที่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 การผลักดันกฎหมายอย่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ไม่สามารถแยกขาดจากโครงสร้างกฎหมายและความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมไทย
ระบบอำนาจหลักประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ รัฐ ทุน และประชาชน ซึ่งตามหลักควรตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ แต่ในความเป็นจริง อำนาจกลับถูกควบรวมและบิดเบี้ยว ทำให้เกิดภาวะที่รัฐ ทุน และกลไกอื่น ๆ ผนึกกำลังกัน ขณะที่บทบาทของประชาชนอ่อนแอลง
เมื่อโครงสร้างอำนาจไม่สมดุล ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงถูกทำให้เป็นเรื่อง “ผิดปกติอย่างเป็นปกติ” ประชาชนรุ่นหลังอาจไม่เห็นประวัติการต่อสู้ยาวนานของผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจากเดิมเคยได้รับการคุ้มครอง กลับกลายเป็นผู้ถูกฟ้องร้องในปัจจุบัน
“พรบ.อากาศสะอาด” จุดเริ่ม สิทธิในอากาศ
แม้พระราชบัญญัติอากาศสะอาดจะเป็นกฎหมายขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโครงสร้างปัญหาทั้งระบบ แต่ถูกออกแบบให้เป็น “แบบจำลองย่อส่วน” เพื่อแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างสามารถทำได้จริง
ร่างกฎหมายฉบับประชาชนได้พยายามอุดช่องว่างสำคัญ เช่น การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานรัฐที่แยกส่วนเป็นไซโล และการสถาปนา “สิทธิในอากาศสะอาด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ยังไม่ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายไทย
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “จะทำหรือไม่” และการดำเนินนโยบายที่อ้างว่าแก้ปัญหานั้น เป็นการทำจริงหรือเป็นเพียงการทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

การกระจุกตัวของกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมมีรากเหง้ามาจากการมอง “คุณค่าคนไม่เท่ากัน” ทำให้คนบางกลุ่มถูกทำให้ไร้สิทธิ ขณะที่คนส่วนน้อยกลับมีอภิสิทธิ์เหนือทรัพยากร
ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดิน แต่ปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัวของกรรมสิทธิ์ โดย เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศมีเอกสารสิทธิ หากบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม ประชาชนผู้ยากจนสามารถมีที่ดินได้เฉลี่ยคนละราว 2.5 ไร่ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีบางตระกูลถือครองที่ดินมากกว่า 300,000 ไร่ เทียบเท่าขนาดพื้นที่ทั้งจังหวัด
ขณะเดียวกัน ที่ดินทุกแปลงในประเทศไทยล้วนเคยเป็นป่ามาก่อน แม้แต่พื้นที่เมืองอย่างรังสิตที่เคยมีสัตว์ป่า แต่วันนี้กลับไร้ต้นไม้ ขณะที่ชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงซึ่งดูแลรักษาป่าไว้กลับไม่ได้รับการยอมรับ และยังถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร
กฎหมายป่าไม้–สิทธิชุมชนยังไม่เป็นธรรม
ประยงค์มองว่าการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัยของกว่า 4,000 ชุมชน ซึ่งรัฐให้สิทธิอยู่อาศัยเพียงชั่วคราว 20 ปี ทั้งที่หลายชุมชนอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า
เขาสรุปว่า หากต้องการสร้างความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม รัฐต้องยอมรับคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม และมีกฎหมายที่เป็นธรรมตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงกฎหมายทรัพยากร
รัฐธรรมนูญ-เศรษฐกิจ ต้นตอไม่เป็นธรรม
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยเชื่อมโยงกับ 2 ปัจจัยหลัก คือ โครงสร้างเศรษฐกิจและกติกาของรัฐ
ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโต การบริโภค และการกระจุกตัวของทุนในบริษัทขนาดใหญ่ เป็นตัวเร่งให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรง แม้แนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” จะถูกพูดถึงในระดับโลก แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เกิดขึ้นจริง
ส่วนปัจจัยที่สองคือบทบาทของรัฐ ซึ่งไม่ได้หมายถึงรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกติกาการบริหารประเทศ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ วิฑูรย์ชี้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทถ่วงดุลการพัฒนา กำหนดให้โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต้องรับฟังความเห็นประชาชน และมีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม
แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กลับลดทอนหลักการเหล่านี้ เน้นระบบเศรษฐกิจเสรี และผูกโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้บทบาทของชุมชนในการตรวจสอบถูกจำกัดอยู่ภายใต้ “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ส่งผลให้การกำกับทรัพยากรตกอยู่ในมือรัฐและกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ฟื้นสิทธิประชาชนฟ้องคดีสิ่งแวดล้อม
วิฑูรย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตหน่วยงานรัฐและประชาชนสามารถร่วมกันฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมได้ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาฟ้องเอง ขณะที่ผู้ก่อผลกระทบกลับไม่ถูกดำเนินคดีอย่างจริงจัง สะท้อนการถดถอยของสิทธิประชาชนในกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
ทุนข้ามชาติ ครอบงำนโยบายสิ่งแวดล้อม
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสูง ไม่เพียงในระดับประเทศ แต่ยังขยายไปถึงระดับข้ามชาติ โดยสะท้อนให้เห็นชัดจากกระบวนการเจรจาสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ
ในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ ตัวแทนรัฐบาลอาจทำหน้าที่ตามกรอบของรัฐ แต่กลุ่มทุนกลับมีเครือข่ายผู้แทนและล็อบบี้ยิสต์เข้าไปมีบทบาทโดยตรง ส่งผลให้สนธิสัญญาหลายฉบับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง หรือมีบทบัญญัติที่อ่อนลงจนยากต่อการนำไปปฏิบัติ
การเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความพยายามจัดทำ “สนธิสัญญาพลาสติกโลก” ซึ่งแม้จะมีเจตนาลดปัญหามลพิษพลาสติกอย่างจริงจัง แต่กลับเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุน จนทำให้ข้อผูกพันต่าง ๆ ถูกลดทอนลง
สำหรับบริบทประเทศไทย เพ็ญโฉมชี้ว่า อิทธิพลทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทุนขนาดใหญ่ตามระบบทุนนิยมเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ทุนเทา” ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน และส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ โดยยอมรับว่าข้อมูลและแรงกดดันจากกลุ่มทุนมีส่วนสำคัญต่อการออกคำสั่งและกฎหมายหลายฉบับในช่วงที่ผ่านมา
เพ็ญโฉมกล่าวว่า ความไม่เป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในหลายมิติเกิดจากการที่นโยบายรัฐมองไม่เห็นคนตัวเล็กตัวน้อย ขณะที่เสียงและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลับมีน้ำหนักเหนือการตัดสินใจของรัฐบาล
รัฐธรรมนูญต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชน
เพ็ญโฉมยังสะท้อนว่า วิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นมาได้เพราะความเข้มแข็งของภาคประชาชน โดยเฉพาะชุมชนชนบท จึงเห็นว่าการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องเสริมพลังให้ภาคประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งในระดับชุมชน พื้นที่ และการมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย
ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึงการถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพ็ญโฉมเปรียบเทียบว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมีบทบาทเข้มแข็ง ส่งผลให้ประเทศก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กลับทำให้สังคมถอยหลัง และลดทอนพลังของประชาชนอย่างชัดเจน
ไม่ฟังเสียงประชาชน เหตุปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำซาก
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐว่า ที่ผ่านมา นโยบายจำนวนมากถูกออกแบบจากส่วนกลาง โดยไม่ได้เริ่มต้นจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ส่งผลให้การแก้ปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อม กลับสร้างผลกระทบใหม่ซ้ำเติมปัญหาเดิม
การดำเนินนโยบายที่ไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งผลให้กฎหมายและเครื่องมือคุ้มครองต่าง ๆ ถูกใช้ผิดเจตนารมณ์ โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งควรเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันผลกระทบ กลับถูกลดทอนให้เหลือเพียงการดำเนินการเชิงพิธีกรรม หรือทำไปตามขั้นตอนเท่านั้น
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” พื้นฐานของประเทศ
หลักการประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อมควรได้รับการยอมรับในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และจำเป็นต้องถูกบรรจุไว้ในกฎหมายหลักของประเทศ เพื่อรับรองสิทธิของประชาชนในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย
นรเศรษฐ์กล่าวว่า สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเคยถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการคุ้มครองประชาชนอย่างจริงจัง ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่สามารถใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โจทย์ประชามติ–ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ บรรจุสิทธิสิ่งแวดล้อม
ประธาน กมธ.ฯ ทิ้งท้ายว่า หากในอนาคตมีการจัดทำประชามติและนำไปสู่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภาคประชาชนและทุกภาคส่วนควรร่วมกันผลักดันให้ “สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี” ถูกกำหนดเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันด้านชีวิต สุขภาพ และทรัพยากรของประชาชนในระยะยาว

พรรคการเมืองยกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมวาระแห่งชาติ
เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นผลสะสมจากโครงสร้างกฎหมาย โครงสร้างรัฐบาล และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุน ที่ไม่เอื้อต่อความเป็นธรรมในสังคม
ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดิน ซึ่งพบว่าบางตระกูลถือครองที่ดินมากถึงกว่า 330,000 ไร่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีที่ทำกิน รวมถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิของชาวประมงพื้นบ้านกับประมงพาณิชย์ และสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาดซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
ขณะที่มลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะกรณีสารพิษในลุ่มน้ำโขงตอนบน ซึ่งเริ่มปรากฏชัดในช่วงปี 2567–2568 ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่อิทธิพลสีเทาเข้มถึงสีดำ ซึ่งการทำเหมืองทองคำหรือแร่หายาก (Rare Earth) ในพื้นที่เหล่านี้แทบไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใด ๆ รองรับ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรง
ในการเลือกตั้ง69 พบว่าพรรคใหญ่จำนวนมากยังไม่ยกระดับประเด็นนี้ ทั้งที่โลกกำลังเผชิญ “ภาวะโลกเดือด” จึงเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศเป็นวาระหลัก เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตไม่ได้ หากธรรมชาติไม่มั่นคง ภาคเกษตรจะล้มเหลว หากทะเลร้อนขึ้น ปะการังและป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนสำคัญจะพังทลาย และมนุษย์จะขาดแหล่งอาหาร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- ส่องกม.ค้างสภาฯ นโยบายไหนไม่ได้ไปต่อ หลังยุบสภาฯ
- ทำความเข้าใจการใช้ไฟของผู้คน ต้นตอฝุ่นควันภาคเหนือ
- ร่างกฎหมายมลพิษ 4 ฉบับ “ไม่ได้ไปต่อ”




