ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เฉลี่ยทั้งปี 2568 เทียบกับปี 2567 ลดลง 0.14% มีปัจจัยจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนธ.ค. 2568 ยังติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ทำให้อัตราเฉลี่ยทั้งปีติดลบ แต่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด”
อ่านเพิ่มเติม: ไทยเสี่ยงเงินฝืด จากภาษีทรัมป์ ฉุดเศรษฐกิจชะลอ สินค้าจีนทะลัก
สนค.คาดว่าทั้งปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0-1.0% (ค่ากลาง 0.5%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ลดลง 0.14% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น

ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่าจะยังคงลดลง อยู่ระหว่าง (-0.5)-0.0% (ค่ากลาง -0.25%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในระยะต่อไป จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
เงินเฟ้อปี 68 ติดลบรอบ 5 ปี เสี่ยงเงินฝืด
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าเงินเฟ้อทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ซึ่งติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยประเมินว่าในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยคากว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ที่ 0.4% ขณะที่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินฝืด ท่ามกลางสัดส่วนรายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อที่ราคาปรับลดลงเห็นการขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่มีผลต่อเงินเฟ้อไทยในปี 2569 ที่คาดว่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกเล็กน้อยได้ ดังนี้
ปัจจัยกดดันฝั่งอุปทานคาดว่าจะลดลง
- ราคาพลังงานโลกคาดว่าจะปรับลดลงตามราคาในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 62 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งยังต้องติดตามความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในระยะข้างหน้า ในขณะที่สถานการณ์เวเนซูเอลา ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางภาวะอุปทานน้ำมันส่วนเกินที่ยังคงมีอยู่
ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศอาจปรับลดได้ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตรเล็กน้อย ถึงแม้ว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มกลับมาเป็นบวกในเดือนม.ค. 2569 (ณ วันที่ 4 ม.ค. 2569 มีสถานะอยู่ที่ -4,788 ล้านบาท) แต่รัฐบาลยังมีการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาระหนี้ กฟผ. ส่งผลให้การปรับลดค่าไฟฟ้าอาจทำได้ไม่มาก - ราคาผักและผลไม้ในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ดัชนีราคาติดลบอยู่ที่ -5.3% ส่งผลให้แรงฉุดจากราคาสินค้าในกลุ่มดังกล่าวลดลง โดยในปี 2569 ปริมาณน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มน้อยลงจากสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะปกติ (neutral) ตั้งแต่ในไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิตให้ออกมาน้อยกว่าปีก่อนและผลักดันราคาให้สูงขึ้น
สำหรับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน คาดว่าจะยังคงเป็นบวกแต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยราคาสินค้าหลายรายการโดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะยังปรับเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่ชะลอลง อาทิ อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ และเครื่องปรุงรส ซึ่งสอดคล้องกับกำลังซื้อของคนในประเทศ
กนง.ผวาเงินฝืด กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3%
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 30 ธ.ค. 68 ได้มีมติอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2569 ที่เป็นความตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามที่บัญญัติในมาตรา 28/8 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ตกลงร่วมกัน ดังนี้
1. ข้อตกลงร่วมกันในการกำหนด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กนง. มีข้อตกลงร่วมกันโดยกำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-3% เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง โดยเป้าหมายในปี 2569 จะดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลาง รวมทั้งดูแลไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด หรืออัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอย่างต่อเนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงในวงกว้าง
เป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ 1-3% มีความเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ดี ผ่านการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ในขณะที่ช่วง 1-3% มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านอุปทาน
2. การบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินในระยะปานกลาง การดำเนินนโยบายการเงินมุ่งดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพและเสถียรภาพระบบการเงิน ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting: FIT) โดยการบรรลุเป้าหมายนโยบายการเงินในระยะปานกลาง อาศัยการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและธุรกิจเป็นสำคัญ เพื่อให้เงินเฟ้อไม่ต่ำหรือสูงเกินไปต่อเนื่องจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน
ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน กระทรวงการคลัง และ ธปท. จะร่วมมือในการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับศักยภาพ และเอื้อให้แนวโน้มเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งดูแลภาวะเศรษฐกิจการเงินโดยใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน ทั้งในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการใช้มาตรการทางการเงินในการแก้ปัญหาหนี้และสนับสนุนสินเชื่อใหม่เพื่อเสริมการส่งผ่านของนโยบายการเงิน
3. ข้อตกลงในการติดตามและรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงิน กระทรวงการคลัง และ ธปท. จะหารือร่วมกันเป็นประจำและ/หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นสมควร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่สอดประสานร่วมกันอันนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ (1) การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป และ (3) การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ รวมถึงจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสเป็นการทั่วไป อันจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนถึงแนวทางการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต
4. ข้อตกลงในการออกจดหมายเปิดผนึกของ กนง. ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมายนโยบายการเงิน ซึ่ง กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ โดย กนง. จะกำหนดนโยบายการเงินที่เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลางในปี 2570
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูงจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านอุปทาน อาทิ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นตามภูมิทัศน์การค้าโลกใหม่ การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดังนั้น กนง. จะติดตามและประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ต่อพลวัตเงินเฟ้อไทยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาหรือประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมายระยะปานกลาง เพื่อสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาให้แก่สาธารณชน โดยจะชี้แจงถึง
- สาเหตุของการเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมาย
- แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมาและในระยะต่อไป เพื่อนำอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม
- ระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย
นอกจากนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุก 6 เดือน หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตามแนวทางข้างต้นยังคงอยู่นอกเป้าหมาย และจะรายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร
5. ข้อตกลงในการแก้ไขเป้าหมายนโยบายการเงินหากมีเหตุจำเป็น ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กนง. อาจตกลงร่วมกัน เพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงินได้ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
ที่มา : ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงิน เรื่อง เป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2569
บทความที่เกี่ยวข้อง:




