“ฐานะการคลังไทยกำลังเสี่ยง หนี้สาธารณะใกล้แตะ 70% ขาดดุล 4–5% ต่อปี เราซื้อเวลาไม่ได้อีกแล้ว”
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนต้องตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายพรรคการเมือง ขณะที่พรรคการเมือง ต้องตอบให้ชัด หรือฐานะการเงินการคลัง และงบประมาณจัดทำนโยบายมาจากไหน กล้าแตะเรื่องยากหรือไม่
“สถานะการคลังของประเทศไทยในปัจจุบัน “บอบช้ำและท้าทาย” มากกว่าช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใดจะเข้ามารับตำแหน่งต่อไป ล้วนต้องเผชิญโจทย์ยากทั้งต่อสาธารณชนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency)
“โจทย์การคลังวันนี้ท้าทายกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาก หนี้สาธารณะขึ้นมาใกล้ 70% และมาพร้อมภาระดอกเบี้ย ทำให้ความยืดหยุ่นในการใช้งบของรัฐบาลลดลงอย่างชัดเจน”

โจทย์การคลัง ท้าทายกว่าการเลือกตั้ง69
ฐานะการคลังของประเทศคือโจทย์ท้าทายของพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะ จากการรายงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี68 ระบุว่า รัฐบาลเผชิญรายได้น้อยลง คาดสัดส่วนภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จะสูงกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนความสามารถชำระคืนหนี้น้อยลง อาจถูกลดอันดับเครดิต
หากประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นฐานะการคลังของประเทศ มีความเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) จากการที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้น้อยลงจนกระทบความสามารถในการชำระหนี้
สภาพัฒนา ฯระบุอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของไทยอยู่ที่ Baa1 โดยเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 68 มูดีส์ (Moody’s) บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังของโลก ได้ปรับมุมมองไทยเป็น Negative outlook เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) c]tจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ศักยภาพทางเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังที่อ่อนแอลง
แม้การจัดอันดับเครดิตของ “อสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์” (S&P Global Ratings) หน่วยงานจัดอันดับเครดิตของสหรัฐอเมริกา และฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) บริษัทจัดอันดับเครดิต pยังคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองไว้ที่ Stable Outlook
แต่ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 87.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเดียวกัน อาจจะทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลงไปได้อีก
เมื่อพิจารณาข้อจำกัดทางการคลังโดยเฉพาะด้านความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 16% ต่อ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD และ Asia and the Pacific ที่ 24.8% และ 18.6%
ขณะเดียวกันไทยยังมีความเสี่ยงจากการที่หนี้สาธารณะปรับตัวเข้าสู่เพดานหนี้ตามกฎหมายที่ 70% ต่อ GDP เร็วกว่าการคาดการณ์ อาจเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป
นโยบาย “ลด แลก แจก แถม” ทำได้ยากขึ้น
ศ.ดร.อธิภัทร ระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือว่า มีแผนการเงินการคลังว่าจะดำเนินการอย่างไร ในการฟื้นฟูสมดุลรายรับ–รายจ่ายของประเทศ
ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารกับประชาชนตรงไปตรงมาว่า นโยบาย “ลด แลก แจก แถม” แบบที่ผ่านมา จะทำได้ยากขึ้นมากเพราะฐานะการคลังของประเทศอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลง
“หนี้ไม่ได้มาเปล่า ๆ มันมาพร้อมภาระดอกเบี้ย และทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักขึ้นทุกครั้งก่อนจะใช้จ่าย การกู้มาเพื่อแจกแบบเดิมอาจจะทำได้ยากขึ้น”

เตือนประชาชนดูนโยบายให้ดูที่มาเงิน
ความเสี่ยงของฐานะการคลังของประเทศ ขณะที่นโยบายของพรรคการเมืองที่ส่วนใหญ่ล้วนต้องใช้เงินและงบประมาณจำนวนมาก จะทำให้เพดานหนี้ของประเทศอยู่ในภาวะความเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่
ศ.ดร.อธิภัทร เห็นว่ายังไม่อาจประเมินผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากยังไม่เห็นรายละเอียดนโยบายพรรคการเมือง ส่งไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ครบถ้วน เพราะฉะนั้นประชาชนก่อนที่จะหย่อนบัตรเลือกตั้ง ต้องพิจารณานโยบายให้ลึกกว่าเพียงตัวโครงการ ต้องดูที่มาของงบประมาณที่จะนำมาดำเนินโครงการ
“อยากให้ดูให้ทะลุว่าเงินจะมาจากไหน และที่มานั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่ หลายครั้งพรรคการเมืองเขียนแหล่งรายได้ไว้ แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก”
เขาย้ำว่า ก่อนถึงเส้นตายการยื่นนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคาดว่าจะอยู่ราววันที่ 19 มกราคม พรรคการเมืองควรนำเสนอตัวเลขที่ มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันประชาชนก็ควรถามให้ชัดว่านโยบายเหล่านั้น สร้างผลดีระยะยาวต่อประเทศ หรือเป็นเพียงการกระตุ้นระยะสั้น
“ประชานิยมไม่ใช่เรื่องผิด ต้องไม่บ่อนทำลายการคลัง”
สำหรับนโยบายอย่าง “คนละครึ่ง” หรือโครงการลักษณะใกล้เคียงกัน ศ.ดร.อธิภัทร จัดอยู่ในกลุ่ม นโยบายประชานิยม ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
“ประชานิยมไม่ใช่เรื่องไม่ดี คำถามคือทำอย่างไรให้ประชานิยมไม่บ่อนทำลายเสถียรภาพการคลัง และช่วยยกระดับการเติบโตในระยะยาวได้ด้วย”
เขายกตัวอย่างโครงการคนละครึ่งว่า หากจะดำเนินต่อ ควรออกแบบให้ เชื่อมโยงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีในระยะยาว ไม่ใช่ปล่อยให้ร้านค้านอกระบบได้ประโยชน์ ขณะที่ร้านค้าที่เสียภาษีอย่างถูกต้องกลับเสียเปรียบ
“เงื่อนไขสำคัญคือ คนที่เข้าคนละครึ่งแล้ว ต้องนำไปสู่การเสียภาษีอย่างถูกต้องในระยะยาว ไม่เช่นนั้นจะไม่ตอบโจทย์ประเทศ”
รายจ่ายประจำ 70% แตะยากแต่เลี่ยงไม่ได้
ปัญหาใหญ่ของการคลังไทยคือ รายจ่ายประจำที่ลดได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนบุคลากร สวัสดิการ บำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาล ซึ่งปัจจุบันรวมกันแล้วคิดเป็น ประมาณ 70% ของรายจ่ายทั้งหมด
“เราแทบไม่เห็นพรรคการเมืองพูดว่าจะจัดการกับรายจ่ายยาก ๆ เหล่านี้อย่างไร ทั้งที่เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว และรายจ่ายสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นแน่นอน”
เขาเตือนว่า รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะไป เบียดพื้นที่งบลงทุน และทำให้รัฐบาลต้องเก็บภาษีมากขึ้น ขณะที่รายได้ภาษีปัจจุบัน เพียงพอแค่ครอบคลุมรายจ่ายประจำ ส่วนงบลงทุนต้องพึ่งพาการกู้เงินเป็นหลัก
ขาดดุล 4–5% เป็น “เรื่องปกติ” คือสิ่งที่น่ากังวล
ศ.ดร.อธิภัทร ระบุว่า ประเทศไทยขาดดุลการคลังราว 4–5% ต่อปี ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงคือ ตัวเลขนี้กำลังกลายเป็นเรื่องปกติของคนไทย
“ถ้าถาม Rating Agency เขาต้องตกใจแน่นอน ไม่มีประเทศไหนควรขาดดุลระดับนี้ทุกปีได้”
ทางเลือกมีเพียงสองทางคือ เพิ่มรายได้ หรือ ลดรายจ่าย ซึ่งทั้งสองทางล้วนทำได้ยาก โดยเฉพาะการลดรายจ่ายที่ต้องแตะโครงสร้าง และใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ปี ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศรอไม่ได้
ดอกเบี้ย ใกล้ชนเพดาน Investment Grade
อีกหนึ่งสัญญาณเตือนของฐานะประเทศ คือ สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐ ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยเงินกู้หนี้คงค้าง อยู่ที่ราว 11% ขณะที่เกณฑ์สำคัญของการคงสถานะ Investment Grade อยู่ที่ประมาณ 12%
“ปีหน้าก็จะชนระดับนั้นแล้ว แรงกดดันสูงมาก ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีคลังก็ต้องจัดการเรื่องรายได้ เพราะเราเบี้ยวหนี้ไม่ได้”
การขึ้นภาษี เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
ศ.ดร.อธิภัทร ระบุว่า รายได้รัฐของไทยกว่า 90% มาจากภาษี และอีกราว 10% จากรัฐวิสาหกิจ พรรคการเมืองจึงต้องแสดงวิสัยทัศน์ให้ชัดว่าจะ จัดการโครงสร้างภาษีอย่างไร
เขาเสนอให้เริ่มจากการ ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่มีอยู่จำนวนมาก ทั้งในภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ตัดสิทธิที่ไม่สมเหตุสมผล และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่จำเป็นจริง ก่อนพิจารณาการปรับอัตราภาษี
หากต้องขึ้นภาษี ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่า นักการเมืองมักมองไปที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะขึ้นเพียง 1% สามารถเพิ่มรายได้ถึง 70,000–80,000 ล้านบาท แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากทางการเมือง
“ทั่วโลก รัฐบาลที่ขึ้น VAT มักแพ้เลือกตั้งสมัยถัดไป”
เขายกตัวอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่สามารถขึ้น VAT ได้สำเร็จ เพราะมี แผนระยะยาว การสื่อสารล่วงหน้า และมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน โดยช่วยคนจนมากกว่าคนรวย และค่อย ๆ เฟสการปรับขึ้น
“ซื้อเวลาไม่ได้แล้ว ต้องพูดเรื่องการคลังให้ตรงไปตรงมา”
ท้ายที่สุด ศ.ดร.อธิภัทร ย้ำว่า สถานการณ์การคลังวันนี้ ไม่สามารถใช้วิธีซื้อเวลาได้อีกต่อไป พรรคการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องขึ้นภาษี ลดรายจ่าย หรือการปฏิรูปสวัสดิการและการปราบคอร์รัปชัน
“วันนี้ประชาชนมีข้อมูลมากพอที่จะมองทะลุ ถ้าพรรคการเมืองไม่พูดเรื่องการคลัง ก็จะตอบคำถามประเทศไม่ได้ ”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




