ปัญหามาตรฐานคุณภาพเหล็กเพื่อใช้ในการก่อสร้าง กลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงในการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่มีคำถาม ถึงคุณภาพของเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace หรือ IF) โดยเฉพาะเหล็กที่ผลิตด้วยเตาหลอมชนิดนี้ใช้ในการก่อสร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง)ถล่มในปี68ที่ผ่านมา
การประชุมคณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรม (กมอ.) ในวันที่ 23 มิ.ย.จึงถูกจับตาเป็นพิเศษว่าจะปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)ที่ยังคงการผลิตด้วยเตาหลอม IF หรือไม่
ขณะที่เริ่มเสียงเรียกร้องให้การควบคุมมาตรฐานคุณภาพเหล็กควรจะกำหนดเป็นนโยบาย หรือ วาระแห่งชาติ เนื่องจากเป็นความปลอดภัยของคนในชาติ
จับตา กมอ.ปรับปรุงมาตรฐาน มอก.เหล็ก
อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) บอกว่า มาตรฐานคุณภาพเหล็กมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของประชาชน เพราะกรณีเหล็กไม่ได้มาตรฐานส่งผลกระทบแล้วใน ฟิลิปินส์ และประเทศไทยก็มีเรื่องของตึก สตง.ถล่ม แม้การเกิดตึกถล่ม เหล็กอาจไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด แต่ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยได้
“ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) เองก็ยอมรับว่า มาตรฐานเหล็ก เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความกังวลใจของภาคประชาชนในวงกว้างในเรื่องความปลอดภัย”
สำหรับการผลิตเหล็กในอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลักคือ
- การผลิตเหล็กแบบ BO รู้จักกันในชื่อ กระบวนการ ( Basic Oxygen Furnace – BOF) คือ กรรมวิธีการผลิตเหล็กกล้าคุณภาพสูงโดยการใช้น้ำเหล็กดิบที่ถลุงได้จากแร่เหล็ก ผสมกับเศษเหล็ก แล้วเป่าออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปเพื่อกำจัดคาร์บอนและสิ่งเจือปนออก เป็นเตาหลอมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก
การแยกสิ่งเจือปน หินปูนจะทำหน้าที่จับสิ่งเจือปน (เช่น ฟอสฟอรัส, กำมะถัน) ให้กลายเป็นตะกรันเหล็กลอยอยู่ด้านบน ทำให้น้ำเหล็กที่ได้มีความบริสุทธิ์และควบคุมคุณสมบัติทางเคมีได้อย่างสม่ำเสมอ
- การผลิตเหล็กแบบ EF (Electric Arc Furnace) คือกระบวนการหลอมเศษเหล็กให้กลายเป็นเหล็กเส้นหรือเหล็กรูปพรรณโดยใช้ เตาอาร์คไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการรีไซเคิลเหล็กที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน
- การผลิตเหล็กด้วย เตา IF (Induction Furnace) คือกระบวนการหลอมเศษเหล็กโดยใช้หลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าให้เกิดกระแสไฟฟ้าวน (Eddy Currents) จนเกิดความร้อนสูง ซึ่งช่วยให้หลอมเหลวได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนประหยัดราคาถูก
แต่การหลอมเหล็ก ด้วยวิธีนี้ ต้องพึ่งพาการคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากไม่สามารถขจัดสิ่งปนเปื้อน เช่น ฟอสฟอรัส ออกได้ จนทำให้คุณภาพเหล็กเปราะบางไม่เหมาะกับการก่อสร้างอาคารสูงในพื้นที่มีแรงแผ่นดินไหว
การประชุมคณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรม (กมอ.) จะพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ในวันที่ 23 มิถุนายน 69 จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ กรณีการร่างมาตรฐานจะยอมให้ผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ที่มีข้อกังวลถึงคุณภาพเหล็ก ไม่สามารถกำจัดสิ่งเจือปนออกทำให้คุณภาพเหล็กเปราะง่ายมาพิจารณา
อมร กล่าวว่า คุณภาพของเหล็ก IF ในไทยยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของเศษเหล็ก (Scrap) ซึ่งในปัจจุบันหาเศษเหล็กคุณภาพดียากและมักมีการปนเปื้อนสูง ทำให้มีความกังวล กรณีการใช้เหล็กจากเตาIF
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในระดับสากล ประเทศมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมเหล็กอย่าง จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ต่างยกเลิกการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นไปแล้ว ปัจจุบันยังคงมีใช้เพียงในบางประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศเท่านั้น
เสนอ 6 ข้อ ปรับปรุงมาตรฐานเหล็ก
อย่างไรก็ตาม หาก กมอ. ยังพิจาณณาให้มีการใช้เตา IF อมร ได้ข้อเสนอ 6 ข้อ ต่อ คณะกรรมการเพื่อปรับปรุงมาตรฐาน มอก. ดังนี้
หากใช้ร่างเดิม คือยอมให้ผลิตเหล็กเส้นจากเตาแบบ IF ต้องเพิ่มมีเงื่อนไขว่าต้องมีหม้อปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace หรือ LF) เพื่อสิ่งปนเปื้อน
แม้จะใช้หม้อปรุงน้ำเหล็กเพิ่ม ต้องมีมาตรการกระบวนการตรวจสอบคัดเลือกวัตถุดิบเหล็กที่มีคุณภาพ เนื่องจากแม้จะใช้หม้อปรุงเหล็กเพิ่ม และสามารถพ่นออกซิเจนเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกได้ แต่ในทางวิศวกรรม การกำจัดสารเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส ทำได้ยาก ดังนั้นต้องมีมาตรการในการตรวจสอบคัดเลือกวัตถุดิบเหล็กที่มีคุณภาพ
ควรกำหนดให้ใช้เหล็กจากเตา IF แยกเล่มมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กจากเตา IF ออกมาต่างหาก และจำกัดขอบเขตการใช้งาน โดยห้ามใช้กับอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารสาธารณะที่สำคัญ แต่ให้ใช้ได้เฉพาะกับอาคารขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัยสูงไม่เกิน 2 ชั้น ในเขตที่ไม่เสี่ยงแผ่นดินไหว พร้อมเพิ่มมาตรการตรวจสอบคุณภาพให้เข้มงวดขึ้น
เสนอเป็นนโยบายว่าในอนาคตยกเลิกโรงงานที่ใช้เตาหลอมเหล็ก IF (Induction Furnace) เนื่องจากข้อได้เปรียบของเตาหลอมชนิดนี้ คือ ราคาถูก แต่หากมีการติดตั้งอุปกรณ์หมอปรุงเพิ่ม ราคาไม่แตกต่างจากการผลิตเหล็กแบบ EF จึงควรยกเลิกหรือไม่เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและควบคุมคุณภาพเหล็กเส้นในประเทศ แต่อาจจะ ให้เวลาผู้ประกอบการในการปรับตัวช่วงเปลี่ยนผ่าน
เสนอให้ กรมโยธาธิการจัดทำคู่มือในการใช้เหล็กชนิดต่างๆ เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม
หากมีการใช้เหล็กจากเตา IF ต้องมีการตรวจสอบที่ถี่มากขึ้นมากกว่าเหล็กที่ผลิตด้วยวิธี EF และไม่ควรสุ่มตรวจควรจะตรวจทุกล๊อตการผลิต
เปิดประชาพิจารณ์ก่อนออกมาตรฐาน
อมร กังวลว่า คณะกมอ.จะอนุมัติร่างมาตรฐานใหม่ ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้เลยจึงอยากให้มีประชาพิจารณ์ เพื่อความรอบคอบ เนื่องจากได้รับการชี้แจงว่าในการประชุม กมอ. วันที่ 23 มิ.ย.นี้ จะเป็นเพียงการแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าเท่านั้น ยังไม่มีการรับรองร่างมาตรฐานดังกล่าว เพื่อรอการระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มวิศวกรและผู้ผลิตเหล็ก ภายในกรอบเวลา 1 เดือนหลังจากนี้
วิศวกรรมสถาน “กังวล”มาตรฐานเตาIF
เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า มีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของเหล็กที่ผลิตจากกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากเตาหลอมประเภท IF มีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปนและสารมลทินบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถัน เมื่อเทียบกับเตาหลอมประเภทอื่น ส่งผลให้คุณภาพเนื้อเหล็กอาจไม่สม่ำเสมอ มีความเปราะมากขึ้น และอาจกระทบต่อความปลอดภัยหากนำไปใช้ในงานก่อสร้างโครงสร้างหลัก
อย่างไรก็ตาม เอนก ยอมรับว่า การผลิตเหล็กด้วยเตา IF มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน ทำให้สามารถผลิตเหล็กได้ในราคาที่ต่ำกว่ากระบวนการหลอมรูปแบบอื่น แต่จุดอ่อนสำคัญคือการควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานทำได้ยากกว่า รวมถึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากไม่มีการคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพหรือไม่มีระบบควบคุมการผลิตที่เหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ มาตรฐาน มอก.24-2559 จึงได้กำหนดภาคผนวกพิเศษเพื่อควบคุมกระบวนการผลิตเหล็กจากเตา IF ไว้อย่างเข้มงวด โดย เอนก เห็นว่าควรคงข้อกำหนดดังกล่าวไว้ เพื่อรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของเหล็กที่ใช้ในประเทศ
อนุวิชาการฯชง 3 ข้อมอก.ชุดใหญ่
ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการรายสาขา คณะที่ 84/1 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการวิชาการรายสาขา คณะ 84/1 เหล็กเส้น เสริมคอนกรีต มีข้อเสนอต่อไปยัง คณะกรรมการ มอก.ชุดใหญ่ โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น
1. ไม่จำกัดกรรมวิธีการทำวัตถุดิบ(บิลเล็ต) ที่จะนำมาใช้รีดเหล็กเส้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่ากรรมวิธีใดก็ตาม ผู้ทำจะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กโดยมีกลไกการกำจัดมลทินเจือปนที่อยู่ในน้ำเหล็กออกไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกระทำเพื่อควบคุมคุณภาพ เพิ่มความสะอาดและความสม่ำเสมอของน้ำเหล็ก ที่จะนำไปใช้รีดเป็นเหล็กเส้นต่อไป
2. กำหนดไม่ให้เหล็กเส้นผลิตด้วยกระบวนการ Temp core (สัญลักษณ์ T)
3. มาตรฐานฉบับใหม่นี้ได้เพิ่มเติมการจำแนกชนิดของเหล็กเส้นที่ต้องการสมบัติความต้านการล้า (fatigue strength reinforcing steel) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกของวัสดุสำหรับโครงสร้างที่มีข้อกำหนดด้านความต้านการล้าสูง เช่น สะพาน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานที่รับแรงซ้ำอย่างต่อเนื่อง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




