เราเริ่มเห็นเค้าลางการตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ท่ามกลางความอลหม่านอันเกิดมาจากความคลางแคลงใจในกระบวนการและผลของการนับคะแนนหลังการเลือกตั้ง คนจำนวนหนึ่งพูดถึงการก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว อย่าไปใส่ใจมากกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นไม่กี่จุด ซึ่งไม่น่าจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งในภาพรวม ในขณะที่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งอุทิตตัวในการออกไปปกป้องความถูกต้องที่จุดเก็บหีบ
เราควรจะปล่อยผ่านไปจริงๆ หรือ?
ขอแลกเปลี่ยนในมิตินี้จากมุมมองทางนโยบายสาธารณะศึกษา โดยเริ่มจากการยกข้อถกเถียงจากงานคลาสสิกด้านนโยบายและการบริหารกิจการสาธารณะของ Valerie Braithwaite และคณะ (1998) ซึ่งได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อมั่นของสาธารณะ (public trust) กับความสำเร็จของนโยบายสาธารณะ (effective public policy) แล้วสรุปว่าความเชื่อมั่นของสาธารณะถูกมองว่าเป็นความดีงามสูงสุด (the greatest good) ของรัฐตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ การแยกรัฐบาลที่ดีกับรัฐบาลที่ชั่วร้าย (good and evil governments) คือการพิจารณาความเชื่อมั่นสาธารณะ
กล่าวคือ รัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่วางใจได้ (a trustworthy government)
พวกเขายังสะท้อนด้วยว่าแก่นของการเลือกตั้ง แม้ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากนักคือการสร้างรัฐบาลที่วางใจได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความชอบธรรมอย่างเดียว (legitimacy) แต่เป็นเรื่องของการการันตีว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้ เพราะนั่นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงไว้วางใจเป็นอย่างมาก (trusting relationship) โดยความล้มเหลวของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเป็นปลายทางของการสูญเสียความเชื่อมั่นสาธารณะนั่นเอง
เมื่อการผลักดันนโยบายสาธารณะผ่านความเชื่อมั่นสาธารณะคือการทำให้ประชาธิปไตยทำงาน (Making democracy work)
อีกงานที่เน้นย้ำความสำคัญของความเชื่อมั่นสาธารณะต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะคือการศึกษาของ Robert Putnam, Robert Leonardi, และ Raffaella Nanetti (1994) โดยพวกเขาศึกษาผลกระทบในการพัฒนาในบริบทของประเทศที่มีความเชื่อมั่นสาธารณะต่ำ ซึ่งย้ำให้เห็นว่าความเชื่อมั่นเป็นเงื่อนไขขั้นต้น (pre-condition) ของการทำให้ประชาธิปไตยทำงาน จากที่การผลักดันนโยบายสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยจะราบรื่นก็ต่อเมื่อสาธารณชนเข้ามาร่วมขยับ (civic engagement) และสถาบันทางสังคมต่างๆ ในระดับฐานราก (civic institutions) พร้อมสนับสนุน
การศึกษานี้ถูกเสริมโดย Francis Fukuyama (1995) ที่มองเรื่องความเชื่อมั่นสาธารณะว่าเป็นเรื่องของคุณธรรมทางสังคม (social virtue) โดยเขาได้ศึกษาเปรียบเทียบสังคมความเชื่อมั่นสาธารณะต่ำกับสังคมความเชื่อมั่นสาธารณะสูง (rich of trust) อย่างเยอรมนีและญี่ปุ่น แล้วพบว่าประเทศที่ความเชื่อมั่นสาธารณะสูงดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศได้อย่างราบรื่นจากการได้รับความร่วมมือจากสาธารณะ ซึ่งน่าสนใจที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกกล่าวถึง โดยเขาเลือกตั้งพร้อมเราและหลังเลือกตั้งได้สร้างความเชื่อมั่นสาธารณะได้อย่างกว้างขวาง จนสามารถขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะไปต่อได้เลย
พรรคการเมืองทุกพรรคมีการสร้างความเชื่อมั่นในมวลชนของตนอยู่แล้ว จะวิตกกังวลทำไม?
หลายต่อหลายงานรวมถึงการศึกษาของตนเองสะท้อนว่าสังคมการเมืองไทยอยู่บนฐานของความไว้ใจและต่างตอบแทน (trust and reciprocity) อยู่แล้ว โดยโยงใยอยู่กับระบบอุปถัมภ์ (Boossabong, 2025) ซึ่งในภาพใหญ่นับเป็นสไตล์และปทัสถานทางนโยบาย (policy style and norm) ของหลายประเทศในเอเชียเลยเสียด้วยซ้ำ (Boossabong, Sacramento, & Salazar, 2025)
ด้วยเหตุนี้ จึงมองได้ว่าฐานเสียงของพรรคการเมืองพร้อมจะโอบกอดพรรคที่รวมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จึงไม่ต้องวิตกกังวลอะไรในเรื่องนี้หรือไม่
ในประเด็นนี้ ขอย้อนกลับไปงานของ Francis Fukuyama ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นสาธารณะที่สร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นความเชื่อมั่นของมวลชนขนานใหญ่และต้องอยู่บนฐานของวัฒนธรรมประชาธิปไตย (democratic trust) ประเทศถึงจะไปต่อได้อย่างไม่ติดขัด ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Trust and Public Policy ของ OECD (2017) ที่ย้ำว่าความเชื่อมั่นสาธารณะในยุคใหม่ไม่ใช่ความไว้วางใจจากการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หากแต่อยู่บนฐานของการเปิดเผยต่อสาธารณะ (openness) ความเอาแน่เอานอนได้ (reliability) ความซื่อสัตย์ต่อสาธารณะ (integrity) ความรับผิดชอบ (responsiveness) และความเป็นธรรมหรือไม่เอารัดเอาเปรียบกัน (fairness)
ความเชื่อมั่นสาธารณะไปสร้างเอาทีหลังก็ได้?
กระแสปล่อยผ่าน ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าวุ่นวายเฉย ๆ ประเทศต้องเดินหน้าแล้ว จะมัวมานับคะแนนหรือเลือกตั้งใหม่กันทำไม เปลืองงบ เปลืองเวลา ผลออกมาก็คงไม่ต่างจากเดิมนัก ซึ่งขอชวนมองในอีกมุมคือต้นทุนที่มองไม่เห็นของการขาดความเชื่อมั่น (intangible cost of distrust)
กล่าวคือ คนพร้อมจะฉีกตัวออกห่างจากรัฐ โดยพวกเขาจะไม่มีอารมณ์ร่วมกับการดำเนินนโยบายของรัฐ และจะไปสร้างการเชื่อมโยงทางความรู้สึก (emotional connectedness) เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรม จนเกิดแนวร่วมต่อต้านการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้ในที่สุด (public resistance) ซึ่งบางส่วนอาจจะถึงขั้นขาดเจตจำนงในการจ่ายภาษีไปเลย (tax morale/ society’s intrinsic willingness to pay taxes) (OECD, 2017)
ในขณะที่การขับเคลื่อนนโยบายในยุควิกฤติเชิงซ้อนต้องการการร่วมแรงร่วมใจ (collective action) และต้องการการพัฒนาโดยอาศัยความร่วมมือ (collaboration/ co-creation) มากเป็นพิเศษ การมีความเชื่อมั่นสาธารณะเท่านั้นที่จะช่วยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ โดย Elinor Ostrom (2009) เจ้าของรางวัลโนเบลมองว่าพลังของการสร้างความเชื่อมั่นคือการสร้างภาวะพร้อมที่จะคล้อยตาม (voluntary compliance) ซึ่งหลายเรื่องในสังคมสมัยใหม่ขับเคลื่อนได้ด้วยภาวะเช่นนี้ ไม่ใช่การบังคับให้ทำตาม (coercion) Chris Ansell และ Alison Gash (2008) เสริมด้วยว่าก้าวแรก ๆ ของความร่วมมือคือการสร้างความไว้วางใจหรือเชื่อมั่น (trust building) เพราะมันจะช่วยผูกมัดภาคส่วนต่างๆ ในสังคมให้มาลงเรือลำเดียวกัน (commitment)
ทั้งนี้ ถ้าเรามองผ่านเรื่องความเชื่อมั่นสาธารณะตั้งแต่ต้นแล้วหวังว่ามันจะเกิดในภายหลัง ต้องเข้าใจด้วยว่ามีบันไดหลายขั้นกว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นสาธารณะ กล่าวคือ ต้องไต่จากการเชื่อมั่นในเครื่องมือที่ใช้บริหารประเทศ (instrumental trust) การเชื่อมั่นในสถาบันต่าง ๆ ในฐานะกลไกของรัฐ (institutional trust) การเชื่อมั่นทางการเมือง (political trust) หรือเชื่อในเจตนาในการทำสิ่งที่ถูกต้องของรัฐบาล (political correctness) ไปสู่การเชื่อมั่นในเชิงระบบและโครงสร้างในภาพใหญ่ (constituent trust) (Bouckaert, 2012; Braithwaite, V. et al., 1998) มากไปกว่านั้นยังต้องสร้างจากความเชื่อมั่นที่อิงเหตุผล (cognitive trust) ไปสู่ความเชื่อมั่นที่มาจากอารมย์ความรู้สึกด้วย (affective trust) (Six et al., 2025)
จากข้างต้น อยากชี้ชวนให้สังคมตระหนักในความสำคัญของการไม่ปล่อยผ่าน และหันมาโฟกัสที่ความโปร่งใสของกระบวนการเลือกและนับคะแนนการเลือกตั้ง แม้แต่ผู้ชนะ ยิ่งเมื่อพิจารณาต้นทุนความเชื่อมั่นสาธารณะที่เรามีอยู่แล้ว ยิ่งปล่อยผ่านไม่ได้
กล่าวคือ จากบทสังเคราะห์ข้อเสนอจากวง Policy Watch Connect 2026 ที่จัดขึ้นกว่าสองสัปดาห์ในรูปของวาระนโยบายจากภาคประชาชน (People’s Policy Agenda) สะท้อนว่าคอขวดของการพัฒนาประเทศในหลายเรื่องอยู่ที่การขาดความเชื่อมั่นสาธารณะอันเป็นผลมาจากการขาดธรรมาภิบาลและนิติรัฐ
นอกจากนั้น ดัชนีรับรู้การทุจริต หรือ CPI ล่าสุดของไทยอยู่เกือบรั้งท้ายที่ลำดับ 116 จาก 180 โดยได้แค่ 33 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน รวมทั้งผลการประเมินผ่าน Rule of Law Index ล่าสุดยังชี้ว่าเราอยู่ไกลถึงลำดับที่ 77 จาก 143 ตามหลังประเทศแถบแอฟริกา อินโดนีเซีย ศรีลังกา หรือแม้แต่เนปาล
อ้างอิง:
- Ansell, C. and Gash, A. (2008). Collaborative Governance in Theory and Practice. Journal of Public Administration Research and Theory, 18(4): 543–571.
- Boossabong, P. (2025). “Patronage in Thailand: Trust and reciprocity in policy networks”. In G. Peters, C. Knox, F. Panizza, C. Ramos and K. Staronova (Eds.), Handbook of Politicization and Political Patronage. Cheltenham: Edward Elgar, pp.404-420.
- Boossabong, P., Sacramento, N. J., & Salazar Jr. A. D. (2025). “Policy styles and norms in Asia: a critical and interpretive reflection”. In O. Poocharoen, P. Boossabong, and P. Chamchong (Eds.), 2023. Handbook of Policy Policy in Asia. Cheltenham: Edward Elgar, pp.51-66.
- Bouckaert, G. (2012). Trust and public administration. Administration. 60(1): 91-115.
- Braithwaite, V. et al. (1998). Trust and Governance. Russell Sage Foundation
- Fukuyama, F. (1995). Trust: The Social Virtues and the Creation of Prosperity. New York: The Free Press.
- Putnam, R. D., Leonardi, R., and Nanetti, R. Y. (1994). Making Democracy Work: Civic Traditions in Modern Italy. Princeton University Press.
- Six, Frédérique et al. (2025). Handbook on Trust in Public Governance. Cheltenham: Edward Elgar Publishing.
- OECD. (2017). Trust and Public Policy. Paris: OECD Public Governance Reviews, OECD Publishing.
- Elinor Ostrom, 2009. “Building Trust to Solve Commons Dilemmas: Taking Small Steps to Test an Evolving Theory of Collective Action,” in: Simon A. Levin (ed.), Games, Groups, and the Global Good, pages 207-228, Springer.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




