ประเด็นที่ใหญ่ที่อาจทำให้การเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะได้ หลังจากโลกโชเชียล และผู้เชียวชาญไอทีออกมาตั้งข้อสังเกต “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งทุกใบที่นำเข้าคูหาสามารถสแกนเลขที่บัตร จนสามารถระบุ “ตัวผู้ลงคะแนน” ว่าเลือกพรรคไหนได้ อาจเข้าข่าย “การออกเสียงไม่เป็นความลับ” เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่ การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้
“การเลือกตั้ง 69”เสี่ยงโมฆะ หากพิสูจน์ว่า “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งระบุตัวผู้ลงคะแนน จนอาจไม่เป็นความลับ อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 85 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัคร รับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้
เช่นเดียวกับ บทบัญญัติ พรป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง

พิรุธ”บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง
แม้กกต. ยอมรับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสแกนเลขได้ แต่ต้องมีต้นขั้วบัตร ซึ่งถูกแยกเก็บคนละที่ มีความรัดกุมและปลอดภัย จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร โดยอ้างอำนาจตามระเบียบข้อ 129 เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและบริหารจัดการบัตร แม้ เวลาสแกนไปก็สามารถดูได้จนถึงเลขที่บัตรเลือกตั้งแต่เราใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม การเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม แต่นั่นอาจจะเข้าข่าย”การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ”
ขณะที่โลกโชเซียล ออกมาพิสูจน์ และตั้งข้อสังเกตว่า กรณี บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อสีชมพู และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตสีเขียว อาจจะไม่เป็นความลับ เพราะสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ เนื่องจากเป็น “บาร์โคต-คิวอาร์โด้ต” มีลักษณะเฉพาะตัว (Unique Running Number)ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง จนทำให้ระบุตัวผู้ลงคะแนน รวมไปถึงรู้ว่าผู้ลวคะแนนลงให้พรรคไหน
ผู้ใช้ FB Thanarat Kuawattanaphan หรือ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ โดยโพสต์ภาพบัตรเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “แค่รู้ Barcode บนบัตรเลือกตั้งสีชมพูแบบบัญชีรายชื่อ ก็รู้ว่าต้องไปค้นสมุดเลือกตั้งเล่มไหนเพื่อหาต้นขั้ว ซึ่งจะนำไปสู่ข้อมูลผู้กาบัตรเลือกตั้งใบนั้น”
ต่อมาเมื่อได้รับหลักฐานเพิ่มเติม ทำให้ยืนยันได้ว่า บาร์โค้ดท้ายบัตรเลือกตั้ง ตรงกับ ‘เลขที่บัตร’ ซึ่งสามารถระบุว่าใครเป็นเจ้าของบัตรได้ เมื่อนำไปตรวจสอบกับต้นขั้ว
“Barcode สามารถสืบรู้ยันเลขบัตรประชาชน ชื่อ และนามสกุลของคุณได้เลย และเป็นอีกครั้งที่คณิตศาสตร์ได้ให้คำใบ้ว่า เลขที่ จะไม่มีซ้ำกันเลยในบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ เพราะเลขที่ของทุกบัตร ล้วน Generate (สร้าง) ขึ้นมาจากหมายเลขเล่มที่ คูณ 20 แล้วนำมา +1 +2 +3 ไปเรื่อย ๆ จนครบ +20 เพราะหนึ่งเล่มมีบัตร 20 ใบ ตราบเท่าที่ไม่มีเล่มที่ซ้ำ ก็จะไม่มีเลขที่ซ้ำเช่นกัน”
เช่นเดียวกับผู้ใช้ FB นายอาร์ม หรือ ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล หรือ นายอาร์ม ยูทูบเบอร์ชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ชี้ว่า เรื่องบัตรมีบาร์โค้ดสามารถ track ย้อนกลับได้ ยังไงก็ถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่
นายอาร์มระบุว่า กฏหมายเขียนชัดเจนว่าการเลือกตั้งห้ามไม่ให้ใครรู้ว่าเราโหวตอะไร ขนาดห้ามถ่ายรูปกับบัตรที่กาแล้ว หรือการห้ามเขียนชื่อหรือทำสัญลักษณ์บนบัตร
“ถ้าว่ากันตามทั่วไป กกต. อาจเข้าข่ายทำผิดกฏหมาย และการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เลยครับ ครั้งก่อน กกต. ตั้งฉากกั้นผิดด้านหน่วยเดียว เป็นโมฆะทั้งประเทศเลยนะครับ”
ขณะที่ น.ต.ศิธา ทิวารี โพสต์ผ่าน FB เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ระบุว่า หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โค้ดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique Running Number) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้
พร้อมยกเหตุการณ์เลือกตั้งโมฆะ เมื่อปี 2549 เพราะศาลตัดสินว่าการเลือกตั้งดังกล่าว ไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ
ข้อสังเกตของศิธา ระบุว่า ศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ “โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่ ดังนั้นหากบัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อ ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน อาจเข้าข่ายเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
เช่นเดียวกับ ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ว่า FB ตั้งข้อสังเกตว่า ภาพที่ได้มา Bar Code ของแต่ละภาพแตกต่างกัน และภาพนี้มีต้นขั้ว โดย Bar Code ที่ต้นขั้วตรงกับบัตรเลือกตั้ง จึงขอให้ กกต. ชี้แจงด้วย หากเลขตรงนี้เป็นเลขที่ไม่ซ้ำกันเลย จะสามารถรู้ได้ว่า ใครกาเลขอะไร

ความต่าง “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”บัตรเลือกตั้ง66-เลือกตั้ง69
ขณะที่ กกต. ระบุเช่นกันว่า การใช้“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้งเริ่มใช้มาตั้งแต่เลือกตั้ง66เช่นกัน แต่มีความแตกต่างระหว่างบัตรเลือกตั้ง66 กับ บัตรเลือกตั้ง69 อย่างมีนัยสำคัญดังนี้
บัตรเลือกตั้งปี 66
มีรหัสเฉพาะบุคคล (Tracking) หรือ บาร์โค้ด -คิวอาร์โค้ต ทำหน้าที่คัดแยกบัตรตามเขตหรือตามเล่ม เพื่อป้องกันการเวียนเทียนบัตรเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งปี 69
มีการตั้งข้อสังเกตว่าบาร์โค้ดบนบัตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว )มีเลข Running Number ที่ต่างกันทุกใบ ซึ่งหากข้อมูลนี้ถูกบันทึกไว้คู่กับลำดับรายชื่อที่ต้นขั้วบัตร ที่สามารถย้อนกลับไปที่ผู้ลงคะแนน ทำให้ความลับของการเลือกตั้งจะหายไปทันที

อย่างไรก็ตามในปี 2566 ความสับสนเรื่องรหัสหน้าซอง เคยมีปัญหาเรื่องรหัสเขตบนซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด แต่ในปี 2569 มีปัญหาลามไปถึงตัว “QR Code หน้าหน่วย” ที่แสดงข้อมูลผู้สมัครไม่ตรงกับความเป็นจริงในบางพื้นที่
ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้ง 69 การมีบัตรถึง 3 ใบในปี 2569 ทำให้กระบวนการบริหารจัดการยากขึ้น และเมื่อมีการใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดที่ซับซ้อนขึ้นแต่ขาดความโปร่งใสในการอธิบาย จึงอาจจะนำไปสู่การฟ้องร้องเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
บทเรียน 2 เม.ย.49 เลือกตั้งโมฆะ “กกต.ติดคุก”
หากย้อนบทเรียน การเลือกตั้งโมฆะหนึ่งในความผิดพลาดระดับประวัติศาสตร์ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำ เพราะ คณะกรรมการเลือกตั้ง ที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน กกต.ถูกสั่งจำคุก จากการจัดคูหาเลือกตั้งที่ “หันหลังออก” จนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
โดยปกติแล้ว คูหาเลือกตั้งจะต้องจัดให้ผู้ลงคะแนนหันหน้าให้ผู้คน เพื่อปิดบังว่าตนเองกำลังกากบาทเลือกใคร แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. กลับจัดคูหาในลักษณะที่ให้ผู้มีสิทธิหันหน้าเข้าหากำแพงและหันหลังออกด้านนอก ทำให้คนที่อยู่ด้านหลังหรือผู้คนที่อยู่ภายนอกอาจสามารถมองเห็นได้ว่าผู้ใช้สิทธิกำลังลงเครื่องหมายในช่องใด
รวมถึงการวางบัตรเลือกตั้งทิ้งไว้ในคูหาให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิสามารถยืนดูได้ ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตย นั่นคือความลับในการลงคะแนน
ความผิดปกติทั้งหมดนี้นำไปสู่การฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญ ใน 4 ประเด็นหลัก
- การกำหนดวันเลือกตั้งที่กระชั้นชิดกับวันยุบสภาเกินไป (35 วัน)
- การจัดคูหาที่ไม่ปิดลับทำให้ละเมิดหลักการออกเสียงลับ
- ข้อกล่าวหาเรื่องการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครเพื่อหนีเกณฑ์ทางกฎหมาย
- การที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งทั้งที่ประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ในที่สุด วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 “เป็นโมฆะ” ศาลได้ให้เหตุผลหลักว่า การจัดคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ปิดลับ และการกำหนดวันเลือกตั้งนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่น่าเชื่อถือ
ต่อมา สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องศาลฏีกา กระทั่ง ปี 2550 ศาลฎีกา พิพากษาจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อกรรมการ กกต. 3 คน ได้แก่วาสนา เพิ่มลาภ ,วิสุทธิ์ โพธิแท่น ,ประพันธ์ นัยโกวิท
บทเรียน การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549: ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ ส่วนหนึ่งเพราะการจัดวางคูหาที่ทำให้บุคคลอื่นอาจมองเห็นการลงคะแนนได้ ซึ่งถือว่า “ไม่เป็นความลับ”
การตีความของศาลมักจะพิจารณาที่ “โครงสร้างของระบบ” ว่าเปิดช่องให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีคนรู้ความลับนั้นแล้วจริงๆ หรือไม่ เพียงแค่ “ระบบเอื้อให้รู้ได้” ก็เสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญแล้ว
“บาร์โค้ด -คิวอาร์โค้ด”เข้าข่าย”เลือกตั้งไม่เป็นความลับ”
หากลองตรวจสอบ บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ต บนบัตรเลือกตั้งเข้าข่ายขัดกฎหมายหลายฉบับตั้งแต่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้ง และระเบียบ กกต .
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 85: ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดย “ตรงและลับ”
ประเด็นปัญหา: หากบาร์โค้ดบนบัตรแต่ละใบมีรหัสเฉพาะ (Unique ID) ที่สามารถสแกนแล้วโยงกลับไปหา “ต้นขั้วบัตร” (ซึ่งมีชื่อและลำดับเลขบัตรประชาชนของเรา) จะถือว่าการลงคะแนนนั้น “ไม่เป็นความลับ” อีกต่อไป เพราะมีระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเลือกใคร
- พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
มาตราที่เกี่ยวข้องกับความลับ: พ.ร.ป. ฉบับนี้เน้นย้ำเรื่องวิธีการลงคะแนนที่ต้องจัดให้มีคูหาที่มิดชิด เพื่อให้ผู้ลงคะแนนสามารถทำเครื่องหมายในบัตรได้โดยลำพังและไม่มีใครทราบ
มาตรา 157 (ประมวลกฎหมายอาญา): ในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่ กกต. อาจถูกร้องเรียนว่าปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากจงใจออกแบบระบบที่ทำลายหลักการ “ลงคะแนนลับ” ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
- ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.: แม้จะมีข้อกำหนดให้ กกต. สามารถจัดทำเครื่องหมายพิเศษหรือรหัสเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรได้ แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ
ข้อโต้แย้ง: กกต. อ้างว่าบาร์โค้ดเป็น “Security Feature” (มาตรการความปลอดภัย) เพื่อเช็คเล่มและล็อตการพิมพ์ แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าหากต้องการเช็คแค่ล็อต บาร์โค้ดในเล่มเดียวกันควรจะเหมือนกัน ไม่ใช่ต่างกันทุกใบ
พรรคการเมือง-นักวิชาการ เตรียมฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ
กลุ่มผู้สมัครและนักวิชาการกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งเรื่องต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดระบุตัวตนผู้ลงคะแนน ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่ ซึ่งหากศาลตัดสินว่าขัดจริง การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถูกสั่งให้เป็นโมฆะและต้องจัดใหม่ทั่วประเทศ
พรรคประชาชน (โดยอดีต ส.ส. ปทุมธานี): ยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อให้ชี้แจงอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศชัดเจนว่ากำลังเตรียมยื่นเรื่องต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เพื่อให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้ง (สีชมพูและสีเขียว) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่
พรรคเพื่อไทย: คุณชูศักดิ์ ศิรินิล ระบุว่าฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบาร์โค้ดดังกล่าวสามารถสแกนแล้วโยงกลับไปหา “ต้นขั้วบัตร” ได้จริงหรือไม่ หากพบหลักฐานชัดเจน จะดำเนินการร้องตามช่องทางกฎหมายทันที เพราะเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเหมือนปี 2549
ขณะเดียวกันนายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ ‘ทนายชา’ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thanu Rungrotreungchai หรือ ทนายชา ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ผ่านทาง e-fling โดย ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569 กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและ QR code ที่ทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปหาต้นขั้ว จนสามารถติดตามได้ว่าบัตรใบไหนลงคะแนนโดยใคร โดยขอให้ศาลปกครองพิจารณา
- จัดเลือกตั้งใหม่ โดยพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้ไม่สามารถtrackกลับได้ และเผาทำลายบัตรเลือกตั้งเดิมที่ได้ลงคะแนนไว้แล้วเสียทั้งหมด
- ขอให้พิพากษาตามข้อ 1. เป็นการเร่งด่วนตามข้อ ๔๙/๒ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง
- ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
- ขอให้ศาลมีคำสั่งตามข้อ 3. โดยเร่งด่วนตามข้อ ๗๖/๑ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพราะผู้ถูกฟ้องคดีอาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเมื่อรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ย่อมเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยา ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรับเรื่องไว้พิจารณา ศาลอาจมีคำสั่งให้ “ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง” บางส่วนไว้ก่อนหรือไม่ หรือจะรอพิจารณาในภาพรวมเพื่อตัดสินสถานะ “โมฆะ” หรือไม่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




