จากกรณีบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มี “บาร์โค๊ด” ด้านล่างบัตรและสามารถสแกนได้ว่าคนที่ลงคะแนนมี ”รหัสเฉพาะ“ และหากไปตรวจสอบที่ต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งดังกล่าวก็จะสามารถรู้รายละเอียดทั้งหมดของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ทั้งการลงคะแนนเสียงเลือกพรรคใดและข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดตามที่อยู่ทะเบียนราษฎร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าข้อมูลการลงคะแนนเสียงดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้
การเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนนเสียงนี้เอง กลายเป็นประเด็นสำคัญว่าการลงคะแนนเสียงเป็น “ความลับ”หรือไม่? ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลจากฝ่ายที่เห็นว่าบัตรลงคะแนนเสียงของกกต.มีช่องโหว่ ทำให้การลงคะแนนเสียง “ไม่เป็นความลับ” ในขณะที่กกต.ชี้แจงยืนยันว่าการลงคะแนนเป็นการลง”โดยตรงและความลับ“ตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เพราะกกต.มีชั้นความลับจนยากที่ใครจะเข้าถึงข้อมูลได้
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 85 วรรคแรก ระบุว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ…” ซึ่งเป็นมาตราใน ”ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร“ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีความต่างจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นในปี 2540 ที่เคยพิจารณาคดีประเด็นเดียวกันในปี 2549 และทำให้กกต.ชุดนั้นต้องโทษจำคุกมาแล้ว
แต่เราจะเข้าใจประเด็นที่กำลังเป็นเรื่องถกเถียงในสังคมอย่างไร? ระหว่างคนที่ไม่เห็นด้วยกับกกต. และ คนที่เห็นด้วยกับกกต. หรือ คนที่ต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้หลังจากเลือกตั้ง โดยการทำความเข้าใจต่อประเด็นนี้ อยากจะเสนอให้ผู้อ่านพิจารณาระหว่างประเด็น “ข้อกฎหมาย” กับประเด็น ”ข้อเท็จจริง“
ประเด็นข้อกฎหมาย : จากมาตรา 85 ที่ยกมาข้างต้น ระบุว่า “วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ซึ่งหมายถึงวิธีการลงคะแนนที่กกต.จัดเตรียมขึ้นตามที่ทราบกันทั่วไป มีขั้นตอนการลงทะเบียน คูหาลงคะแนนและการกาเลือกผู้สมัครแต่ละคน เป็นต้น นั่นยหมายความว่าผู้ลงคะแนนต้องไปด้วยตัวเอง จะให้ใครมาดำเนินการแทนไม่ได้ และการลงคะแนนต้องเป็น ”ความลับ“
แต่ประเด็นการตีความเรื่อง “ความลับ” มีการตีความต่างกัน โดยคนที่ไม่เห็นด้วยกับกกต.ระบุว่า ”บาร์โค๊ดและคิวอาร์โค๊ด“ที่กกต.ดำเนินการในการเลือกตั้งครั้งนี้ ”ไม่เป็นความลับ“ เพราะมีช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แม้ว่าจะยุ่งยากและมีหลายขั้นตอน แต่ก็สามารถเข้าถึงได้ ในขณะที่กกต.ชี้แจงยอมรับว่า “สามารถเข้าถึงข้อมูลได้” แต่เป็นไปได้ยาก เนื่องจากระบบที่วางไว้มีความซับซ้อน คนที่ทำได้ต้องมีเจตนา “ทุจริต” และเป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย”
กกต.ชี้แจงว่าแม้ว่าจะมีคนสแกน “บาร์โค๊ด” รู้ว่าหมายเลขอะไร เพื่อไปตรวจสอบกับต้นขั้วบัตรลงคะแนน ซึ่งหากทำได้ก็จะรู้ข้อมูลของผู้ลงคะแนน แต่ก็เป็นไปได้ยาก เพราะบัตรลงคะแนน และต้นขั้วบัตรลงคะแนน เก็บไว้คนละที่ อีกทั้ง ”ต้นขั้ว“ ไม่ได้เรียงเป็นระเบียบ แต่เป็นการ “เทกองรวมกัน” ดังนั้นจึงปะปนกัน แม้ว่าคนจะรู้รหัสจากการสแกน “บาร์โค๊ด” แต่ก็ยากจะหาต้นขั้วได้เจอ ซึ่งทำให้เข้าถึงข้อมูลผู้ลงคะแนนได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้
ประเด็นการชี้แจงของกกต.ที่ย้ำหลายครั้ง คือ กระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ของกกต.ในการจัดเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดกรณีอย่างที่คนในสังคมสงสัย เพราะกกต.มั่นใจว่าขั้นตอนเหล่านี้ “รัดกุม” เพียงพอ ดังนั้น กกต.จึงยืนยันว่าวิธีการจัดการเลือกตั้ง “โดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ และไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นช่องทางให้มีการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้
จากการชี้แจงของกกต.หลายครั้ง (บางคนครั้งก็ไม่ตรงกัน เหมือนเป็นการอธิบายข้อสงสัยเพิ่มเติม) และหากเชื่อตามที่กกต.ชี้แจง ก็จะเห็นว่าการชี้แจงของกกต. คือ เป็นการหยิบยกเหตุผลแบบใช้ “ข้อเท็จจริง” คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นหรือไม่ และกกต.มั่นใจว่าจะไม่เกิดกรณีการเข้าถึงข้อมูลผู้ลงคะแนนเสียง ซึ่งขณะนี้ กกต.ก็ยังมีความมั่นใจเช่นนั้นว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์คือ ตาม “ข้อกฎหมาย” ที่ระบุไว้ว่า “โดยตรงและลับ” (แม้ว่ากกต.ตีความว่าเมื่อผู้ลงคะแนนกาและไม่ให้ใครรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว)
นักกฎหมาย หรือ อดีตกกต. หลายคนกลับเห็นตรงกันข้ามกับกกต.ในประเด็นข้างต้น โดยตีความ ”โดยตรงและลับ“ หมายถึงว่า ต้องไม่มีช่องทางใดเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนนเสียงได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีใครเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ กล่าวคือ แม้ว่าไม่มีใครเข้าถึงข้อมูล แต่มีช่องทางเข้าถึงได้ ก็ถือว่า ”ไม่เป็นความลับ“ ซึ่งคนที่เห็นในการตีความแนวนี้ได้หยิบยกคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 เป็นบรรทัดฐาน
ประเด็นที่กำลังสับสนไปมาสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ คือ ต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง ”ข้อกฎหมาย“ กับ ”ข้อเท็จจริง“ ซึ่งฝ่ายที่เห็นว่ากกต.ผิด เพราะยึดตามการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญและยึดคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ส่วนคนที่เห็นด้วยกับกกต. ดูไปที่หลัก ”ข้อเท็จจริง“ ที่มองว่าตราบใดที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังถือว่าเป็น ”ความลับ“ ซึ่งในที่สุดแล้ว ขึ้นกับว่าศาลจะตัดสินกรณีนี้อย่างไร เพราะมีคนจำนวนมากพากันร้องต่อศาล
ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลอื่น ๆ ที่จะมีหลายคนหลายกลุ่มเข้ายื่นคำร้อง จะตัดสินออกมาอย่างไรในกรณีนี้ คำตัดสินจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปให้กับระบบการเมืองไทย และจะมีผลผูกพันต่อการเมืองในอนาคตอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แต่อย่างน้อยก็มีกรณีนี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่เป็นตัวชี้นำทิศทางการเมืองในอนาคต และคนรุ่นหลังจะตัดสินต่อกรณีนี้ว่ามรดกที่ได้รับมาจากคนรุ่นก่อน ส่งผลต่อชะตากรรมของบ้านเมืองอย่างไร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ออกเสียงไม่ลับ เลือกตั้ง 69 เสี่ยงโมฆะ
ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า




