ข้อถกเถียง“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง 69 จะทำให้การเลือกตั้งไม่ลับจนเป็นจุดเปลี่ยน ที่นำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ขณะที่ประชาชนหลายกลุ่ม นักวิชาการ และนักศึกษา รวมถึงพรรคการเมือง มากยื่นฟ้องการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในประเด็นที่แตกต่างกัน โดยยื่นฟ้องรวมทั้งหมด 3 ศาล คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

Policy Watch Thai PBS เปรียบเทียบอำนาจ 3 ศาล ตามคำฟ้องต่อกกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ดังนี้
1. อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ : “เลือกตั้ง”เป็นความลับหรือไม่
คำร้องที่ประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่จะพุ่งประเด็นไปที่ การเลือกตั้งอาจไม่เป็นความลับจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด อาจทำให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญต่อ “บัตรเลือกตั้ง” กรณีมีบาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด มีความสำคัญต่อกระบวนการเลือกตั้งอย่างยิ่ง โดยสรุปอำนาจหน้าที่หลักๆ ดังนี้
มาตรา 85 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับ
ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผยไม่ได้
มาตรา 85 วางหลัก 3 ประการหลัก คือ
- เลือกตั้งโดยตรง – ประชาชนเลือกผู้แทนเอง
- เลือกตั้งโดยลับ – ต้องไม่สามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร
- หนึ่งคนหนึ่งเสียง – ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีหนึ่งคะแนนเสียง
การวินิจฉัย “ความเป็นโมฆะ” ของการเลือกตั้ง
การวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นโมฆะ ถือเป็นอำนาจที่รุนแรงที่สุดและเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต คือ การเลือกตั้งทั่วไป 2 เมษายน 2549 และ การเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์ 2557
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยหากกระบวนการเลือกตั้ง หรือลักษณะของบัตรเลือกตั้งในภาพรวม ถูกมองว่า “ไม่เป็นไปโดยตรงและลับ” หรือ “จัดการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร” จนเสียหลักการสำคัญ โดยศาลอาจสั่งให้การเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นโมฆะ และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้
บัตรเลือกตั้งมี”บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”เสี่ยงโมฆะหรือไม่
กรณีบัตรเลือกตั้ง69 ที่มี “บาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงว่า เข้าข่ายการเลือกตั้งไม่เป็นความลับหรือไม่นั้น แม้จะ เป็นประเด็นทางเทคนิคที่กกต.ชี้แจงว่า เพื่อความปลอดภัยในการจัดการเลือกตั้ง แต่แฝงไปด้วยข้อกฎหมายสำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจวินิจฉัยโดยมุ่งเน้นไปที่ “หลักการเลือกตั้งโดยลับ” หรือไม่
อำนาจหน้าที่และประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจต้องพิจารณา ดังนี้
- การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรูปแบบบัตร
ศาลมีอำนาจตรวจสอบว่า การใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า “การลงคะแนนเลือกตั้งต้องเป็นโดยตรงและลับ” หรือไม่หากบาร์โค้ดนั้นสามารถเชื่อมโยงกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนได้ (เช่น ระบุตัวตนได้ว่าบัตรใบนี้เป็นของใคร) ศาลอาจวินิจฉัยว่าขัดต่อหลักการ “ลงคะแนนโดยลับ” หรือไม่ ต้องจับตาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจวินิจฉัยไปในทิศทางใด
- การตรวจสอบอำนาจของ กกต. (การออกระเบียบ)
หาก กกต. ออกระเบียบให้นำเทคโนโลยีบาร์โค้ดมาใช้ในการนับคะแนนหรือคัดแยกบัตร อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากกต. ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายแม่บท (พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.) ให้อำนาจไว้หรือไม่
หาก”บาร์โค้ด” “คิวอาร์โค้ด”เป็นเทคโนโลยี ส่งผลต่อความโปร่งใส หรือเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในลักษณะที่ตรวจสอบไม่ได้หรือไม่ ซึ่งหากศาลตรวจสอบพบว่าความผิดพลาดของระบบส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจสั่งให้การเลือกตั้งในเขตนั้นๆ หรือทั้งประเทศเป็น “โมฆะ”ได้
หลักการลงคะแนนลับ คืออะไร
ทำไมรัฐธรรมนูญจึงมีหลักการลงคะแนนลับ ซึ่งถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 สาระสำคัญไม่ใช่แค่การ “เข้าคูหาคนเดียว” แต่หมายถึงกระบวนการทั้งหมดที่ต้องทำให้ ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนนั้นเลือกใคร
หากขยายความในบริบทที่มีข้อพิพาทเรื่อง “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69” มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้
ความหมายของ “ความลับ” ในทางกฎหมาย
ความลับตามหลักสากลและกฎหมายไทย ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ขณะลงคะแนน การจัดคูหาต้องมิดชิด ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือไม่มีใครแอบดูขณะกากบาทได้
หลังลงคะแนน เมื่อบัตรถูกหย่อนลงหีบแล้ว บัตรใบนั้นต้อง “นิรนาม” คือไม่สามารถสืบย้อนกลับ ไปหาตัวตนผู้เลือกได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีทางกายภาพหรือทางดิจิทัล
ทำไม “บาร์โค้ด” ถึงสุ่มเสี่ยงต่อหลักการนี้?
ในกรณีเลือกตั้ง 69 ที่มีการฟ้องร้อง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวบาร์โค้ดเอง แต่อยู่ที่ “การเชื่อมโยงข้อมูล” และรหัสคู่ขนาน: หากบาร์โค้ดบน “ตัวบัตร” สัมพันธ์กับเลขรหัสบน “ต้นขั้วบัตร” (ซึ่งมีชื่อและลายเซ็นของเราอยู่) เจ้าหน้าที่ที่มีฐานข้อมูลจะสามารถจับคู่ได้ทันทีว่าบัตรใบนี้ใครเป็นคนกา
ขณะที่การนับคะแนนด้วยระบบดิจิทัล: หากเครื่องอ่านบาร์โค้ดเก็บข้อมูลเวลา (และลำดับการหย่อนบัตรไว้ แล้วนำไปเทียบกับลำดับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ ความลับของการลงคะแนนก็จะหมดไปทันที
ทำไมต้อง “ลับ” ขนาดนั้น?
หลักการนี้มีไว้เพื่อป้องกัน “การข่มขู่” และ “การซื้อสิทธิขายเสียง” และป้องกันการเช็คบิล ถ้าความลับรั่วไหล ผู้มีอิทธิพลหรือรัฐอาจตรวจสอบได้ว่าใครไม่เลือกพวกตน ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้งหรือตัดสวัสดิการในอนาคต
นอกจากนี้ป้องกันการทุจริต: หากผู้ซื้อเสียงไม่สามารถ “ตรวจคำตอบ” ได้ว่าคนที่รับเงินไปกาให้จริงหรือไม่ การซื้อสิทธิขายเสียงก็จะทำได้ยากขึ้นและสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์
เทียบบรรทัดฐานคำวินิจฉัยที่ 2/2549 “เลือกตั้งไม่ลับ”
หากเทียบเคียงการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เป็นกาเลือกตั้งที่ไม่ลับหรือไม่ ขณะที่บทเรียนปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญเคยสั่งให้การเลือกตั้งเป็น โมฆะ ด้วยเหตุผล “เลือกตั้งไม่ลับ”มาแล้วเช่นกัน
ในครั้งนั้น กกต. จัดวางคูหาเลือกตั้งโดยหันหน้าออก ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาอาจมองเห็นการกากบาทได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า “การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยลับ” ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
บทสรุปการเลือกตั้ง 69 อาจไม่แตกต่างจากบทเรียนปี 49 หากศาลรัฐธรรมนูญตรวจพบว่า ระบบบาร์โค้ดที่ กกต. นำมาใช้ สามารถใช้สืบค้นตัวตนผู้เลือกได้จริง แม้จะอ้างว่าทำเพื่อความปลอดภัยการนับคะแนน แต่อาจจะเข้าข่ายการเลือกตั้งไม่ลับจนนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เช่นกัน
2. อำนาจศาลปกครองสั่ง “คุ้มครองชั่วคราว”
ส่วนอำนาจของ ศาลปกครอง จะเน้นไปที่การตรวจสอบ “ความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจทางปกครอง” ของ กกต. ซึ่งกรณีนี้ ฟ้องคือ ธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ ทนายชา ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองกลางรับเป็นคดีดำที่ 304/2569
คำฟ้องหลักอยู่ที่ “บัตรเลือกตั้ง”ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อมี บาร์โค้ด และ คิว อาร์โค้ด ที่สามารถสืบย้อนกลับไปถึงต้นขั้วบัตรและระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ทำให้ละเมิดหลักการ “ลงคะแนนโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ โดยขอให้ ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไว้ก่อนชั่วคราว
อำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง
- อำนาจสั่ง “คุ้มครองชั่วคราว”
ถือเป็นอำนาจที่ทรงพลังที่สุดในระหว่างรอคำพิพากษา โดย ศาลมีอำนาจสั่งให้ กกต. “ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.” ไว้ก่อนชั่วคราว หากเห็นว่ากระบวนการใช้บาร์โค้ดส่อแววไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจสร้างความเสียหายที่ยากจะแก้ไข
นอกจากนี้ศาลสามารถสั่งให้ กกต. ปิดผนึกบาร์โค้ด หรือแยกเก็บต้นขั้วบัตรในสถานที่ปลอดภัยภายใต้การกำกับของศาล เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปเชื่อมโยงระบุตัวตนผู้เลือก
- วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของ “ประกาศ/ระเบียบ กกต.”
ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาว่า การที่ กกต. ออกระเบียบให้มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ขัดต่อ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่กำหนดเรื่องการลงคะแนนลับหรือไม่
หากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กกต. ในการจัดทำระบบที่สามารถสืบย้อนหาตัวตนผู้สมัครได้ ศาลอาจสั่งให้ระเบียบนั้นเป็นโมฆะ
- อำนาจสั่งให้ “กระทำการ” หรือ “ละเว้นกระทำการ”
หากศาลพิพากษาว่าการมีบาร์โค้ดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอาจสั่งดังนี้:
สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่หากเห็นว่าบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งเสียความลับไปแล้วจนไม่สามารถแก้ไขได้ ศาลอาจสั่งให้ กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่โดยใช้บัตรที่ไม่มีรหัสติดตามตัว
นอกจากนี้ศาลอาจจะสั่งทำลายบัตรเผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหาทิ้งทั้งหมด เพื่อคุ้มครองความลับของประชาชน
3. อำนาจ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ส่วนอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ผู้ฟ้องส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่ตัวบุคคล โดยฟ้อง มาตรา 157 ต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานเลขาธิการเลือกตั้ง และเลขาธิการการเลือกตั้ง
อำนาจ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะแตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญเพราะศาลนี้จะเน้นไปที่ “ตัวบุคคล” และ “การกระทำผิดทางอาญา” ของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก
- อำนาจหน้าที่ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ : การวินิจฉัยความผิดตาม มาตรา 157
อำนาจหลักคือการพิจารณาว่า กกต. (ในฐานะเจ้าพนักงาน) กระทำการ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” หรือ “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” หรือไม่
หากมีการร้องเรียนว่า กกต. จงใจจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสับสน (เช่น เรื่องบาร์โค้ดที่ไม่โปร่งใส หรือการแบ่งเขตที่เอื้อประโยชน์) เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
- การวินิจฉัยความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.
ศาลนี้มีอำนาจพิจารณาโทษอาญาที่ระบุไว้ในกฎหมายเลือกตั้งโดยเฉพาะ หาก กกต. หรือเจ้าหน้าที่เลือกตั้งกระทำการดังนี้:
ทุจริตในการนับคะแนน: การแก้ไขเปลี่ยนแปลงผลคะแนน หรือการทำให้บัตรดีกลายเป็นบัตรเสีย
การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต: เช่น การจงใจไม่ประกาศผลการเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันควร หรือการช่วยเหลือผู้สมัครบางรายให้ชนะการเลือกตั้ง
- ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ใช้ “ระบบไต่สวน”
ศาลจะแสวงหาข้อเท็จจริงเอง โดยสามารถเรียกพยานหลักฐาน หรือเรียกบุคคลจาก กกต. มาชี้แจงได้โดยไม่ต้องรอให้โจทก์นำเสนอเพียงอย่างเดียว โดยการรับฟ้อง หากประชาชนหรือผู้สมัครเป็นโจทก์ฟ้องเอง ศาลจะทำการ “ไต่สวนมูลฟ้อง” ก่อน เพื่อดูว่าคดีมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ (ป้องกันการฟ้องกลั่นแกล้ง)
- อำนาจในการสั่ง “พักการปฏิบัติหน้าที่”
หากศาลรับฟ้องและเห็นว่าพฤติการณ์จำเลย (กกต.) มีความร้ายแรง หรืออาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานศาลมีอำนาจสั่งให้ กกต. รายนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเลือกตั้งในช่วงนั้นทันที
กล่าวโดยสรุปกรณี “บัตรเลือกตั้ง 69 มีบาร์โค้ด”
การฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในประเด็นนี้ โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “กกต. มีเจตนาทุจริต” ทั้งกรณีบัตรเขย่ง พิรุธการนับคะแนน รวมไปถึงการนำบาร์โค้ดมาใช้ เช่น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองบางพรรค หรือเพื่อรู้วิธีการลงคะแนนของประชาชนโดยมิชอบ ไม่ใช่เพียงแค่ความผิดพลาดทางเทคนิคทั่วไป
บททลงโทษตามมาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่
สำหรับบทลงโทษมาตรา 157 ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษ จำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้การเลือกตั้ง 69 จะถึงจุดเปลี่ยนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอำนาจการวินิจฉัยของ 3 ศาลว่าจะชี้ชะตาอย่างไร โดยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลให้เกิดการผูกพันทุกองค์กร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




