
หากต้องการเข้าใจวิกฤตความเชื่อใจ (trust) หรือ ความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ เราต้องย้อนกลับไปดูถึงจุดกำเนิดของกกต.ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีต ก็จะเข้าใจว่ากกต.เกี่ยวพันอย่างไรกับอนาคตประชาธิปไตยไทย

สำรวจขอบเขตอำนาจ 3 ศาล คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หลังหลายฝ่ายยื่นฟ้องศาลกรณีบัตรเลือกตั้ง "ลับ-ไม่ลับ" จับตาคำติดสินของศาลจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนและเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการเมืองไทย

วิกฤตศรัทธาต่อ กกต.ในการการเลือกตั้ง 69 กำลังขยายวงมากขึ้น เมื่อภาคประชาชน พรรคการเมือง นักศึกษาแนักวิชาการ รวมยื่นฟ้อง 3 ศาล คือ ศาลปกครอง ,ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปม“บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้ง โดยแต่ละศาลมีอำนาจตัดสินคดีต่างกัน

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยคำร้องเรื่องพรรคประชาชนทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทย โหวตอนุทินเป็นนายกรัฐมาตรีอย่างมีเงื่อนไข โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ระบุว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ให้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกำหนดให้มีประชามติ 3 ครั้ง "ให้จัดทำประชามติ-ประชามติเนื้อหา-ประชามติร่างใหม่" โดยครั้งแรกและครั้งที่ 2 ทำพร้อมกันได้ แต่ประชาชนไม่สามารถเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

แนวคิดว่าด้วยองค์กร ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการใช้อำนาจในทางที่มิชอบนั้นแม้มีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญเมื่อระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองแบบตัวแทนกลายมาเป็นรูปแบบทางการปกครองรูปแบบหลักในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดและต้นศตวรรษที่สิบเก้า เป็นต้นมา