พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย) บังคับใช้ตั้งแต่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ผ่านมา 3 ปี มีสถิติร้องเรียนจำนวน 1,155 เรื่อง ซึ่งในปี 2568 คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาฯ ได้ช่วยเหลือตามระเบียบฟื้นฟูผู้เสียหายแล้ว 33 กรณี (ข้อมูล วันที่ 22 มี.ค. 68 – 22 ก.พ. 69) แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย รวมเป็นเงินเยียวยา 8,283,705 บาท
อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ยังคงมีช่องว่างและขาดกลไกสำคัญ เช่น กลไกเยียวยาอย่างเป็นธรรมให้กับเหยื่อและคนใกล้ตัวเหยื่อ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย รวมไปถึงขาดการตั้งกองทุนเพื่อดูแลรักษาเหยื่อและครอบครัว เนื่องจากกฎหมายนี้มุ่งลงโทษและป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดเป็นหลัก
เส้นทางและข้อจำกัดของ พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย
เนื่องจากเจตจำนงแรกของการร่างกฎหมายนี้คือ มุ่งป้องกันปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐซ้อมทรมานอุ้มหายประชาชนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และหากกำหนดกลไกหรือกองทุนเยียวยาเข้าไปด้วย อาจทำให้ร่างกฎหมายนี้ยากที่จะผ่าน
เพราะจะกลายเป็นกฎหมายที่ต้องเกี่ยวข้องกับรายจ่ายของแผ่นดิน หรือผูกพันทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งจะต้องให้นายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวลงนามรับรองร่างกฎหมาย เกิดความกังวลว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจไม่ให้คำรับรองโดยการชะลอ หรือยับยั้งกฎหมายได้ ซึ่งโดยลำพังร่างกฎหมายนี้ ไม่ใช่ร่างการเงินการคลังแต่อย่างใด
สำหรับเส้นทางกว่าจะผ่านเป็น พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างกฎหมาย 16 กันยายน 2564 โดยมี 4 ร่างด้วยกัน ได้แก่
- ร่างฉบับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นร่างหลักที่เน้นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
- ร่างฉบับ สส. ที่เป็นคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน (กมธ.กฎหมายฯ) พัฒนาจากร่างที่ประชาชนเสนอ เน้นการคุ้มครองสิทธิที่เข้มข้น และการเยียวยาเหยื่อ
- ร่างฉบับพรรคประชาชาติ
- ร่างฉบับพรรคประชาธิปัตย์
และผ่านชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) และสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในวาระ 2 และวาระ 3 เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2565 โดยยึดร่าง ครม. เป็นหลัก แล้วเพิ่มความเข้มข้นจากร่างอื่น ๆ เช่น เพิ่มความผิดฐานกระทำการโหดร้ายฯ, ขยายอายุความ ตัดอำนาจศาลทหาร
แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นวุฒิสภา ก็ถูกทำให้ล่าช้าและแก้ไขโดย สว. ชุดที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กว่าจะผ่านด่านรัฐสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ก็เมื่อ 25 ตุลาคม 2565 และมีผลใช้บังคับ 120 วันนับแต่วันประกาศ ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566
ระหว่างที่รอวันบังคับใช้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำหนังสือผ่านอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 ขอขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมาย โดยอ้างเรื่องงบประมาณ ที่ต้องติดตั้งกล้องบันทึกและเสียงขณะปฏิบัติหน้าที่ การเตรียมความพร้อมบุคลากร และยังไม่มีระเบียบหรือแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานกลาง แต่ไม่เป็นผล
ถอดบทเรียน 3 ปี พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย
เนื่องในวาระครบรอบ 3 ปี ของการบังคับใช้ พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย งานเสวนา “3 ปีแห่งความท้าทาย: พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ” หน่วยงานภาครัฐและประชาสังคมได้ถอดบทเรียนจากการรับฟังประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมาน และการบังคับสูญหาย
ข้อค้นพบสำคัญคือ แม้ตามตัวบทกฎหมายนี้จะพยายามยกระดับมาตรฐานกฎหมายให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล หากแต่ในทางปฏิบัติกลับยังคงถูกมองว่ายังไม่เป็นไปตามเจตจำนงของกฎหมาย
เพราะทุก ๆ ขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่และปัญหา ตั้งแต่การตีความตัวบทกฎหมาย การดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทัศนคติของหน่วยงานสืบสวนสอบสวน ยังยึดติดกับวิธีการเดิม ๆ ในการสืบพยาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการป้องกันการซ้อมทรมาน รวมทั้งการเยียวยาที่ใช้เวลานาน และไม่ครอบคลุมทุกมิติของเหยื่อและครอบครัว
การตีความตัวบทกฎหมาย
ณรงค์ ใจหาญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าในตัวบทกฎหมายเองยังคงมีปัญหาในการตีความ เช่น
- มาตรา 22 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงในการควบคุมตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคล เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทำได้ ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในบันทึกการควบคุมตัว
- มาตรา 23 ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูก ควบคุมตัวโดยละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด
- มาตรา 24 ญาติ ผู้แทนหรือทนายความ หรือคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกควบคุมตัว หากเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูล ผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
- มาตรา 25 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบหรือศาลอาจไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว หากผู้นั้นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย โดยเป็นผู้อยู่ในอำนาจศาล และการเปิดเผยอาจละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวหรือก่อให้เกิดผลร้ายต่อบุคคล หรือเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา
ทั้งมาตรา 22-25 ยังคงมีความซับซ้อนในเชิงนิยามของคำว่า “การควบคุมตัว” ซึ่งในทางปฏิบัติมักเกิดข้อถกเถียงว่า จุดเริ่มต้นของการบันทึกภาพและเสียงควรเริ่มตั้งแต่พบตัวบุคคลหรือเริ่มเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหา
ณรงค์ ย้ำว่า สภาวการณ์นี้ส่งผลให้เกิดช่องว่างของเวลาที่เจ้าหน้าที่อาจใช้ในการหาประโยชน์หรือกระทำการมิชอบก่อนการบันทึกภาพจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ แม้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายคือการคุ้มครองสิทธิทุกวินาทีที่บุคคลอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ดังนั้น การบันทึกภาพต้องไม่ใช่เรื่องของดุลพินิจ แต่ต้องเป็นพันธกิจขั้นพื้นฐาน
การควบคุมตัวผู้ต้องหา และการติดตามผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว
สืบเนื่องจากกฎหมายได้กำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุมควบคุมตัว แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่กลับไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ โสภาพรรณ พัดมาสกุล ตัวแทนครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมาน หลังมีกฎหมายนี้แล้วว่า แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองแล้ว แต่สาเหตุของปัญหาการใช้อำนาจเกินขอบเขตยังคงดำรงอยู่ผ่านรูปแบบการ “ตีความกฎหมายเข้าข้างตนเอง” ของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ
ในทางปฏิบัติเมื่อมีการเข้าควบคุมตัว เจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพและเสียง โดยอ้างเหตุผลด้านเทคนิคหรือความเร่งด่วนของสถานการณ์ ผลกระทบที่ตามมาคือ ความยากลำบากของญาติในการติดตามสถานะและที่อยู่ของผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งสร้างสภาวะสูญญากาศทางสิทธิมนุษยชนในทันทีที่บุคคลถูกนำตัวไป โสภาพรรณ ได้กล่าวย้ำว่า
“พ.ร.บ.นี้มีไว้เพื่อคุ้มครองคนบริสุทธิ์ แต่หากเจ้าหน้าที่ยังหาช่องว่างเพื่อปิดกล้องหรือซ่อนตัวผู้ต้องหาและซ้อมทรมาน แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าห้ามทรมาน แต่เราต้องการระบบที่ทำให้การทรมานกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ”
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์บันทึกภาพที่ได้มาตรฐานสากล ถือเป็นความท้าทายหลัก
ความขาดแคลนอุปกรณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลเกิดความกังวลจนไม่กล้าเข้าจับกุมในบางกรณี หรือเลือกที่จะใช้วิธีการควบคุมตัวนอกระบบ เพื่อเลี่ยงข้อบังคับของกฎหมาย สาเหตุนี้เองที่กลายเป็นวงจรใหม่ของการอุ้มหายในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ยากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการสร้างมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูล นรีลักษณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า เกิดจากความซับซ้อนในการประสานงานระหว่างหน่วยงานฝ่ายปกครอง อัยการ และตำรวจ ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีระบบฐานข้อมูลที่เป็นเอกเทศ
ส่งผลกระทบให้การตรวจสอบสถานะผู้ถูกควบคุมตัวในแบบ Real-time ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศ
เช่นเดียวกับ พรพิมล มุกขุนทด มูลนิธิผสานวัฒนธรรม หลังจากช่วยผู้เสียหายต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมหลายคดี พบว่าการที่หน่วยงานรัฐ “ขาดการบูรณาการข้อมูล” ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้อมทรมานหรืออุ้มหาย ภาระในการพิสูจน์ความผิดกลับตกอยู่กับผู้เสียหายและครอบครัวเป็นหลัก แทนที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐในการพิสูจน์ความโปร่งใส
พรพิมล กล่าวย้ำถึงความย้อนแย้งในกระบวนการว่า “เรากำลังอยู่ในยุคที่กฎหมายบอกให้บันทึกภาพ แต่ในห้องสืบสวนกลับมีจุดบอดที่กล้องส่องไม่ถึงอยู่เสมอ”
นอกจากนี้ ในหลายคดีที่รับเรื่องยังพบว่า กลไกการร้องเรียนยังมีความยากลำบาก ผู้แจ้งเหตุยังถูกคุกคาม เจ้าหน้าที่ที่ละเลยการปฏิบัติตามมาตราการบันทึกภาพและเสียงยังไม่ถูกลงโทษอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเกรงกลัวต่อความผิด
การสืบสวนสอบสวน หาพยานหลักฐาน
ในชั้นสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานเองก็เต็มไปด้วยปัญหา ก่อการ บุปผาวัฏฏ์ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกบังคับสูญหาย เปิดเผยว่า คดีอุ้มหายส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าไปถึงชั้นศาลได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี
เพราะมาตรฐานการพิสูจน์พยานหลักฐาน ที่ยังยึดติดกับรูปแบบเดิม คือต้องมีศพหรือพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ชัดเจน ซึ่งขัดกับธรรมชาติของคดีอุ้มหายที่เป็นการกระทำโดยรัฐในที่ลับ ทำให้ครอบครัวผู้สูญหายต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ความจริงที่หนักอึ้งเกินกว่าจะรับไหว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เป็นกฎหมายพิเศษ ทำให้ พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหายไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ นูรฮายาตี สาเมาะ ตัวแทนผู้เสียหายจากอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่เจ้าหน้าที่มักอ้างอำนาจตามกฎหมายพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบในชั้นต้น ทำให้ญาติไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการควบคุมตัวได้ในทันที
นูรฮายาตี ย้ำว่า “สำหรับคนในพื้นที่ 3 จังหวัด กฎหมายใหม่เหมือนแสงสว่างที่ยังริบหรี่ เพราะตราบใดที่กฎหมายพิเศษยังอยู่เหนือกฎหมายปกติ ความโปร่งใสที่รัฐสัญญาก็เป็นเพียงความฝัน”
สอดคล้องกับ สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เสียหายหรือครอบครัวในพื้นที่ห่างไกลเลือกที่จะเงียบมากกว่าการลุกขึ้นทวงถามความเป็นธรรม เพราะกลัวถูกฟ้องกลับหรือถูกคุกคาม ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ข้อมูลการละเมิดสิทธิมักถูกกักเก็บไว้ภายในชุมชน ไม่ถูกส่งต่อมายังส่วนกลาง ทำให้สถิติการซ้อมทรมานในรายงานของรัฐดูต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างน่าตกใจ
“กฎหมายนี้อาจถูกมองว่าความล้มเหลวก็ได้ หากการปฏิบัติงานยังคงผูกติดอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรที่ขาดการตรวจสอบ ผู้เสียหายรายใหม่ ๆ หลังมี พ.ร.บ.นี้ยังคงต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ต่างจากยุคก่อนมีกฎหมายมากนัก หากกลไกการร้องเรียนและการตรวจสอบเข้าไม่ถึงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง”
ทางด้าน รักษพล พันธ์ชาติ ผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยให้เห็นว่า ความยากลำบากในการดำเนินคดีซ้อมทรมานหรืออุ้มหาย คือวัฒนธรรม “การปกป้องพวกพ้อง” ภายในองค์กรรัฐ ที่ทำให้การหาประจักษ์พยานภายในหน่วยงานเป็นไปได้ยากยิ่ง การสืบคดีเหล่านี้จึงต้องพึ่งพาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลจากเทคโนโลยีสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เวลานานและงบประมาณสูง
ดังนั้น ทางออกคือ การปฏิรูประบบการแจ้งเหตุควบคุมตัวให้เป็นระบบดิจิทัลที่รวมศูนย์ เพื่อลดความผิดพลาดจากมนุษย์ และเป็นกลไกสำคัญในการลดการใช้อำนาจมิชอบในชั้นสืบสวน ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุดของกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบัน
การเยียวยาเหยื่อซ้อมทรมาน-อุ้มหาย
ในกลไกเยียวยาผู้เสียหายก็พบว่ายังคงมีปัญหาทั้งตัวบทกฎหมายและการปฏิบัติ นรีลักษณ์ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เผยให้เห็นว่า รัฐยังสอบตกในเรื่องการเยียวยาที่เป็นธรรม เพราะยังคงมองผู้เสียหายเป็น “ภาระ” หรือ “ฝ่ายตรงข้าม” มากกว่ามองว่าเป็นพลเมืองที่ถูกละเมิดสิทธิ
ในการรับเงินชดเชยมีกระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ซับซ้อนและใช้เวลานานเกินควร จนทำให้ผู้เสียหายหลายรายถอดใจระหว่างทาง มากไปกว่านั้นยังคงติดหล่มกับระเบียบการจ่ายเงินชดเชย ที่เน้นตัวเลขความเสียหายทางกายภาพ โดยยังไม่สามารถประเมินมูลค่าของ “บาดแผลทางใจ” ออกมาเป็นเม็ดเงินที่เป็นธรรมได้อย่างแท้จริง
สมศักดิ์ ชื่นจิตร ในฐานะตัวแทนครอบครัวที่ได้รับผลกระทบก่อนการมี พ.ร.บ.นี้ สืบเนื่องจากในปี 2552 ลูกชายของเขาถูกตำรวจยัดข้อหาวิ่งราวทอง ถูกคลุมถุงดำและซ้อมทรมานโดยตำรวจนานกว่า 2 ชั่วโมง ส่งผลให้ตกอยู่ในอาการ PTSD หรือโรคสะเทือนขวัญที่ไม่มีวันรักษาหาย สมศักดิ์ จึงได้ต่อสู้และเรียกร้องความเป็นธรรมเวลากว่า 10 ปีเพื่อลูกของเขา
เขาได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่การซ้อมทรมานว่า เกิดจากวัฒนธรรมการใช้อำนาจเป็นใหญ่และความเชื่อผิด ๆ ว่าการรีดเอาคำสารภาพด้วยความรุนแรงเป็นวิธีการที่ชอบธรรมในการหาความจริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงร่องรอยบาดแผลบนร่างกายของผู้ถูกกระทำ แต่ขยายตัวกลายเป็น “บาดแผลทางจิตใจ” ที่กัดเซาะจิตใจ กัดกินชีวิตคนทั้งครอบครัว ไม่ได้กัดกินแค่คนที่ถูกอุ้มหายหรือถูกซ้อมเท่านั้น
แม้ผลกระทบจากการซ้อมทรมานจะส่งผลให้เกิดสภาวะจิตใจที่แตกสลายรุนแรง แต่ระบบยุติธรรมยังขาดความเข้าใจเรื่องการดูแลและเข้าอกเข้าใจบาดแผลทางใจ มักมองข้ามไปเพราะ “มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า”
ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ได้วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงจิตเวชศาสตร์ว่า การทรมานส่งผลให้เกิดสภาวะทางจิตใจที่แตกสลายอย่างรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมักมองข้าม และขาดทักษะในการทำ “จิตวิทยาตุลาการ” (Forensic Psychology) ในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะเป็นผลกระทบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
“คำให้การของผู้เสียหายที่เผชิญกับเหตุการณ์รุนแรงมักถูกมองว่าสับสนหรือไม่น่าเชื่อถือ น้ำตาของผู้เสียหายถูกมองเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่พยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ครอบครัวต้องดิ้นรนหาความจริงโดยไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐ ยังนำไปสู่ภาวะความเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ถูกซ้ำเติมโดยระบบ”
ณัฐกร ย้ำว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลไกเยียวยาไปไม่ถึงบาดแผลทางจิตใจ เกิดจากการขาดความเข้าใจในเรื่อง “Trauma-Informed Care” หรือการดูแลที่เข้าใจบาดแผลทางใจในชั้นการพิจารณาคดีและการสืบสวน ซึ่งหากไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถูกจุด จะกลายเป็นมรดกความเจ็บปวดที่ส่งต่อข้ามรุ่นภายในครอบครัวของผู้เสียหาย เพราะบาดแผลทางใจไม่ได้เกิดจากการถูกซ้อมทรมานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก กระบวนการยุติธรรมที่เมินเฉย
มากไปกว่านั้นเหยื่อและคนในครอบครัวยังต้องเผชิญกับ “บาดแผลทางจิตวิทยาเชิงซ้อน” ที่ครอบครัวต้องตามหาผู้สูญหายหรือพิสูจน์รอยทรมานหลังมีกฎหมายแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐ ส่งผลให้เกิดภาวะ “ความเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ถูกซ้ำเติมโดยระบบ” (Secondary Traumatization) ผลกระทบนี้รุนแรงกว่า เพราะเป็นการทำลายความหวังสุดท้ายที่ผู้เสียหายมีต่อตัวบทกฎหมาย ทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐในระยะยาว
ณัฐกร ได้สรุปปิดท้ายในมิติสุขภาพจิตโดยวิเคราะห์ว่า การเยียวยาที่ล้มเหลวในอดีตคือการแยกส่วนระหว่าง “กระบวนการยุติธรรม” และ “กระบวนการฟื้นฟูจิตใจ” พร้อมเสนอว่า การเยียวยาตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องเป็นแบบองค์รวม (Holistic Approach) ที่มองว่าสิทธิในการได้รับความยุติธรรมคือส่วนหนึ่งของการบำบัดรักษาบาดแผลทางใจ ทัศนะสำคัญคือ “บาดแผลที่มองไม่เห็นจะเริ่มจางลงได้ ก็ต่อเมื่อรัฐยอมรับความจริงและคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ถูกกระทำผ่านกระบวนการพิสูจน์ที่โปร่งใส”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
‘พ.ร.บ.อุ้มหายฯ’ : 3 ปี…บังคับใช้กฎหมาย กับความเป็นธรรมที่ยังไปไม่ถึง ?
บังคับใช้กม. “ทรมาน-อุ้มหาย” ยากเยียวยา “แผลในใจ” ครอบครัว
คืนศักดิ์ศรีความเป็น “มนุษย์” ครบ 3 ปี บังคับใช้ พ.ร.บ.ทรมาน ฯ




