คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กำลังกลายเป็นหนึ่งในคดีทุจริตภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานการแก้ไขคะแนนสอบทั้งในรูปแบบกระดาษคำตอบและระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการประเมินว่ามูลค่าการทุจริตที่ผู้เข้าสอบต้องจ่ายในครั้งนี้รวมกว่า 4,500 ล้านบาท

ใครอยู่เบื้องหลังขบวนการโกงข้อสอบ?
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผู้สมัครสอบจำนวนมากพบความผิดปกติของกระดาษคำตอบเพราะบางคนทำข้อสอบได้ แต่ผลสอบไม่ผ่าน ทำให้ร้องเรียนขอดูกระดาษคำตอบ ขณะที่ผู้สอบบางคนเข้าไปร้อง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบความผิดปกติของการสอบในครั้งนี้
นั่นเป็นที่มาการตรวจสอบหลักฐาน และจนทำให้ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีการใช้เป็นสำนักงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในการแก้ข้อสอบ
ระหว่างการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 คน กำลังดำเนินการนำข้อมูลที่ผ่านการแก้ไขจากกระดาษคำตอบเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งกลับไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดสอบ จนนำไปสู่การตรวจยึดพยานหลักฐานจำนวนมาก
การสอบในครั้งนี้เป็นการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเปิดรับสมัครถึง 87 สายงาน จำนวน 6,669 อัตรา และมีผู้สมัครมากกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ ในอัตราเงินเดือน 15,000 บาท
หน่วยงานที่ทำการจัดสอบในครั้งนี้ คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชนะการประกวดราคา 133 ล้านบาท โดยรับผิดชอบ การออกข้อสอบ จัดพิมพ์ จัดสอบ ไปจนถึงการจัดเก็บและกระดาษคำตอบ

คลิปเสียงโยงเครือข่ายเป็นขบวนการ
คดีดังกล่าวเชื่อมโยงเป็นขบวนการหลัง หลังจากมีการนำหลักฐานและคลิปเสียงมอบให้หน่วยงานตรวจสอบ โดยระบุว่ามีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางเครือข่ายแอบอ้างว่าสามารถใช้เส้นสายภายในช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการท้องถิ่นได้
มีการเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และสูงถึง 700,000-800,000 บาท ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง โดยอ้างว่าสามารถช่วยให้ผู้สมัครสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้
พบหลักฐานแก้ไขคะแนนกว่า 3,000 รายชื่อ
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบคอมพิวเตอร์และซีพียูจำนวน 18 ชุด ที่เชื่อว่าใช้ในการแก้ไขข้อมูลผลสอบ รวมทั้งอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลที่บรรจุข้อมูลกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบจากทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังพบบัญชีรายชื่อผู้เข้าสอบที่ถูกกำหนดให้แก้ไขคะแนน และสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบประมาณ 3,000 คน การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการแก้ไขคะแนนไปแล้วกว่า 2,000 รายการ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและยึดพยานหลักฐานทั้งหมดไว้ดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่เชื่อว่าความเสียหายจากขบวนการดังกล่าวอาจมีมูลค่าสูงกว่า 4,500 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งในส่วนของนายหน้า ผู้เข้าสอบ และเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้อง
แกะรอย “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ”
เนติพล ชุมยวง ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. บอกว่า หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขกระดาษคำตอบ เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์สถานที่ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน ก่อนพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของบุคคลเข้าออกอาคาร จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออำนาจศาลเข้าตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบทั้งคอมพิวเตอร์ เอกสาร และกระดาษคำตอบที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขในขณะเกิดเหตุ
ขณะที่ พ.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดชะพันธ์ รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการ ปปป. ระบุว่า รูปแบบการกระทำผิดไม่ได้เป็นเพียงการนำกระดาษคำตอบมาลบและฝนใหม่เท่านั้น แต่เชื่อว่ามีการแก้ไขข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กันไปด้วย
กระบวนการทำงานเริ่มจากการ “คัดแยกรายชื่อ” ผู้ที่จ่ายเงินออกจากผู้เข้าสอบทั่วไป ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและกำหนดข้อสอบที่ต้องแก้ไข จากนั้นจึงส่งข้อมูลกลับไปยังต้นทางเพื่อปรับแก้ผลคะแนนให้สอดคล้องกันทั้งในระบบและบนกระดาษคำตอบ
เจ้าหน้าที่แบ่งโครงสร้างขบวนการออกเป็น 3 ระดับ
- ต้นน้ำ ผู้ที่สามารถเข้าถึงกระดาษคำตอบหรือข้อมูลสอบได้
- กลางน้ำ ผู้ประสานงานและเชื่อมโยงเครือข่าย
- ปลายน้ำ กลุ่มนายหน้า ติวเตอร์ หรือผู้แสวงหาลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
จากข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้น พบว่า “พิชิต” ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ รวมถึงเป็นผู้จัดเก็บและซุกซ่อนกระดาษคำตอบไว้ในสถานที่ที่ถูกตรวจค้น
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่าการดำเนินการในลักษณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลเพียงคนเดียว และยังต้องขยายผลต่อไปว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการระดับใดเกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่
ใครบ้าง ?ถูกกล่าวถึงขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
แม้การสอบสวนคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลระดับสูงทางการเมืองหรือผู้บริหารหน่วยงานใดอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ รวมถึงคลิปเสียงและเอกสารที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พบว่ามีบุคคลหลายกลุ่มถูกกล่าวถึงว่าอาจมีบทบาทเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว
บุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในคดีนี้คือ “พิชิต” ข้าราชการสังกัดเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่าย และทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงระหว่างผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลสอบกับกลุ่มนายหน้าในพื้นที่ต่าง ๆ
ทั้งนี้ พิชิตถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดสรร “โควตา” และกระจายเครือข่ายรับซื้อ-ขายสิทธิ์สอบไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยมีหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มนายหน้าและผู้ต้องการเข้าสอบรับราชการ
นอกจากนี้ บ้านย่านเมืองนนท์ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ซึ่งพบกระดาษคำตอบและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก ยังมีข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงพิชิตและภรรยา ทำให้เจ้าหน้าที่มุ่งขยายผลไปยังบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
คลิปเสียง “นายกิจ – นางส้ม” จุดเริ่มต้นของการสืบสวน
อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ถูกส่งให้หน่วยงานตรวจสอบคือ คลิปเสียงการสนทนาระหว่างบุคคลที่ถูกเรียกว่า “นายกิจ” และ “นางส้ม”
เนื้อหาในคลิปมีการพูดคุยเกี่ยวกับการแบ่งโควตาผู้สอบ การซื้อขายตำแหน่ง และการช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น โดยมีการกล่าวถึงตัวเลขค่าใช้จ่ายและรูปแบบการกระจายโควตาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
ปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้องของคลิปเสียง รวมถึงพิสูจน์ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าเป็นใคร และมีบทบาทในขบวนการจริงหรือไม่
อธิบดี สถ. ถูกพาดพิงในคลิปเสียง
จากข้อมูลที่ปรากฏในคลิปเสียง มีการอ้างถึงตำแหน่ง “อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)” ว่าเข้ามาดูแลหรือรับรู้การดำเนินงานของเครือข่ายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนนี้ยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ปรากฏในบทสนทนาเท่านั้น และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานสอบสวนใดยืนยันว่ามีอธิบดี สถ. คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งย้าย ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวมีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด
คลิปเสียงอ้างถึง “รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย”
นอกจากชื่อของข้าราชการระดับสูงแล้ว ในคลิปเสียงยังมีการอ้างถึง “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” ว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย
แต่สำนักงาน ป.ป.ช. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ยังไม่เปิดเผยว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในคลิปเสียงหมายถึงใคร และยังไม่มีรัฐมนตรีคนใดถูกแจ้งข้อกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีจากกรณีนี้
ภายหลังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการอ้างถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในคลิปเสียง ทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบครั้งนี้
ทรงศักดิ์ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดสอบหรือการช่วยเหลือผู้สมัครสอบ และพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมาย
ขณะที่ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในปัจจุบัน ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว
ภายหลังการเข้าตรวจค้นและพบหลักฐานจำนวนมาก “วรศิษฎ์” ได้สั่งให้มีการตรวจสอบกระบวนการสอบทั้งหมด รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการและนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลจากหน่วยงานสอบสวนที่ระบุว่า วรศิษฎ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่มีบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานและติดตามการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดี
อายัดหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางทุจริต
การอายัดหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางทุจริต ป.ป.ช. ร่วมกับ บก.ปปป. ตรวจค้นโกดังเก็บเอกสารของโรงพิมพ์ใน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเก็บเอกสารภายใต้ความรับผิดชอบของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้จัดสอบ โดยทำการยึดกระดาษคำตอบตัวจริงจำนวน 1,884 ลัง รวมกว่า 860,000 แผ่น เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เทียบเคียงหลักฐานหลัก
เอกสารที่ยึดได้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับสำเนากระดาษคำตอบที่ยึดได้ก่อนหน้านี้จากบ้านพักใน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งระบุพฤติการณ์ชัดเจนว่ามีการแก้ไขตัวเลขคะแนน
อนุทินสั่งตรวจสอบเครือข่ายทั้งหมด
มาตรการลงโทษและบุคคลที่เกี่ยวข้องสั่งพักราชการ พิชิต ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี หลังตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ แม้เจ้าตัวจะพยายามยื่นหนังสือลาออกแต่ทางจังหวัดไม่อนุมัติเนื่องจากอยู่ระหว่างสอบสวนวินัยร้ายแรง
ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง พร้อมเรียกตัวผู้ผ่านการสอบคัดเลือกในพื้นที่ อ.วิเชียรบุรี จำนวน 40 คน เข้าให้ปากคำการ
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ขีดเส้นตายให้คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงสรุปผลภายใน 7 วัน พร้อมยืนยันว่า หากพบหลักฐานการทุจริตในขั้นตอนใด จะมีคำสั่งยกเลิกผลการสอบทันที (โมฆะ) และผู้ที่บรรจุแต่งตั้งไปแล้วหากพบว่าผิดจริงจะต้องออกจากราชการและถูกดำเนินคดีอาญา
ผู้สอบผ่านอาจถูกเพิกถอนสิทธิและดำเนินคดี
อีกประเด็นสำคัญคือชะตากรรมของผู้สอบผ่านที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะตรวจสอบเป็นรายบุคคล หากพบว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินหรือรับผลประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าว อาจถูกดำเนินการทั้งทางอาญา ทางวินัย และอาจมีผลต่อสถานะการดำรงตำแหน่งราชการ นอกจากนี้ ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือในการสอบ อาจเข้าข่ายร่วมกระทำความผิดด้วยเช่นกัน
แม้ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลใดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ ป.ป.ช. เชื่อว่าหลักฐานที่ตรวจพบมีความชัดเจน และกระบวนการไต่สวนจะสามารถขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ในเวลาไม่นาน
ที่มา: รวบรวมข้อมูลจากไทยพีบีเอส
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




