ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่ารายทั่วประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง การเข้าถึงสินเชื่อ การเพิ่มขีดความสามารถใหม่ ๆ และการหาตลาดใหม่ให้ธุรกิจ SMEs
ขณะที่ทุนเทาและการฟอกเงิน ก็เป็นอีกปัญหาที่ทำให้ SMEs ไทย ไม่สามารถแข็งขันได้ รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อ ในระบบ ปัญหาดังกล่าวถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการแก้ไข
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ร่วมกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สภาเอสเอ็มอี และ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย จึงจัดสัมมนา เรื่อง “เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง” โดยมีพรรคการเมืองร่วมรับฟังและเสนอมาตรการเพื่อแก้ปัญหา
“ทุนเทา– นอมินี” ล็อคคอ SMEs ทำให้แข่งขันไม่ได้
ปัญหาทุนเทาฟอกเงิน สิ่งที่เราพบคือแพลตฟอร์มจากต่างชาติดูดเงินออกไปปีละ 1ล้านล้านบาท และจีดีพีที่หลายไปปีละ 8 หมื่นล้าน ขณะที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 3.2 ล้านราย และมีผู้ประกอบการในระบบ 1 ล้านราย ที่อยู่ในสภาพที่ถูกบีบเพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน จนต้องกู้นอกระบบ ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันได้
สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) บอกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลแก้ปัญหา SMEs ผิดจุดเพราะมองว่า ปัญหาของธุรกิจเอสเอ็มอี คือการขาดเงินทุน ทำให้มาตรการที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องการช่วยเหลือเงินทุน ผ่านสถาบันการเงิน แต่ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คือไม่สามารเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยเป็นปัญหาต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี เพราะฉะนั้นการให้เงินทุนผ่านสถาบันการเงินอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้ด้วย
ขณะเดียวกันธุรกิจเอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจทุนเทา โดยทุนเทามีความได้เปรียบจากการหลีกเลี่ยงภาษี การตั้งธุรกิจในลักษณะนอมินี รวมถึงการทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาต่ำ ซึ่งอาศัยจากการมีเงินทุนจำนวนมาก ก่อนจะขยายธุรกิจไปสู่เงินกู้นอกระบบในที่สุด เมื่อทุนเทาเข้ายึดหัวหาดในหลายธุรกิจ เอสเอ็มอีจึงตกอยู่สภาพถูกล็อกคอ จนไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
“เราจะทำอย่างไรกับการบริหารจัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับ ธุรกิจเอสเอ็มอี 48.7% ของจีดีพี โดยเรามีบริษัทขนาดใหญ่เพียงประมาณ 0.2% ของธุรกิจทั้งหมดในระบบ แต่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในระบบเศรษฐกิจสูงกว่า 85% เกือบ 98% ของธุรกิจทั้งหมดในระบบ ดังนั้นถ้าไม่สามารถควบคุมวงจนนี้ได้ จะทำให้ปัญหาเอสเอ็มอี ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากไปเรื่อย ๆ”
“เครดิตเทอม” นานปัญหาสภาพคล่องเอสเอ็มอี
ไม่เพียงปัญหาทุนเทาที่เข้าล็อคคอ เอสเอ็มอี แล้วยังรวมถึงปัญหาด้านเงื่อนไขการค้า โดยเฉพาะระยะเวลาการให้เครดิตเทอมที่ยาวนานถึง 60–120 วัน ซึ่งกระทบต่อสภาพคล่องอย่างรุนแรง หากสามารถปรับลดระยะเวลาลงมาเหลือไม่เกิน 45 วัน จะช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของเอสเอ็มอีได้
“เอสเอ็มอีจำนวนมากต้องกู้เงินเพื่ออุ้มธุรกิจใหญ่ ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ย แต่เครดิตเทอมภาครัฐมีระยะเวลายาวนาน หากยังไม่เข้าไปกำกับดูแลเรื่องเครดิตเทอมที่ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกของปัญหา ท้ายที่สุดเอสเอ็มอีจะวนกลับไปสู่ปัญหาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินได้อีกเหมือนเดิม”
แม่ค้า พ่อค้ารายย่อย ถือเป็นเอสเอ็มอี
ขณะที่ อุดมธิปก ไพรเกษตร รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย บอกว่า ปัญหาทุนเทาและการฟอกเงิน กระทบกับเอสเอ็มอีแน่นอน หากแบ่งเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนประมาณ 3 ล้านราย ตามเกณฑ์รายได้ ส่วนใหญ่กว่า 90 % มีรายได้ประมาณ 1.8 ล้าน แต่จะมีเพียง 7-8 % ที่มีรายได้มากกว่านั้นคือประมาณ 30-40 ล้านบาท แต่เอสเอ็มอี ในความหมายของสมาพันธ์จะหมายคามรวมไปถึง แม่ค้า พ่อค้ารายย่อย ผู้ประกอบการายเล็กรายน้อย ในชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ
ทุนเทาในต่างจังหวัดไม่ใช่แค่เงินจากต่างประเทศ แต่กลุ่มที่มีอำนาจมากที่สุดนอกจากข้าราชการ และผู้ใหญ่บ้านแล้ว คือ ผู้ปล่อยกู้นอกระบบ เจ้ามือหวย ซึ่งทุนเทาหรือผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ต่อผู้ประกอบการรายย่อยแน่นอนที่ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านนี้มีปัญหา
สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน ไม่สามารถอยู่รอดได้ มาจากโมเดิร์นเทรด ที่ลงไปเปิดกิจการในระดับชุมชน แม้ว่าระยะสั้น ในเชิงของผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ราคาถูก สินค้ามีมาตรฐาน แต่กระทบผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย ทำให้ไม่สามารถมีรายได้ปิดกิจการ ส่งผลให้ระยะยาวเกิดคำถามเรื่องของทุนขนาดใหญ่เข้าไปผูกขาด และทำให้รายย่อยในชุมชนอยู่ไม่ได้
” ยังไม่เห็นนโยบายพรรคการเมือง หรือ รัฐบาล เข้ามาดูแลเรื่องของผู้ประกอบการร่ายย่อยในชุมชนให้เขาสามารถประกอบการได้ มีรายได้หมุนเวียนในชุมชนเลย เพราะหากไม่มีมาตรการควบคุมทุนใหญ่ ไม่ให้เข้าไปทำให้ธุรกิจของคนในชุมชนอยู่ไม่รอด เชื่อว่าในระยะยาวจะเป็นปัญหาเรื่องทุนขนาดใหญ่ผูกขาด กำหนดราคาได้ สร้างปัญหาใหม่ในอนาคต”
ทุนเทา ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนยากขึ้น
ขณะที่ สถาพร พัฒนะคูหา ผู้แทนสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย บอกว่า การเข้ามาของทุนเทา หมายถึงเงินไหลลงใต้ดิน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของไทยสูงขึ้น โดยในหลายประเทศอาจไม่ทำธุรกรรมกับเรา ส่งผลให้การโอนเงินต้องโอนผ่านที่อื่น 3-4 รอบและ ทำให้ส่งออกได้ยากขึ้น
เช่น กรณีการเปิดบริษัทใหม่และจะเปิดบัญชีธนาคาร ของเอสเอ็มอีไทย บางธนาคารไม่ให้เปิดเพราะเขากลัวความเสี่ยงเรื่องสแกรมเมอร์ ,นอมินี หรือ บริษัทเทา ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสถาบันทางการเงินยากขึ้น
ในต่างประเทศ พบว่า ธนาคารพาณิชย์ในประเทศฟินแลนด์ปฏิเสธการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินอื่นถึงราว 1 ใน 3 ของทั้งหมด ส่งผลให้ความสามารถในการส่งออกของประเทศลดลงกว่า 53% เนื่องจากข้อจำกัดด้านการโอนเงินข้ามพรมแดน หรือในประเทศไทย ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งประสบปัญหาในการเปิดบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะบริษัทที่จัดตั้งใหม่ ซึ่งธนาคารบางแห่งเลือกไม่ให้บริการจากความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสแกมเมอร์และธุรกิจทุนเทา นอกจากนี้ ยังมีบางกรณีที่บริษัทไม่สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
ดังนั้นเมื่อมีทุนเทาเข้ามา ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายสูงขึ้น (Compliance cost) สถาบันการเงินมักจะเลือกลดการให้บริการ แทนการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือสตาร์ทอัพ เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากลำบากมากขึ้น และกระทบเป็นลูกโซ่ถึงการจ้างงานของพนักงงานในธุรกิจเหล่านั้น
ขณะที่เอสเอ็มอีมีปัญหารอบด้าน มาตรการแก้ปัญหาที่ถูกจุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ “Policy Watch” จึงสำรวจนโยบายพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้
ไทยสร้างไทย เสนอ 5 ข้อช่วยเอสเอ็มอี
ไชยวัฒน์ หาญสมวงษ์ พรรคไทยสร้างไทย กล่าว่า ประเด็นปัญหาธุรกิจเอสอีไทยไทยว่า ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบธนาคารได้ประมาณ 4 แสนรายเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้มีนี้เอ็นพีแอลน่าจะมากถึง 1 แสนราย แต่ที่เหลือเข้าไม่ได้ เมื่อกู้ไม่ได้ เขาก็กู้เงินในระบบไม่ได้จึงกู้เงินในระบบไม่ได้
“กู้เงินนอกระบบจำนวนมาก บางครั้งอาจจะเป็นเงินเทาขณะที่กฎหมายไทยล้าหลังและเอื้ออำนวยให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือผู้ประกอบการต่างชาติที่ใช้ทรัพย์สินเอื้อให้เกิดความสะดวกสบายประกอบธุรกิจ แต่กฎหมายต่าง ๆ กลับไม่เอื้ออำนวยธุรกิจเอสเอ็มอี จึงกู้เงินในระบบธนาคารไม่ได้ และทางออกเดียวต้องพึ่งทุนเทา”
เอสเอ็มอีที่เป็นทุนเทาอาจจะประมาณแค่ 5% ขณะที่เอสเอ็มอี 95% ที่ต้องการทำมาค้าขายปกติไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ดังนั้นแนวทางของพรรคไทยสร้างไทยต้องการแขวนกฎหมายหลายพันฉบับที่เอื้อให้เอสเอ็มอีสามารถประกอบธุรกิจให้มีกำไรได้ ซึ่งกฎหมายที่จะแขวนหนึ่งในนั้นจะต้องทำให้เอสเอ็มอี สามารถกลับเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้ทั้งหมด โดยไม่คิดภาษีย้อนและยกเว้นประวัติเสียในอดีต
“ต้องแก้กฎหมายที่มีปัญหาเพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถกลับสู่เข้าระบบได้ ส่วนเรื่องต้องการแหล่งเงินทุนค่อยว่ากันทีหลัง หากธุรกิจเหล่านี้มีตัวตนจริงก็ค่อยมาหาว่าจะหาแหล่งเงินทุนจากไหนมาช่วยเหลือได้
อย่างไรก็ตาม พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอนโยบายด้านแหล่งเงินทุน ลดอุปสรรค และลดต้นทุน
- ใช้เงินกองทุนสร้างไทยทำ SMEs Sandbox วงเงิน 300,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรดอกเบี้ย 3% ระดมเงินฝากจากธนาคารมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย
- ปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
- ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดต้นทุนพลังงานสะอาดให้ SMEs
- เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก ‘ผู้ควบคุม’ เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุนแฝง
พรรคประชาชน ชู 4 นโยบาย พลิกโฉม SMEs
ด้าน สิทธิพล วิบูลย์ธนากูล ตัวแทนพรรคประชาชน ระบุว่า นโยบายที่พรรคจะทำ คือ แก้ปัญหาทุนเทา ที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินจำนวนมาก แต่เงินไหลออกไปอยู่ระบบเศรษฐกิจใต้ดินและต่างประเทศ แม้ประชาชนจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่สวนทางกับโรงงานไทยที่ปิดตัวลงทุกปี และหากยังคงทำต่อไปก็คงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ในขณะเดียวกันทุนเทายังขยายธุรกิจไปในวงกว้างทั้งซัพพลายเชน แม้ภาครัฐจะมีการตามจับต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายในไทย แต่ก็จับได้จำนวนน้อย
พรรคประชาชน เข้าไปแก้ปัญหาทั้งระบบ แบ่งเป็นระดับต้นน้ำ โดยเริ่มจากคัดกรองธุรกิจตั้งแต่เริ่มจดทะเบียน และจะเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลเป็นสาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดปัญหาคอรัปชั่นหรือการเกิดธุรกิจ นอมินี
ในระดับกลางน้ำจะทำระบบรับแจ้งเรื่องจากประชาชน เพราะปัจจุบันประชาชนมีการแจ้งปัญหากับหลายหน่วยงาน เช่นกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกรมสรรพากร แต่เรื่องที่แจ้งกลับเงียบหายไป จึงต้องทำระบบข้อมูลกลาง เพื่อชี้ตำแหน่งว่าพื้นที่ไหนมีธุรกิจสีเทา และหน่วยงานรัฐแก้ไขแล้วหรือไม่
ในะระดับปลายน้ำ ทุนเทาหรือธุรกิจ นอมินี มักจะนำเงินจากธุรกิจสีเทาไปฟอกเงินเป็นสินทรัพย์ถูกกฎหมาย เช่น ซื้อบ้านหรู หรือซื้อที่ดิน ก็ต้องไปติดตามอายัด
หากทำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ ปัญหานอมินีก็จะลดลง รวมถึงต้องเพิ่มคนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีเจ้าหน้าที่เพียงจำนวน 9 คน เท่านั้นที่ตรวจสอบธุรกิจนอมินีจดทะเบียนทั่วประเทศ สุดท้ายท้ายรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและจริงจัง เชื่อว่าปัญหาลดลงแน่นอน
พรรคประชาชนเสนอชุดนโนยาย ‘พลิกโฉม SMEประกอบด้วย 4 นโยบาย
- หวยใบเสร็จ เพิ่มแต้มต่อให้ SMEs จัดทำหวยใบเสร็จกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการ SME เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ซื้อ-ผู้ขาย เพื่อดึงธุรกิจเข้าระบบภาษีและสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจรายย่อยแข่งขันได้
- สินเชื่อสร้างตัว SMEs อัดฉีดงบค้ำประกัน บสย. เพิ่มเป็นสองเท่า เพื่อจูงใจธนาคารปล่อยกู้ SMEs รายย่อย พร้อมใช้ข้อมูลบิลและคะแนนเครดิตใหม่ ช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ
- คูปองเพิ่มขีดความสามารถ SMEs ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs ด้วยคูปองคืนภาษีค่าเช่าและบัญชี เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่มีรัฐค้ำประกัน
- เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า รัฐช่วยจ่าย 50% รัฐช่วยจ่าย 50% สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นของใหม่ผลิตในไทย เพื่อลดค่าไฟ กระตุ้นยอดขาย SME และยกระดับอุตสาหกรรมไทย
พรรคร่วมไทยสร้างชาติ ชูธงแก้กฎหมายล้าสมัย
ขณะที่อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคร่วมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ปัญหาของธุรกิจเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้ ปัญหาหลักคือกฎหมายล้าสมัยมานาน และไม่มีการปรับปรุง โดยสมัยก่อนธุรกิจเอสเอ็มอีจะพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและเล็ก แต่เกิดวิกฤตปี 40 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ส่งผลให้ธนาคารเหล่านั้นล้มละลายหายไป และเมื่อรัฐตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SMEs D Bank) ธุรกิจเอสเอ็มอีก็ไหลไปธนาคารนี้หมด จนกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก
ในช่วงตั้งแต่ปี 40 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รัฐต้องสร้างมาตรการระบบป้องกันธนาคารพาณิชย์ให้เข้มแข็ง จึงส่งผลให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของธนาคารพานิชย์ได้
นอกจากนี้ ยังมีปัญหากฎหมายเครดิตบูโรที่ล้าหลังกว่าต่างประเทศ ซึ่งในไทยใครผิดนัดชำระเพียงครั้งเดียวจะถูกบันทึกประวัติในเครดิตบูโรนานกว่า 3 ปี ทำให้มีปัญหาธนาคารพานิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อและกระทบสภาพคล่องเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายล้มละลาย หรือฟื้นฟูกิจการ ตามกฎหมายระบุว่าให้มีการประชุมเจ้าหนี้ แต่ตนได้เสนอตัดทิ้งเพราะว่าการประชุมเจ้าหนี้ ถ้าเป็นลูกหนี้รายเล็กเจ้าหนี้จะไม่สนใจมาประชุม จึงได้ขอให้ระบุในกฎหมายให้เจ้าหนี้ยื่นข้อเสนอมาก็เพียงพอแล้ว แต่อย่างไรเรื่องกฎหมายล้มละลาย อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ สว. แต่ได้มีการยุบสภาไปก่อน จึงหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ และ สว.จะหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาอีกครั้ง
สำหรับปัญหาเรื่องทุนเทาทุ่มตลาดสินค้าในไทย สิ่งที่ทำได้ คือ การใช้มาตรฐาน มอก. สมก. เข้าไปจัดการธุรกิจทุนเทาจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นการช่วยผู้ประกอบการไทย
พรรคพลังประชารัฐ เอสเอ็มอีต้องมีพี่เลี้ยง
ด้าน ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทยถ้าไม่ได้รับการแก้ไข เศรษฐกิจประเทศอาจจะแย่มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเป็นผู้เล่นหน้าเดิมมาเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีเป็นธุรกิจเกิดขึ้นง่ายแต่อยู่รอดได้อยาก จึงเป็นหน้าที่สำคัญของภาครัฐในการสนับสนุนและนำพาเอสเอ็มอีให้เติบโตไปเป็นธุรกิจขนาดกลางกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับตลาดไทยดีขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ และขยายไปสู่ระดับโลก
ปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยยังขาดพี่เลี้ยง แลพเมื่อเจอกับกฎระเบียบต่าง ๆของภาครัฐ จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ ดังนั้นจึงต้องควรให้เวลาเอสเอ็มอีปรับตัวสร้างความคุ้นเคยกับกติกา และรัฐควรเข้ามาช่วยชี้นำอย่างใกล้ชิดในช่วง 3–4 ปีแรก
ขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ เอสเอ็มอียังขาดความรู้ด้านการเงิน แม้จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แต่ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง
ส่วนทุนเทา ส่วนใหญ่มักจะเข้ามาฟอกเงินจากทำธุรกิจโดยไม่สนผลกำไร ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ทางภาษีของประเทศ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะต้องมีหน่วยงานรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงคิดว่าไทยไม่ได้จริงจังกับการปราบปรามจนเชื่อมโยงกับการทุจริตคอรัปชัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไทยกำลังอยู่ในระดับล่างของการแข่งขันกับต่างประเทศ
พรรคเศรษฐกิจ ต้องลงโทษทุนเทาให้หนัก
วันวิวัตน์ เกศวา พรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า แนวทางพรรคต้องลงโทษทุนเทาให้หนัก และช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ดีผ่านหลาย ๆ มาตรการ และต้องนำเอ็สเอ็มอีที่ดีเหล่านี้เข้าระบบให้ได้มากที่สุด โดยต้องไม่เอาผิดย้อนหลัง จากนั้นส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตด้วยการนำเข้าระบบภาษีบุคคลธรรมดาก่อน โดยทยอยปรับขึ้นภาษีเป็นขั้นบันไดเริ่มแรกเก็บภาษีในอัตราขั้นต่ำ 2% จากนั้นทยอยปรับขึ้นเป็น 4% 5% และ 7% เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณการตัวเลขดังกล่าวได้ โดยแบ่งอัตราภาษีให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ธุรกิจรายเล็กสามารถอยู่รอดได้
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รวมบริการภาครัฐทั้งหมดไว้ในที่เกี่ยวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกธุรกิจรายเล็กและพ่อค้าแม่ค้า ส่วนเรื่องปัญหาแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ต่างชาติ มองว่าไทยคงสู้ได้ยาก หากทำขึ้นมาแข่งแล้วสุดท้ายยังขายสินค้าไม่ได้ จึงอยากให้แข่งที่คุณภาพสินค้าให้มากขึ้น นอกจากนี้เสนอให้นำเข้าสินค้าทุน อย่างเครื่องจักรมาพัฒนาเทคโนโลยีของไทย ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ขณะเดียวกันรัฐต้องส่งเสริมการส่งออกให้มากขึ้น
พรรคเพื่อไทย : ลดรายจ่าย เพิ่มโอกาส เอสเอ็มอี
พรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายภายใต้แนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เน้นการลดภาระและเพิ่มโอกาส สนับสนุนเอสเอ็มอี
- นโยบายรัฐเป็นลูกค้า เอสเอ็มอี ปรับปรุงระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เอื้อต่อเอสเอ็มอี มากขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอี มีตลาดรองรับที่แน่นอน ประกอบด้วย 2 มาตรการ
มาตรการ SMEs First KPI ตั้งเป้าหมาย ให้ทุกหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจาก เอสเอ็มอี ไทยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 % และรายงานผลแบบเรียลไทม์โดยสร้าง Dashboard ติดตามการใช้เงินของหน่วยงานรัฐว่าสนับสนุน SMEs ตามเป้าหมายหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
มาตรการให้แต้มต่อด้านราคาสำหรับ SMEs ไทยในการประมูลแบบ e-bidding โดยอนุญาตให้สินค้าไทยเสนอราคาสูงกว่าสินค้านำเข้าได้
- ตั้งสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ (NaCGA) ให้ NaCGA ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่มีหลักทรัพย์ ให้รัฐรับความเสี่ยงบางส่วนแทนประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ SMEs
- ยกเครื่อง SMEs ด้วย AI: รัฐแจก ‘SMEs digital starter pack’ ฟรีให้กับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้ SME ไทยพร้อมใช้เทคโนโลยีตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องลงทุนเอง
- e-commerce สัญชาติไทย: มุ่งสร้างระบบนิเวศการค้าออนไลน์สัญชาติไทยที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาทจากการซื้อขายหมุนเวียนอยู่กับผู้ประกอบการไทย ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และผลักดันให้ SMEs สตาร์ตอัพ รวมถึงคนรุ่นใหม่ กลายเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน
- มาตรการ ไทยขายฟรี (0% GP 2 ปีแรก) เว้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ขายสินค้าสัญชาติไทย
- รัฐสนับสนุนเครดิตการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม (Ad Credits) สำหรับร้านค้าใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่และสตาร์ตอัพ เพื่อให้สินค้าไทยถูกมองเห็นได้มากขึ้น
- โครงข่าย ‘ส่งถึงที่ ส่งเท่าทุน’รัฐสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนส่วนต่าง เพื่อให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยในราคาต้นทุนโดยไม่มีการบวกกำไรเพิ่ม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
- อินเทอร์เน็ตราคาประหยัด: ให้โรงเรียน คลินิก และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ใช้งานอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ โดยได้รับการอุดหนุนจากรัฐ
- นโยบายที่ให้ประโยชน์ต่อ SMEs ทางอ้อม เช่น ลดค่าไฟ
พรรคภูมิใจไทย ติดปีก SMEs
- เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
- เสริมสภาพคล่อง-ลดต้นทุน โดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
- เปิดตลาดใหม่สู่ระบบออนไลน์ โดยเพิ่มแหล่งทุน สร้างความเป็นธรรมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP)
- เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (local content) เพื่อให้โรงงานต่างชาติใช้บริการผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
- ส่งเสริมการส่งออก โดยหาตลาดใหม่ เสริมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ติดปีกทูตพาณิชย์ เป็นต้น
พรรคประชาธิปัตย์ : ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ดังนี้
- ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง
ปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้เป็นเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยเปลี่ยนเกณฑ์จัดซื้อจาก “ราคาถูกสุด” เป็น “คุณภาพ + แหล่งกำเนิด”: ให้น้ำหนักกับสินค้าที่ผลิตในประเทศและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว
กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้า ไม่น้อยกว่า 60% ของงบวัสดุและครุภัณฑ์ และอนุญาตให้สินค้าไทยเสนอราคาสูงกว่าสินค้านำเข้าได้ในกรอบที่กำหนด และให้แต้มต่อพิเศษกับผู้ประกอบการไทย
- ลดความเสี่ยงให้ SMEs: ปรับเงื่อนไขสัญญา เช่น การจ่ายเงินเร็วขึ้น การลดหลักประกันสัญญา สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ
- Green Procurement Bonus: ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมกับสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว
- สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อยกระดับมาตรฐาน: ให้สถาบันการเงินสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับปรุงสายการผลิตและมาตรฐาน (ISO, มอก.) แก้ปัญหาคุณภาพสินค้าไทย
- วิจัยและผลิตแทนการนำเข้า: สนับสนุน R&D สำหรับสินค้าที่รัฐต้องใช้สูงแต่ยังนำเข้า เช่น อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ภัยพิบัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
- จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน แก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME และ Startup แบ่งความเสี่ยงช่วงเริ่มลงทุน และเร่งการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด
- ใบอนุญาตเดียว ครบทุกหน่วยงาน ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
- RWA Tokenization เพื่อคนไทยและ SME/Startup ใช้ RWA Tokenization เชื่อมเงินออมของประชาชนกับสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เพิ่มทางเลือกการระดมทุนให้ SME และ Startup โดยให้ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนโดยใช้สินทรัพย์และกระแสรายได้ในอนาคตเป็นฐาน
- Made in จังหวัด เชื่อมจังหวัดเชื่อมโลก เปลี่ยน ‘ชื่อจังหวัด’ ให้กลายเป็นแบรนด์เศรษฐกิจที่มีมูลค่า เชื่อมการผลิตท้องถิ่นสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- TDRI: เสนอนโยบายเร่งด่วน 6 ด้าน ที่ประเทศต้องการ รัฐบาลใหม่ควรทำ
- วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569
- อุตสาหกรรมไทยกำลังถึงทางตัน เมื่อวิ่งตามไม่ทันเทคโนโลยี




