ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คนไทยหันมาเก็งกำไรทองคำจำนวนมากขึ้น โดยมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จนบางช่วงกระทบต่อค่าเงินบาทและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง
มูลค่าการซื้อขายทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 หลังจากราคาทองคำในตลาดโลกขยับขึ้นจากความเสี่ยงทั้งจากเศรษฐกิจและสงครามในยูเครน

นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลการซื้อขายทองคำที่มีมูลค่าสูง และยกระดับให้การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมีความโปร่งใสและมีมาตรฐานขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในบางช่วงพบว่าธุรกรรมขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่ 1 มี.ค. 69 ดังนี้
1. กำหนดวงเงินการซื้อหรือขายทองคำ ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาท/คน/แพลตฟอร์ม บนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นสกุลบาทเท่านั้น (ไม่ครอบคลุมการซื้อขายทองคำที่ชำระเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การซื้อขายผ่านร้านทองทั่วไป การซื้อบนแพลตฟอร์มที่มีลักษณะออมทอง [ที่ไม่สามารถขายได้] หรือการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (TFEX))
ทั้งนี้ ผู้ที่ถือทองคำมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท ณ สิ้นวันที่ 30 มกราคม 2569 จะสามารถขายทองคำตามจำนวนที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่จำกัดระยะเวลาในการขาย

2. กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม (ทั้งสกุลบาทและดอลลาร์) ได้แก่ (1) ห้ามใช้บัญชีบุคคลอื่นในการรับจ่ายเงินแทน (2) ให้ชำระเงินด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น (3) ให้ชำระเงินเต็มจำนวนโดยห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง (net settlement) (4) ต้องรับมอบทองคำด้วยตนเอง และ (5) การขายทองคำจะต้องมีทองคำที่ชำระเงินครบถ้วนแล้วในแพลตฟอร์มก่อนเท่านั้น (ห้าม short sell)


มาตรการนี้มุ่งลดความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งการกำหนดวงเงินและเงื่อนไขข้างต้น จะบังคับใช้เฉพาะกับลูกค้าทั่วไป โดยไม่รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจทองคำหรือผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ดังนั้น การกำหนดวงเงินจะไม่กระทบลูกค้าทั่วไปที่ซื้อหรือขายไม่เกิน 50 ล้านบาท
ความผันต่อค่าเงินบาทจากการซื้อขาย ในกรณีที่ราคาทองคคำในตลาดโลกราคาสูงขึ้น นักลงทุนในประเทศจะขายทงอคำออกมาผ่านร้านทอง จากนั้นร้านทองก็จะไปขายต่อให้กับผู้ค้าทองคำในต่างประเทศ โดยได้รับเงินเป็น “เงินดอลลาร์” ซึ่งต่อมาต้องแลกเป็นเงินบาท เพื่อชำระคืนผู้ขายในประเทศ และส่งผลให้ค่าเงินบาท “แข็งค่าขึ้น” จากความต้องการ “เงินบาท”
ในทางกลับกัน หากราคาทองคำในตลาดโลกลดลง ก็จะมีการซื้อทองคำโดยใช้เงินบาทซื้อจากร้านทอง จากนั้นร้านทองก็จะแลกเป็นเงินดอลลาร์เพื่อซื้อทองจากผู้ค้าในต่างประเทศ ทำให้เงินบาทในตลาดมีมากขึ้นและดอลลาร์น้อยลง ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า
กลไกการซื้อขายทองคำที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท

ทั้งนี้ เงื่อนไขที่กำหนดเพิ่มเติมสอดคล้องกับแนวทางที่ผู้ประกอบธุรกิจทองคำบางส่วนได้ดำเนินการอยู่แล้ว
การดำเนินการอื่น ๆ ของ ธปท. เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท
- สั่งการให้ ธพ. เข้มงวดการเรียกเอกสารและตรวจเอกสารก่อนรับทำธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และตรวจสอบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำของธนาคารพาณิชย์ตามแนวปฏิบัติที่ธปท. กำหนด
- ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรม FX ขาเข้าประเทศให้เข้มข้นมากขึ้น โดยให้เรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทและป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติ
- ขยายวงเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศของผู้ส่งออก (repatriation) จาก 1 ล้านดอลลาร์ เป็น 10 ล้านดอลลาร์/ครั้ง เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศได้โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท
- จำกัดธุรกรรมขาเข้าของผู้ประกอบธุรกิจ Money changer โดยปรับลดวงเงินกรณีลูกค้าขาย FX เป็น 800,000บาท/วัน/รายลูกค้า (จากเดิมไม่จำกัด)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




