นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และหลายแหล่งข่าวต่างออกมาวิเคราะห์และให้มุมมองว่า “ใครคือผู้ชนะ ใครคือผู้แพ้” ในสงครามครั้งนี้ หรือ ในอีกแง่มุมหนึ่งสามารถมองได้ว่า ใครเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์จากสงครามมากกว่า หรือใครเป็นผู้สูญเสียอย่างยับเยิน
ราชาร์ด ฮาส (Richard Haass) เป็นประธานของ Council on Foreign Relations ที่ปรึกษาอาวุโสของ Centerterview Partners เป็นนักวิชาการของ New York University และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ช่วงปี 2001-2003 เขาเขียนบทวิเคราะห์ล่าสุดเรื่อง “Iran War’s Winners and Losers” และให้มุมมองว่า รัสเซียกับจีนเป็นผู้ที่ได้เปรียบมากที่สุดในสงครามครั้งนี้ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศไม่ได้เข้าร่วมสงคราม ในทางกลับกันสหรัฐฯ ดูจะมีแต่ “เสียกับเสีย”ในสงครามครั้งนี้ และมองว่าอิหร่านมีทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในบางมุม
อ่านเพิ่มเติม: มนุษย์กำลังเข้าสู่ สงครามโลกครั้งที่ 3 รูปแบบใหม่?
รัสเซีย – จีน ผู้ชนะจากสงครามอิหร่าน
ผู้ชนะในสงครามครั้งนี้คือรัสเซีย ฮาส กล่าวพร้อมอธิบาย เหตุผลแรก รัสเซียได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากราคาพลังงานที่ขึ้น นอกจากนี้การที่สหรัฐฯ ผ่อนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียได้รับผลกำไรมากขึ้นและเป็นสิ่งที่รัสเซียเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
นอกจากนี้ เครมลิน (หรือ Kremlin คือชื่อเรียกทำเนียบรัฐบาลของรัสเซีย) ยังได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากการที่สหรัฐฯ ใช้อาวุธทางทหารไปกับสงครามอิหร่าน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอาวุธเหล่านั้นอาจจะถูกส่งมาใช้ในยูเครนก็เป็นได้ ฮาส ยังชี้ต่อว่า อาวุธเหล่านี้นั้นไม่สามารถจะหามาทดแทนกันได้ง่าย ๆ อีกด้วย
ทั้งนี้ อีกประเด็นที่สำคัญสำหรับรัสเซียได้คือความสัมพันธ์ของ NATO ที่นับวันยิ่งถดถอย การที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปอ่อนแอลงทุกวันทำความเข้มแข็งขององค์กร NATO เองก็ลดลงด้วย ซึ่งนี่เป็นความต้องการที่ปูตินคาดหวังที่จะได้เห็นมานาน
ในเวลาเดียวกัน ฮาส ก็มองว่า จีน เป็นอีกประเทศที่เป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ “China is also a winner” เป็นประโยคที่กล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
ฮาส ให้เหตุผลว่าการที่สหรัฐฯ มุ่งความสนใจไปที่ตะวันออกกลางนั้นเป็นประโยชน์ต่อจีนหลายอย่าง เพราะแปลได้ว่า สหรัฐฯ ลดจำนวนกองกำลังทหารและจำนวนอาวุธทางทหารในเขตพื้นที่อินโด-แปซิฟิก ซึ่งแปลต่อได้ว่าหากเกิดความขัดแย้งหรือสงครามในบริเวณช่องแคปไต้หวัน (Taiwan Strait) ขึ้นมา สหรัฐฯ ก็จะมีจำนวนอาวุธที่น้อยลงนั้นเอง
นอกจากนี้การที่ภาพลักษณ์และการวางตัวของสหรัฐฯ ต่อทวีปตะวันออกกลาง มีความเปราะบางลงเรื่อย ๆ ทำให้จีนมีโอกาสสูงที่จะถูกมองและก้าวขึ้นมาเป็นคู่หู่ (partner) ที่หลายประเทศต้องการ
3 ประเทศที่ดูจะเสียเปรียบที่สุด
3 ประเทศที่ดูน่าจะเสียเปรียบที่สุดจากสงครามครั้งนี้คือ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ
หากจะประเมินออกมาว่าประเทศไหนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากสงครามครั้งนี้ ก็อาจจะประเมินได้ยาก และในความเป็นจริงคงจะสรุปไม่ได้เพราะการประเมินของแต่ละฝ่ายก็ต่างกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ฮาส ให้มุมมองว่า ความเสียหายบานปลายไปถึงไหนทำได้ยาก ทั้งสามประเทศมีทั้งได้รับบางอย่างจากสงคราม แต่ในเวลาเดียวกันสูญเสียบางอย่างเช่นเดียวกัน
อิหร่าน… เป็นที่แน่นอนว่าอิหร่านสูญเสียความแข็งแกร่งทางทหารไปมาก ผู้นำทางทหารและการเมืองก็ถูกสังหารไปหลายคน นอกจากนี้เศรษฐกิจของอิหร่านก็อยู่ในสภาพที่ย่ำแย้อยู่แล้วตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ฉะนั้นแล้วการเกิดสงครามยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลงไปอีก
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ฮาส ชี้ว่าอิหร่านก็ได้ข้อได้เปรียบในบางประการ หนึ่ง อิหร่านได้แสดงให้โลกเห็นว่าตนเองมีความสามารถที่จะลุกขึ้นสู้กับสหรัฐฯ และรับโทษ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับประเทศอื่นๆ ในวงกว้างและแผ่ขยายอิทธิพลของตัวเองในระดับภูมิภาค สอง อิหร่านมีบทบาทที่สำคัญในช่องแคปฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองและอาจนำไปสู่การสร้างรายได้ในอนาคต
“หากมองไปข้างหน้า อิหร่านจะยังคงรักษาส่วนประกอบสำคัญบางอย่างของโครงการนิวเคลียร์ไว้อย่างแน่นอน และในอนาคตอันใกล้นี้ระบอบการปกครองของอิหร่านก็ดูจะมั่นคง”
อิสราเอล… ชัดเจนว่าอิสราเอลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในสงครามครั้งนี้ของตัวเองได้ อิสราเอลสามารถลดขีดความสามารถในการแสดงแสนยานุภาพของอิหร่านลงไป แต่อิสราเอลไม่ประสบความสำเร็จที่จำ ขจัดสิ่งนั้นเสียทีเดียว สงครามครั้งนี้ไม่ได้นำมาซึ่งระบอบปกครองที่อิสราเอลหวังไว้ นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะการที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากความขัดแข้งในสงครามกาซาทำให้ความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างสองประเทศนี้ตกอยู่ในแรงกดดัน ในเวลาเดียวกันชาวสหรัฐฯ ฝั่งขวาจำนวนมากเริ่มออกมาโต้แย้งว่าอิสราเอลเป็นผู้ที่นำพาสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามต่างประเทศ และครั้งนี้ก็ทำลงไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
สหรัฐฯ … ทรัมป์เริ่มสงครามด้วยทัศนคติที่ว่ามันจะจบลงอย่างรวดเร็วและง่ายดายเหมือนกับการแทรกแซงในเวเนซุเอลา ฮาส กล่าว อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้แตกต่างออกไป ผลลัพธ์ที่ฝ่ายบริหารต้องการไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชัยชนะทางทหาร การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ในทางกลับกัน ภาพความเสียหายเป็นอย่างไร? ทหารอเมริกันเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน เครื่องบินรบสหรัฐฯ ถูกยิงตก และสงครามที่ดำเนินมาแล้วระยะเวลาหนึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ นั่นคือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของภาพลักษณ์อำนาจ
สงครามยังทำให้โลกมองเห็นความไม่สามารถของอเมริกาในการปกป้องพันธมิตรในภูมิภาคได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ความสัมพันธ์อ่อนแอลง ในขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับพันธมิตรก่อนลงมือทำการโจมตี ทำให้เกิดการรับรู้ว่าสหรัฐฯ นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้และไม่สนใจข้อกังวลที่ชอบธรรมของผู้อื่น
กลุ่มประเทศอาหรับ เปราะบางมากขึ้น
ทั้งนี้ การกระทำที่ก้าวร้าวของอิหร่านทำให้กลุ่มประเทศอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต กาตาร์ และโอมาน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง
ฮาส มองว่ารัฐอาหรับต้องอยู่ภายใต้เงาของอิหร่าน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับภูมิภาคที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความมั่นคง การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว
คำเตือนถึงช่องแคบไต้หวัน
รายงานจาก Nikkei Asia บอกว่า ทางการของไต้หวันมองวิกฤตที่เกิดขึ้นที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคำเตือน ผู้คนกำลังคำนึงถึงความมั่นคงในช่องแคปไต้หวันและพื้นที่มหาสมุทร
อย่างแรกเลยช่องแคปไต้หวันนั้นสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมาก มีการคาดการณ์ว่ามากกว่า 50% ของเรือคอนเทนเนอร์ทั่วโลกเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ และมากกว่า 80% ของเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกใช้ช่องแคปนี้ และหากจะตีเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ Center for Strategic and International Studies พบว่าในปี 2022 มีสินค้ามูลค่ามากถึง 45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ดำเนินการผ่านช่องแคปนี้
จีนจะใช้กลยุทธไหน? ทางการจีนพูดอยู่สม่ำเสมอว่าการฝึกซ้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น นั้นเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลและถูกต้อง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปักกิ่งจะไม่พูดตรงๆ แต่จะพูดอ้อมๆ หากการปิดล้อมหรือขัดขวางช่องแคปไต้หวันเกิดขึ้นจริง ถึงแม้จะเป็นเพียงความพยายามก็ตาม
ทั้งนี้นักยุทธศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลกแนะนำให้มองย้อนกลับมาดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง
อย่างแรก การปิดล้อมไม่จำเป็นต้องใช้การสู้รบเต็มรูปแบบ เพราะบทเรียนจากช่องแคบฮอร์มุซแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธเพียงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถทำให้ตลาดประกันภัยเรือถอนตัว ซึ่งจะส่งผลให้การเดินเรือเชิงพาณิชย์หยุดชะงักลงทันทีโดยที่ฝ่ายผู้ปิดล้อม (เช่น จีน ในกรณีไต้หวัน) ไม่จำเป็นต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
สอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะรุนแรงกว่าฮอร์มุซหลายเท่า เพราะไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (หรือชิป) ขั้นสูงของโลก และช่องแคบไต้หวันเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่พลังงานเหมือนฮอร์มุซ และในเวลาเดียวกันบทเรียนจากช่องแคบฮอร์มุซทำให้เห็นว่าภาคเอกชน (ในที่นี้คือบริษัทเดินเรือและผู้รับประกัน) มักจะตัดสินใจหยุดดำเนินการเร็วกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้เพื่อความปลอดภัย สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของภาคเอกชน
สาม การที่สหรัฐฯ ประสบความยากลำบากในการควบคุมสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นสัญญาณถึงข้อจำกัดของอำนาจทางเรือในการคุ้มครองเส้นทางค้าขายระดับโลก ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ลักษระเดียวกันที่ไต้หวัน ความซับซ้อนและขอบเขตของปัญหาจะใหญ่กว่ามากจนการตอบโต้อาจไม่ทันท่วงที
สุดท้าย วิกฤตนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศต่างๆ และบริษัทข้ามชาติต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยการมองหาเส้นทางสำรอง หรือลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือและห่วงโซ่อุปทานที่ผ่านพื้นที่ขัดแย้ง รวมถึงการสะสมทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อรับมือกับ “ภาวะช็อก” ของเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- หนีให้พ้นเงามหาอำนาจ แสวงหาทางออกระเบียบโลกใหม่
- กำเนิด “โลกาภิวัฒน์ใหม่” เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย
- “จักรวรรดินิยมใหม่”แบบทรัมป์ ไร้หลักการ-กระหายอำนาจ
- ประเทศไทยบนปากเหว: จะอยู่รอดอย่างไร? ภายใต้พลังมหาอำนาจโลก




