อย่างไรก็ตาม นโยบายต่าง ๆ มักมุ่งแก้ไขปัญหาที่ปรากฎเบื้องหน้า เช่น 30 บาทรักษาทุกที่ หรือในเชิงเทคนิคทางการแพทย์ แต่แทบไม่เห็นนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาที่รากเหง้าที่ทำให้เจ็บป่วย หรือนโยบายที่ออกแบบเพื่อลดอุปสรรคการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ
สำหรับ นโยบายที่เกี่ยวข้องบทบาทสตรี ยังคงเป็นไปเพื่อแบ่งเบาภาระผู้หญิงเท่านั้น ยังไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาที่ลงลึกถึงรากฐานหรือโครงสร้างที่ทำให้ผู้หญิงต้องแบกภาระต่าง ๆ เช่นโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ หรือการนิยามความหมายของงานตามเพศสภาพเพศกำเนิด การผลักภาระงานดูแลครอบครัว เด็ก และผู้สูงอายุให้กับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ไม่ต่างไปจากนโยบายปฏิรูปกองทัพ-เกณฑ์ทหาร ซึ่งกระทบต่อชีวิตและสวัสดิภาพผู้ชายโดยตรง แต่เป็นเพียงเพิ่มสวัสดิการทหาร ลดปริมาณทหารเกณฑ์ เพิ่มโอกาสในการทำงานและการศึกษาของทหารเกณฑ์ แต่ไม่ได้มุ่งไปแก้ฐานรากของปัญหาการเกณฑ์ทหาร ที่ผูกขาดความหมายของความมั่นคงของประเทศไว้ที่เพศกำเนิดชาย
นโยบายสิทธิ-สวัสดิการสตรีของแต่ละพรรค
ในการเลือกตั้ง 69 การนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรค พบว่ายังไม่มีนโยบายปฏิรูปโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจ และยังไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทลายความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศเชิงโครงสร้าง เพียงแต่ประคับประคองสถานภาพสตรีไม่ให้ตกต่ำ
ในเวทีดีเบต Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 69 แต่ละพรรคได้ประชันวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ซึ่งทาง อัยรดา บำรุงรักษ์ ผู้สมัคร สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบาย ทุนตั้งต้นแม่เลี้ยงเดี่ยว ด้วยการให้สินเชื่อครอบครัวละ 300,000 บาท โดยผ่อนระยะยาว เดือนละ 1,300 บาทผ่อน เพื่อป้องกันความจนข้ามรุ่น และไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา
ในงานเสวนาทางวิชาการ “มองอนาคตสวัสดิการสังคม เศรษฐกิจ ผู้หญิง ครอบครัว กับนโยบายพรรคการเมืองกับการเลือกตั้งครั้งหน้า” เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 68 ที่ได้เชิญแต่ละพรรคการเมืองร่วมเสนอนโยบายพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิชาการและภาคประชาสังคม มีพรรคเข้าร่วมงานได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคแรงงานสร้างชาติ พรรคประชาชน
เบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบาย“ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ของพรรคที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตผู้หญิง ซึ่งทางพรรคมีนโยบาย ได้แก่
- “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ซึ่งเป็นนโยบายสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยจะยกระดับกองทุนนี้ให้เข้าถึงง่ายขึ้นและเพื่อให้ผู้หญิงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและแม่บ้าน เพื่อให้ผู้หญิงกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการประกอบอาชีพ และมีการฝึกทักษะใหม่ ๆ มากกว่าการให้เงินอุดหนุนโดยตรง เพื่อให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมกับช่วยสร้างอำนาจต่อรอง และสร้างอิสระทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิง
- “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” (OFOS) ซึ่งจะเฟ้นหาศักยภาพของคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิงที่อาจจะอยู่บ้านดูแลลูกหรือผู้สูงอายุ ให้สามารถฝึกฝนทักษะเฉพาะด้าน และสร้างรายได้จากที่บ้านหรือในชุมชนได้
- “30 บาทรักษาทุกโรค” ยกระดับและขยายสิทธิการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับผู้หญิงให้เข้มข้นขึ้น เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ที่ครอบคลุมมากขึ้น และระบบการนัดหมายที่สะดวกผ่านบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อลดเวลาการรอคอย ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้หญิงที่เป็นผู้ดูแลหลักในครอบครัว
นอกจากนี้ ตัวแทนพรรคยังพูดถึงการมีสถานรับเลี้ยงเด็กและผู้สูงอายุใกล้แหล่งงานและในชุมชน โดยเชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ และยึดหลักการจัดสรรตามความจำเป็นและงบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งยังคงคัดกรองหรือเน้นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือว่าเป็นบริการที่ไม่ “ถ้วนหน้า” ที่อาจจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความจนเพื่อเข้าถึงสิทธิและบริการ ที่สร้างภาระและรายจ่ายแฝงให้กับผู้ที่ต้องการเข้าถึงสิทิ และอาจเกิดความล่าช้าในกระบวนการคัดกรอง
จากเวทีดีเบต Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ยังคงยืนยันนโยบายเดิมที่เคยหาเสียงไว้แล้วในการเลือกตั้ง 66 แต่ผลักดันไม่สำเร็จเมื่อได้เป็นรัฐบาล เช่น สวัสดิการผ้าอนามัยฟรี และสวัสดิการฮอร์โมนข้ามเพศฟรี
นอกจากนี้ยังมีนโยบายกระตุ้นการเกิด ที่เริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์ยันการเลี้ยงดูลูก ฟรีทุกสิทธิประกันสังคม ราชการ ด้วยการกระจายอำนาจท้องถิ่น ให้จัดการโครงสร้างพื้นฐาน ให้คุณแม่สามารถฝากครรภ์ได้ทุกที่ มีศูนย์พัฒนาเด็ก 0-6 ขวบตามท้องถิ่น และจะสนับสนุนสถานประกอบการให้มีศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ด้วยการออกกฎหมายและแรงจูงใจทางภาษีและกู้ดอกเบี้ยต่ำ พร้อมทั้งพัฒนาครูพี่เลี้ยงเพื่อให้คุณแม่อุ่นใจในการฝากเลี้ยงลูก
ทางพรรคเพื่อไทยย้ำว่า ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ หารายได้ใหม่ให้ประชาชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น เพื่อนำรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น เป็นงบประมาณมาทำสวัสดิการให้ประชาชน
เบอร์ 27 พรรคประชาธิปัตย์ เน้นเรื่องความมั่นคงในชีวิตตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ภายใต้แนวคิด “การสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” โดยมีนโยบายเรือธง คือ “ชมรมผู้สูงอายุรับ 30,000 บาท” ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างสวัสดิการภายในกลุ่มและชุมชน ให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่ในการทำกิจกรรม มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถดูแลกันและกันได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังชุมชนด้วยการให้ชุมชนดูแลกันเอง ควบคู่ไปกับเบี้ยยังชีพที่จะยกระดับขึ้นตามความเหมาะสมของสภาพเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ระบุตัวเลขเบี้ยยังชีพที่ชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเพื่อครอบครัว ลดภาระค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ด้วย นโยบาย “เรียนฟรีถึงปริญญาตรีในสาขาที่ตลาดต้องการ” เพราะการศึกษาคือสวัสดิการที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างคน เมื่อลูกหลานมีการศึกษา มีงานทำ ก็จะมีรายได้กลับมาเลี้ยงดูครอบครัว พร้อมนโยบาย “นมโรงเรียนฟรี 365 วัน” เพื่อดูแลสุขภาพเด็ก ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตลอดทั้งปี ไม่เว้นวันหยุดราชการ และช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันให้กับครอบครัว
และเพื่อเกษตรกรและผู้หญิงในภาคชนบท ประชาธิปัตย์ได้เสนอนโยบาย “ประกันรายได้จ่ายส่วนต่าง” เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัวเกษตรกร ทำให้ผู้หญิงที่เป็นแรงงานหลักในภาคเกษตรมีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน ลดความเสี่ยงไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรเพียงลำพัง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งมีลักษณะสวัสดิการเชิงอาชีพเฉพาะกลุ่มมากกว่าสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับแรงงานนอกระบบในเมือง
เบอร์ 30 พรรคแรงงานสร้างชาติ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “แรงงานคือผู้สร้างชาติ” เพราะฉะนั้นสวัสดิการของแรงงานจะต้องไม่ใช่การสงเคราะห์ ซึ่งในมิติเรื่องครอบครัวและผู้หญิงนั้น พรรคเสนอนโยบายว่า
เรื่องแรกที่ต้องดำเนินการทันที “บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า 3,000 บาท” เพราะบำนาญเพียง 600-1,000 บาทต่อเดือนไม่สามารถทำให้ผู้สูงอายุอยู่ได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะพี่น้องผู้หญิงที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานที่เกษียณออกมาแล้วมีเงินบำนาญไม่กี่ร้อยบาท
เรื่องที่สองที่สำคัญมากคือการปฏิรูปประกันสังคมที่จะต้องมี “ธนาคารแรงงาน” หรือ “ธนาคารประกันสังคม” เพื่อให้เงินกองทุนประกันสังคมที่สะสมมา ถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อเพื่อสวัสดิการครอบครัว ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ รวมทั้งขยายสิทธิประโยชน์ประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานอิสระและแรงงานนอกระบบอย่างเท่าเทียมกับมาตรา 33
นโยบายนี้ต้องดึงผู้หญิงทำงานนอกระบบและผู้ดูแลที่บ้าน เข้าสู่ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า เพื่อให้มีสิทธิบำนาญสะสม และรัฐสามารถจ่ายสมทบให้ในฐานะคนทำงาน
นอกจากนี้ยังได้เสนอนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี เป็น 1,200 บาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้า พร้อม “ศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ หรือนิคมอุตสาหกรรมที่รัฐสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้แม่ที่ทำงานโรงงานสามารถนำลูกมาฝากได้ โดยไม่ต้องส่งลูกกลับไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาครอบครัวแหว่งกลางและเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้ครอบครัวแรงงาน
รวมถึงการจ้างงานที่เป็นธรรมที่จะต้องมีการคุ้มครองแรงงานหญิงจากการถูกเลิกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์อย่างเข้มงวด และสนับสนุนสิทธิลาคลอด 180 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน เพื่อให้แม่และเด็กได้มีเวลาอยู่ด้วยกันอย่างเพียงพอ
เบอร์ 46 พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงนโยบายพรรคเกี่ยวกับสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดสรรให้คนเท่ากันตั้งแต่เกิดจนตายหรือ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งมี 3 เสาหลักสำคัญได้แก่
- เสาที่ 1 “เกิดดี” คือมีนโยบาย ของขวัญแรกเกิด 3,000 บาท และเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ถ้วนหน้า 1,200 บาท/เดือน รวมทั้งขยายสิทธิลาคลอดลาเลี้ยงบุตร 180 วัน (Parental Leave) ให้พ่อและแม่แบ่งกันลาได้เพื่อเลี้ยงลูกแรกเกิด โดยยังได้ค่าจ้างเต็มอัตราที่มาจากรัฐร่วมจ่ายค่าจ้างกับเอกชน ซึ่งการให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ จะเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ ไม่ผลักภาระงานดูแลให้ผู้หญิงฝ่ายเดียว
- เสาที่ 2 “อยู่ดี” หรือการสร้างระบบนิเวศแห่งการดูแล ด้วยนโยบายบริการสาธารณะและกระจายงบประมาณลงไปที่ท้องถิ่น ตั้งศูนย์เด็กเล็กและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ใกล้บ้าน รับเด็กตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไปและเปิด-ปิดตามเวลาทำงานจริงเพื่อดึงผู้หญิงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน สำหรับอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ดูแลจะต้องมีค่าตอบแทนและสวัสดิการ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนงานดูแลที่เป็นงานที่ไม่ได้ค่าตอบแทนหรือค่าจ้างให้กลายเป็นงานที่มีค่าตอบแทนเป็นแรงงานในระบบ
- เสาที่ 3 “แก่ดี” ด้วยการดันนโยบายบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าเป็น 3,000 บาท ภายในปี 2570 ซึ่งจำนวนบำนาญ 3,000 บาท ถูกคำนวณมาเพื่อให้อยู่เหนือเส้นความยากจน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา “ผู้หญิงสูงวัยยากจน” ที่ไม่มีเงินออมได้อย่างเป็นรูปธรรม
นโยบายนี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนหนึ่ง ซึ่ง ตัวแทนพรรคยืนยันว่าไม่ได้กู้มาแจก แต่จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณ พร้อมอธิบายว่า แหล่งที่มาของงบประมาณจะมาจากวิธี จัดลำดับความสำคัญใหม่ของงบประมาณแผ่นดิน เช่น ตัดงบอาวุธ งบกลางที่ตรวจสอบไม่ได้ และงบที่ไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตามนโยบายนี้มีความท้าทายก็คือการพิสูจน์ให้ประชาชนเชื่อว่าการ “รีดงบจากกองทัพและงบส่วนเกิน” จะทำได้จริงในทางปฏิบัติเมื่อต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทางการเมือง ในช่วงกระแสทหารนิยม-ชาตินิยม ระหว่างการปะทะทางอาวุธชายแดนไทย-กัมพูชา
สำหรับ เบอร์ 48 พรรคไทยสร้างไทย ตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ กรรมการบริหารและรองโฆษก กล่าวบนเวทีดีเบต Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง วันที่ 8 ม.ค. 69 ว่า เห็นด้วยกับนโยบายสาธารณะ ขยายสิทธิลาคลอด 180 วัน และห้องให้นมบุตรในที่ทำงาน นอกจากนี้พรรคยังได้ประกาศนโยบายกระตุ้นการเกิด ด้วยการเพิ่มคูปอง 2,000 บาทต่อเดือน ให้กับคุณแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงลูกอายุ 6 ขวบ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการเด็กและการใช้จ่าย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”
- คุ้มครองมนุษย์แม่ “ไม่แบก ไม่จม” นโยบายน่าจับตารับเลือกตั้งใหม่




