การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ นอกจากประเด็นรถติด น้ำท่วม และสิ่งแวดล้อมแล้ว “ระบบสุขภาพเมือง” กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย (ใบส่งตัว) ความแออัดของโรงพยาบาล และการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งเป็นด่านแรกในการดูแลประชาชน
บนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่จัดโดยเครือข่ายด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและระบบสุขภาพ ผู้สมัครและทีมงานต่างสะท้อนปัญหาร่วมกันว่า คนกรุงเทพฯ ยังเผชิญปัญหารอคอยนาน การส่งต่อที่ซับซ้อน และการทำงานแยกส่วนของหน่วยบริการหลายสังกัด
แม้แต่ละทีมจะมีแนวทางต่างกัน Thai PBS Policy Watch เปรียบเทียบใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาใบส่งตัว การเสริมระบบปฐมภูมิ และจุดยืนต่อการรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ หรือ อปสข.

เบอร์ 1 “ม.ล.กรกสิวัฒน์” เน้นดิจิทัลเชื่อมข้อมูล ลดภาระเอกสาร
แนวทางของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผ่านนโยบาย “Bangkok First” มุ่งแก้ปัญหาการส่งต่อด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทุกสังกัดเข้ากับบัตรประชาชนและระบบ Thai ID
หัวใจสำคัญคือการผลักดัน “ใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์” เพื่อให้ข้อมูลการรักษาถูกส่งล่วงหน้าไปยังโรงพยาบาลปลายทาง ลดปัญหาการถือเอกสารไปกลับของผู้ป่วย และลดความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ
ในมิติของระบบบริการ เสนอขยายโรงพยาบาลสังกัด กทม. จาก 11 แห่งเป็น 15 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับประชาชนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะรับตำแหน่งประธาน อปสข. เขต 13 หรือไม่
เบอร์ 7 “ภาสพงศ์” ชูรักษาได้ทุกที่ เชื่อมข้อมูลด้วยเลข 13 หลัก
ภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ โดยเสนอให้ใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักเป็นกุญแจเชื่อมฐานข้อมูลสุขภาพ
แนวคิดนี้มุ่งให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องถือเอกสารหรือประวัติการรักษาหลายชุดติดตัว พร้อมพัฒนาระบบจองคิวและระบบประเมินคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการ
ด้านระบบปฐมภูมิ แม้ยังไม่มีข้อเสนอเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่เท่าผู้สมัครบางราย แต่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการสุขภาพให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น เช่นเดียวกับเบอร์ 1 ยังไม่ได้ประกาศจุดยืนเรื่องการรับตำแหน่งประธาน อปสข.
เบอร์ 9 “ชัชชาติ” ใช้เครือข่ายโรงพยาบาลแก้ปัญหาส่งต่อ ขยายศักยภาพบัตรทอง
รศ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นำเสนอแนวทางต่อยอดจากระบบที่ กทม. ดำเนินการอยู่ โดยยอมรับว่าปัญหาใบส่งตัวเป็นหนึ่งในข้อร้องเรียนสำคัญของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง
ข้อเสนอหลักคือการขยาย “ดุสิตโมเดล” ซึ่งเชื่อมศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยบริการปฐมภูมิเข้ากับโรงพยาบาลโดยตรง ทำให้การส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างไร้รอยต่อมากขึ้น
อีกแนวทางคือการพัฒนา Primary Care Unit (PCU) ของโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้าน แต่ยังเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลแม่ได้ทันทีเมื่อจำเป็นต้องส่งต่อ
ในด้านการเสริมระบบปฐมภูมิ ชัชชาติประกาศเป้าหมายขยายศักยภาพการดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองจาก 1 ล้านคน เป็น 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงผู้ป่วยอีก 2,000 เตียง พัฒนาโรงพยาบาลใหม่ และขยายบริการ Telemedicine
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้แสดงจุดยืนว่าจะรับตำแหน่งประธาน อปสข. เขต 13 หรือไม่
เบอร์ 10 “ชัยวัฒน์” เสนอปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ให้ กทม. เป็นเจ้าภาพระบบสุขภาพ
ข้อเสนอของ ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผ่านทีมงานอย่าง ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ถือเป็นแนวทางที่เน้นการปรับโครงสร้างระบบมากที่สุด
ในประเด็นใบส่งตัว เสนอจัดตั้งกองทุนสำหรับโรคซับซ้อนและโรคต่อเนื่อง เพื่อลดภาระทางการเงินของหน่วยบริการปฐมภูมิ และลดแรงจูงใจที่อาจทำให้การส่งต่อผู้ป่วยเกิดความติดขัด
พร้อมเสนอปรับบทบาทปฐมภูมิจาก “Gate Keeper” หรือผู้เฝ้าประตู ไปสู่ “Health Navigator” หรือผู้ประสานการรักษา ที่ติดตามและพาผู้ป่วยเข้าสู่บริการที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
ด้านการพัฒนาปฐมภูมิ เสนอให้ กทม. รับผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มอีก 200,000 คน ยกระดับหน่วยบริการปฐมภูมิให้เป็นศูนย์กลางประสานการรักษา และเพิ่มนักบริบาลดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 2,500 ตำแหน่ง
ที่สำคัญ เป็นผู้สมัครรายเดียวที่ประกาศชัดว่าจะรับตำแหน่งประธาน อปสข. เขต 13 เพื่อให้ กทม. ทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพระบบสุขภาพ” ของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




