ภาวะอ้วนและน้ำหนักเกินกำลังคุกคามประชากรทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย “โรคอ้วน”จึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในวัยทำงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคม
รายงานอุบัติการณ์ของโรคอ้วนของทั่วโลกพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี 2518 ผู้หญิงอุบัติการณ์โลกอ้วน 6.6 % เพิ่มขึ้นเป็น 18.5 % ในปี 2565 หรือ จำนวน 504 ล้านคนเพิ่มขึ้น 3 เท่า ส่วนผู้ชายในปี2518 อุบัติการณ์โลกอ้วน 3% เพิ่มขึ้นในปี 2565 เป็น 18.5 % จำนวน 374 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 เท่า
คนไทยเกินครึ่ง “อ้วนน้ำหนักเกิน”
ขณะที่สถานการณ์อ้วนในประเทศไทย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนกว่า 1.9 พันล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 2 ของประชากรโลก
สำหรับประเทศไทยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567 – 2568) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45.0 และอ้วนลงพุงร้อยละ 44.7 โดยครึ่งนึงของคนอ้วนในประเทศไทยเป็นวัยทำงาน
“โรคอ้วน”ไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจก
ขณะที่แนวโน้มความชุก ภาวะน้ำหนักเกินของคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ตามภูมิภาค ระหว่างปี2547 -2568 พบว่าอยู่ที่ 45 % หรือ คนไทย 2 คนจะเจอคนอ้วน 1 คน
ภาวะดังกล่าวอาจจะสร้างปัญหาสุขภาพเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดย“นิตยา พันธุเวทย์” รองผอ.กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค บอกว่า โรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยและจะเป็นปัญหาในอนาคต จึงต้องเปลี่ยนมุมมองว่า โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องของความล้มเหลวส่วนบุคคล หรือ เรื่องของวินัยส่วนบุคคล แต่ให้มองว่า โรคอ้วนเกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องของสภาพแวดล้อม ความเครียด นโยบายสาธารณะ ระบบอาหารที่เข้าถึงยาก และการเข้าถึงบริการสุขภาพ
“อัตราเด็กที่เป็นโรคอ้วนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนรุ่นอนาคต ในช่วงเวลา 2 ทศวรรษ อัตราโรคอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นจาก 5.8 % เป็น 15 %ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ช่วง 2 ทศวรรษ มีผู้ใหญ่ในปี2547 มีจำนวน 28.6 % เป็น 45 %ในปี 2568″
“อ้วน”เสี่ยงสารพัดโรค-เสี่ยงเกิดมะเร็ง 13 ชนิด
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผอ.กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค บอกว่าโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง,โรคหลอดเลือดหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งบางชนิด
นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง 13 ชนิด
- มะเร็งเต้านม ในสตรีวัยหมดประจำเดือน
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
- มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งไต มะเร็งมดลูก (เยื่อบุโพรงมดลูก)
- มะเร็งรังไข่
- มะเร็งถุงน้ำดี
- มะเร็งต่อมไทรอยด์
- มะเร็งเยื่อหุ้มสมอง
- มะเร็งหลอดอาหาร
- มะเร็งมัยอีโลมา
“อ้วน”ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ไม่เพียงเสี่ยงต่อการเกิดโรค แต่ “อ้วน” ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในประเทศไทยนั้นคาดการณ์ไว้ที่281 พันล้านบาทต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 4,000 บาทต่อคน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1.5% ของ GDPของประเทศไทยในปี 2562
ปัจจุบันมีผู้คนทั่วโลกกว่า 1 พันล้านคน ที่ใช้ชีวิตอยู่กับโรคอ้วน คาดการณ์ว่าภายในปี 2035 ประชากร “ครึ่งหนึ่งของโลก” (ประมาณ 4 พันล้านคน) จะอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนหากเราไม่เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากภาระค่าใช้จ่ายจากโรคอ้วนทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 3.23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
แบบไหนที่เรียกว่า โรคอ้วน
“อ้วน” และภาวะโรคอ้วน ต่างกันอย่างไร ซึ่งประชาชนสามารถประเมินภาวะอ้วนได้ด้วยการคำนวณ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อหาน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็นและประมาณระดับไขมันในร่างกายโดยใช้สูตร น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง² (เมตร) หากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) 23 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) 25 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน ควรเริ่มควบคุมน้ำหนักทันที

นพ.ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ อายุรแพทย์ต่อไร้ท่อ และเมตาบอลิสม กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.ราชบุรี ได้ขยายนิยามคำว่า”โรคอ้วน” คือ โรคเรื้อรังที่เกิดจากการมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าปกติจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
โรคอ้วน ที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
- โรคอ้วนทั้งตัว (Overall obesity ) : ผู้ป่วยมีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติ โดยไขมันที่เพิ่มขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยเฉพาะ
- โรคอ้วนลงพุง ( Visceral or abdominal obesity) : ผู้ป่วยมีไขมันของอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ โดยอาจมีไขมันใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย
วินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
การวินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนแบ่งเป็นเกณฑ์ดัชนีมวลกาย ดังนี้
- น้อยกว่า 18.5 = น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
- 18.5-22.9 = สมส่วน
- 23.0 – 24.9 = น้ำหนักเกิน
- 25.0-29.9 = โรคอ้วน
- ตั้งแต่ 30.0 ขึ้นไป = โรคอ้วนอันตราย
โรคอ้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพเพิ่มอันตราการเจ็บป่วน มีข้อมูลพบว่า
- ผู้ที่มี BMI 30-35 mg/m2 จะมีอายุเฉลี่ยสั้นลง 2-4 ปี
- ผู้ที่มี BMI 40-50 mg/m2 จะมีอายุเฉลี่ยสั้นลง 8-10 ปี

แนะแก้ปัญหาโรคอ้วนที่ระบบและนโยบาย
อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาโรคอ้วน ต้องยกระดับให้เกิดการแก้ไขในเชิงระบบ และเป็นนโยบาย เพราะ โรคอ้วนไม่ใช่ตัวบุคคล โดยรัฐบาลรณรงค์ให้หน่วยงานต่าง ๆ ออกนโยบายที่สนับสนุนสุขภาพ เช่น การเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการในราคาถูก และการเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกาย ,ลดการตีตรา การล้อเลียนหรืออคติต่อผู้ที่มีภาวะอ้วน เพราะไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น ,กลับสร้างผลเสียต่อสุขภาพจิต ฉะนั้นทุกคนจึงเน้นการสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถปรับพฤติกรรมส่วนบุคคลก็เป็นอีก ปัจจัยลดภาวะอ้วน และการสะสมไขมันมากเกินไป โดยลดการบริโภคแป้ง น้ำตาล และไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มผักและผลไม้ในแต่ละมื้อ และออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการเผาพลาญพลังงาน
การออกกำลังกายสามารถแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้
- ระดับเบา ขณะทำจะรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น เดินช้า ๆ ทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้
- ระดับปานกลาง ขณะทำกิจกรรมจะรู้สึกเหนื่อย มีเหงื่อซึมแต่ยังพูดได้เป็นประโยค เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ
- ระดับหนัก ขณะทำกิจกรรมจะรู้สึกเหนื่อยหอบ พูดไม่เป็นประโยค มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น วิ่งมาราธอน แบดมินตัน ฟุตบอล เพื่อสร้างความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต
4 มีนาคมทุกปี วันโรคอ้วน
ขณะที่ความเชื่อที่ว่า “อ้วนแล้วแข็งแรง” ไม่เป็นความจริง การไม่อ้วนคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ ดังนั้นในทุกวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี ถือเป็นวันโรคอ้วน ซึ่งในปีนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์วันโรคอ้วน ปี 2569 ตามที่องค์กรสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) กำหนด ภายใต้ประเด็นรณรงค์ 8 Billion Reasons to Act on Obesity : 8 พันล้านเหตุผลที่ต้องจัดการโรคอ้วน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าปัญหาโรคอ้วนส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




