“หมอรู้ว่าเชื้ออะไรเป็นสาเหตุ รู้ว่าควรรักษาอย่างไร แต่กลับไม่มียาตัวไหนเหลือให้ใช้แล้ว” คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ของโรงพยาบาลไทยหลายแห่ง
ในวันที่โลกกังวลกับโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดครั้งต่อไป แต่ยังมีอีกหนึ่งวิกฤตมีเริ่มอย่างเงียบๆ คือ “เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ” หรือ AMR (Antimicrobial Resistance) เป็นภัยคุกคามที่องค์การอนามัยโลก ยกให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดของศตวรรษนี้
ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ที่น่ากังวล เช่นกัน เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาราว 38,000 คนต่อปี สูงกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหลายประเภท และสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล โดยค่ารักษาผู้ป่วยเชื้อดื้อยาหนึ่งรายอาจสูงถึงหลักแสนบาท คิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไกลตัว แต่หากมองผ่านเรื่องราวของผู้ป่วยจริงในห้อง ICU จะเห็นว่า “เชื้อดื้อยา” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางวิชาการ แต่คือความเป็นความตายที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดาในชีวิตประจำวัน
จากแผลกดทับสู่การติดเชื้อที่ไร้ทางรักษา
ตัวอย่าง ชายวัย 68 ปี ผู้ป่วยติดเตียงจากโรคหลอดเลือดสมอง ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการไข้สูง ซึมลง และหายใจเหนื่อย
ต้นเหตุคือแผลกดทับขนาดใหญ่บริเวณสะโพกที่ติดเชื้อ แต่ผลเพาะเชื้อพบแบคทีเรียชนิด Acinetobacter baumannii เชื้อที่บุคลากรทางการแพทย์รู้จักกันดีในฐานะ “ตัวร้ายประจำ ICU” และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เชื้อตัวนี้ ดื้อต่อยากลุ่ม Carbapenem ซึ่งถือเป็นยาปฏิชีวนะด่านสุดท้าย
แพทย์เหลือทางเลือกเพียงการใช้ยา Colistin ยาเก่าที่ถูกนำกลับมาใช้เพราะไม่มียาตัวอื่นเหลือแล้ว แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูงต่อภาวะไตวาย
เพียงไม่กี่วันหลังเริ่มรักษา ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ไตวายเฉียบพลัน ความดันโลหิตตกต่อเนื่อง ก่อนเสียชีวิตในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพียงความรุนแรงของโรค แต่คือความจริงที่ว่า “ไม่มียาตัวใดในโรงพยาบาลสามารถฆ่าเชื้อนี้ได้อีกแล้ว”
หญิงวัย 42 ปี กับผลลัพธ์ของการกินยาผิดวิธี
อีกกรณีหนึ่งคือหญิงวัย 42 ปี ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง แต่มีพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในสังคมไทย คือซื้อ “ยาแก้อักเสบ” หรือยาชุดจากร้านค้าในชุมชนมากินเองทุกครั้งที่เป็นหวัด เจ็บคอ หรือไอ และมักหยุดกินทันทีเมื่ออาการดีขึ้น
หลังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เธอเกิดภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อนอย่างรุนแรงจนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ผลเพาะเชื้อพบ Klebsiella pneumoniae ที่ดื้อยาหลายชนิด ยาปฏิชีวนะมาตรฐานที่ใช้รักษาปอดอักเสบไม่สามารถควบคุมเชื้อได้
แม้ทีมแพทย์จะใช้ยาหลายสูตรร่วมกัน แต่ปอดทั้งสองข้างถูกทำลายอย่างหนักจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาต่อมา
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในอดีต อาจกลายเป็นปัจจัยสะสมที่เปิดทางให้เชื้อดื้อยาเติบโตอยู่ในร่างกาย และรอวันที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอเพื่อกลับมาโจมตี
กรณีศึกษาทั้งสองสะท้อนปัญหารูปแบบเดียวกัน
- “หมดยารักษา” ในอดีต หากรู้ชนิดของเชื้อ แพทย์มักสามารถเลือกยาที่เหมาะสมเพื่อรักษาได้ แต่ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการระบุว่าเชื้อดื้อต่อยาแทบทุกชนิดที่มีอยู่
- “ผลข้างเคียงจากยาทางเลือก” เมื่อยาสมัยใหม่ใช้ไม่ได้ผล โรงพยาบาลจำเป็นต้องหันกลับไปใช้ยารุ่นเก่าที่มีพิษต่อร่างกายสูงกว่า เช่น Colistin ซึ่งอาจทำให้เกิดไตวายหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- “ผู้ป่วยวิกฤตคือเป้าหมายที่อ่อนแอ” ผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ สายสวนปัสสาวะ หรือมีแผลเปิด มีโอกาสได้รับเชื้อดื้อยาสูงกว่าคนทั่วไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายที่อ่อนแอ การติดเชื้อจึงลุกลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม
สัญญาณอันตรายจากห้องแล็บ
ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า เชื้อ Acinetobacter baumannii มีอัตราดื้อต่อยากลุ่ม Carbapenem สูงกว่า 70%
ขณะที่เชื้อ Escherichia coli หรือ E. coli ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อในชุมชน เริ่มดื้อต่อยาปฏิชีวนะสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นั่นหมายความว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่ในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่กำลังแพร่กระจายสู่ชุมชนผ่านสิ่งแวดล้อม อาหาร การเลี้ยงสัตว์ และพฤติกรรมการใช้ยาของประชาชน
เชื้อดื้อยาไม่ได้คร่าชีวิตเฉพาะผู้ป่วย แต่ยังสร้างภาระมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข จากข้อมูลการศึกษาของเครือข่ายวิจัยด้านการใช้ยาต้านจุลชีพประเมินว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 38,000 รายต่อปี
ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นรวมกันกว่า 3 ล้านวันต่อปี ส่งผลให้เตียง บุคลากร และทรัพยากรทางการแพทย์ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 1% ของ GDP ประเทศ
หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 เชื้อดื้อยาอาจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลกถึง 10 ล้านคนต่อปี มากกว่ามะเร็งหลายชนิดรวมกัน
ยุคที่แผลเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่
หลายสิบปีก่อน การค้นพบยาปฏิชีวนะถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ ทำให้โรคติดเชื้อที่เคยคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากสามารถรักษาได้
แต่วันนี้ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยกำลังเตือนถึงความเสี่ยงของ “ยุคหลังยาปฏิชีวนะ” หรือ Post-Antibiotic Era
ยุคที่การติดเชื้อธรรมดา แผลผ่าตัด หรือโรคปอดอักเสบ อาจกลับมาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้อีกครั้ง เพราะยาที่เคยใช้ได้ผลกำลังสูญเสียอำนาจลงทีละน้อย
บทเรียนจากห้อง ICU จึงไม่ใช่เรื่องของผู้ป่วยไม่กี่ราย แต่เป็นคำเตือนถึงคนทั้งสังคมว่า ทุกครั้งที่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง หยุดยาก่อนครบกำหนด หรือใช้ยาโดยไม่จำเป็น เราอาจกำลังช่วยสร้าง “ซูเปอร์บั๊ก” ตัวใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อถึงวันที่เชื้อเหล่านั้นแข็งแกร่ง กว่ายาที่เรามีอยู่ วันนั้นผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน อาจไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวเราเอง หรือคนในครอบครัวที่เรารักที่สุด.
รัฐต้องจริงจัง แต่แผนชาติยังไม่ให้ความสำคัญ
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี จากศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาของไทยยังถูกจัดการต่ำกว่าระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งที่ส่งผลกระทบครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาล ฟาร์มปศุสัตว์ ภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันยังพบช่องโหว่สำคัญหลายด้าน ทั้งการควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล ร้านยา และคลินิก การกำกับดูแลการใช้ยาในภาคปศุสัตว์และประมง การเฝ้าระวังสารตกค้างในอาหาร รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนที่ยังไม่ทั่วถึง
“คนไทยจำนวนมากยังใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกต้อง ทั้งกินยาไม่ครบ แบ่งยาให้ผู้อื่น หรือใช้ยาเกินความจำเป็น ซึ่งเร่งให้เชื้อดื้อยาขยายตัว ขณะที่ผู้ป่วยโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง เมื่อเกิดภาวะดื้อยาร่วมด้วย อาจไม่สามารถเดินหน้าการรักษาต่อได้”
เธอยังเตือนว่า นักวิจัยพบเชื้อที่ดื้อต่อยา “โคลิสติน” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยาตัวสุดท้ายที่ใช้รักษาการติดเชื้อรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2558 สะท้อนว่าปัญหากำลังเข้าสู่จุดอันตรายมากขึ้น
นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกยกระดับปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นวาระเร่งด่วนแล้ว แต่ประเทศไทยยังให้ความสำคัญไม่เพียงพอ
สะท้อนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่แทบไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบของเชื้อดื้อยาต่อประชากรไทย ทั้งที่เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ
“ทุกครั้งที่ใช้ยาปฏิชีวนะ เราไม่ได้ทำลายเฉพาะเชื้อก่อโรค แต่ยังทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในร่างกายด้วย การใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อจึงเป็นการเร่งให้เชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น”
ทางรอดไม่ใช่หน้าที่ของหมอเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มนำระบบ Antimicrobial Stewardship Program (AMS) มาใช้ เพื่อควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล ลดการใช้ยากลุ่มออกฤทธิ์กว้างโดยไม่จำเป็น และติดตามการใช้ยาอย่างใกล้ชิด
แต่การแก้ปัญหาในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ทำให้แนวคิด “One Health” หรือ “สุขภาพหนึ่งเดียว” กำลังถูกผลักดันมากขึ้น เพราะเชื้อดื้อยาเชื่อมโยงทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์ การปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนเชื้อดื้อยาลงสู่แหล่งน้ำ รวมถึงพฤติกรรมซื้อยากินเองของประชาชน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเดียวกัน
รัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา
นักวิชาการด้านยา เสนอให้รัฐบาลยกระดับการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมดำเนินมาตรการเร่งด่วน ได้แก่
- ควบคุมการขาย การโฆษณา และการกระจายยาปฏิชีวนะอย่างเข้มงวด
- ปราบปรามการจำหน่ายยาปฏิชีวนะออนไลน์ผิดกฎหมาย
- เพิ่มการกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพในภาคเกษตรและปศุสัตว์
- พัฒนาระบบฉลากอาหารให้เปิดเผยข้อมูลการใช้ยาปฏิชีวนะในห่วงโซ่การผลิต
- ยกระดับมาตรการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล
- จัดทำแผนสื่อสารสาธารณะและสร้างความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอย่างต่อเนื่อง
หากประเทศไทยยังปล่อยให้ปัญหาเชื้อดื้อยาขยายตัวต่อไปโดยไม่มีมาตรการเชิงรุก ในอนาคตอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตจากการติดเชื้อที่เคยรักษาได้ เพราะไม่มียาเหลือให้ใช้รักษาอีกต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




