นโยบายนี้จะครอบคลุม ทั้งบริการยาฮอร์โมนเพศหญิง, ยาฮอร์โมนเพศชาย, ยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย, ยาฉีดกดฮอร์โมน การตรวจระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ ไต และระบบเผาผลาญ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิต
สิทธิที่เพิ่มขึ้นมานี้ ถือเป็นพัฒนาอีกขั้นของสวัสดิการโดยรัฐด้านสิทธิสุขภาพ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จัดเตรียมไว้ให้ประชาชน ที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ เช่นเดียวกับการบริการด้านการคลอดบุตรและฝากครรภ์ที่ไม่จำกัดจำนวนครั้ง การรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงถอนฟัน อุดฟัน ใส่ฟันเทียม ที่อยู่ในสิทธิของบัตรทอง
อย่างไรก็ตาม สปสช. กลับต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นการให้สิทธิพิเศษให้เฉพาะบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น
ปลดล็อกจากความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ
สำหรับวิชาชีพทางการแพทย์และพยาบาลมองเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะดูเหมือนยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ลึกลงไปในระดับโครงสร้าง ระบบสาธารณสุขที่ผ่านมายังคงออกแบบภายใต้ฐานคิดแบบ “เพศทวิลักษณ์” ที่มีแค่เพศชายกับเพศหญิงเท่านั้น ซึ่งมีลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองไม่เห็นความหลากหลาย และสร้างความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ
เพื่อปลดล็อกจากความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ หน่วยวิจัยด้านความหลากหลายทางเพศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (LGBTQ+ Research Unit) และ ฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จึงได้จัดการประชุมวิชาการออนไลน์ด้านความหลากหลายทางเพศ “Sexual and Gender Diversity: Social and Health Inclusion” ในวันที่ 29 พ.ค. 69
ความเข้าใจความหลากหลายทางเพศสู่การปฏิบัติทางด้านสุขภาพ
สุชานาถ อินวรรณา สาขาวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอว่า บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขต้องทำความเข้าใจรากฐานความหลากหลายทางเพศ ด้วยกรอบแนวคิดสากลด้านสิทธิมนุษยชน “SOGIESC”
องค์ประกอบทั้ง 4 มิติของ SOGIESC ได้แก่
- SO—Sexual Orientation (รสนิยมทางเพศ) หมายถึงเสียงของหัวใจที่บอกว่าเรามีความรู้สึกรักลึกซึ้งหรือพึงใจในเพศใด ไม่ว่าจะเป็น เลสเบียน เกย์ ไบเซ็กชวล แพนเซ็กชวล หรือ เอเซ็กชวล
- GI—Gender Identity (อัตลักษณ์ทางเพศ) หมายถึง สำนึกภายในจิตใจว่าตนเองเป็นเพศใด ซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับเพศกำเนิดก็ได้ เช่น กลุ่มคนข้ามเพศและนอนไบนารี
- GE—Gender Expression (การแสดงออกทางเพศ) คือตัวตนภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสายตาโลก ผ่านพฤติกรรม การแต่งกาย ทรงผม น้ำเสียง หรือชื่อ
- SC—Sex Characteristics (เพศโดยกำเนิด) คือลักษณะทางชีวภาพประกอบด้วยโครงสร้างกายวิภาค ระบบฮอร์โมน และโครโมโซม
องค์ประกอบนี้ใช้กับทุกคนบนโลกไม่ว่าจะกลุ่มใด ทั้งหญิง ชาย และ LGBTQIAN+
สุชานาถ อินวรรณา ยังได้กล่าวว่า มนุษย์เราไม่ได้ถูกสร้างเป็น 2 พิมพ์เขียวเพศกำเนิดเท่านั้น แต่ยังมีอีกกลุ่มที่ถูกผลักออกไปคือ กลุ่ม “Intersex” หรือ “เพศกำกวม” คือบุคคลที่มีลักษณะชีวภาพ โครโมโซม หรืออวัยวะสืบพันธุ์ผสมผสาน จนไม่สามารถจัดจำแนกเข้าสู่กล่องชายหรือหญิงได้
ปัจจุบันสัดส่วนประชากร Intersex ในระดับสากลคือ 1.7% ของประชากรโลก ใกล้เคียงกับสัดส่วนคนผมสีแดงตามธรรมชาติ ทว่าในสังคมไทย ชุดข้อมูลนี้ถูกทำให้เป็นสิ่งแปลกปลอม บุคคลเพศกำกวมถูกบังคับให้เลือกเองบนใบสูติบัตร
การที่ระบบสาธารณสุขยังไม่ให้ความสำคัญกับ SOGIESC มากเท่าใดนัก เมื่อผู้ป่วยเดินเข้าโรงพยาบาล จึงมักต้องเผชิญโครงสร้างบริการที่รู้สึกไม่สบายใจ ตั้งแต่แบบฟอร์มซักประวัติที่มีเพียงช่อง “ชาย-หญิง” ซึ่งตัดทิ้งอัตลักษณ์ของกลุ่ม Intersex และ Non-binary ไปในทันที
พยาบาลที่คาดเดาประวัติเพียงจากรูปลักษณ์ภายนอก อาจนำไปสู่ความผิดพลาดอันร้ายแรง เช่น การละเลยความเสี่ยงเฉพาะโรค หรือการใช้คำพูดที่สร้างความสะเทือนใจ จนผู้ป่วยเลือกปฏิเสธการรักษา
“วิชาชีพพยาบาลคือด่านหน้าและหัวใจสำคัญของการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย การเรียนรู้ SOGIESC จึงไม่ใช่เรื่องของ “คนอื่น” แต่คือเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความเท่าเทียมทางสังคม โรงพยาบาลต้องแปรเปลี่ยนจากพื้นที่แห่งการตรวจสอบให้กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่โอบรับความหลากหลาย
การเริ่มต้นอาจเริ่มจากการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้มีทางเลือกที่เคารพตัวตน การฝึกฝนบุคลากรหยุดซักประวัติด้วยการคาดเดา แต่เปลี่ยนเป็นการรับฟังอย่างเปิดกว้างและถามไถ่ด้วยความเคารพ
ในท้ายที่สุดแล้ว สุขภาวะที่ดีและสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่สมศักดิ์ศรี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์เพศใด พึงได้รับอย่างเสมอภาค” สุชานาถ อินวรรณา ย้ำ
สถิติที่เพิ่มขึ้นของ LGBTQIAN+ กับการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่
จากการสำรวจ World Population Review 2026 ประชากร LGBTQIAN+ ทั่วโลก พบว่า บราซิลมีจำนวนสูงสุดอยู่ที่ 14% ตามมาด้วยแคนาดา สวีเดน และสหรัฐอเมริกา
สำหรับไทยมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 8% ซึ่งหมายความว่า ในทุก ๆ 100 คน จะมีอย่างน้อย 8 คนที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่กลุ่มส่วนน้อยที่นโยบายสาธารณะจะมองข้ามได้อีกต่อไป
แต่ข้อมูลที่น่าสนใจมากกว่านั้นมาจากการแยกตามกลุ่มอายุของ Gallup องค์กรวิจัยและสำรวจความคิดเห็นระดับโลก ที่เก็บข้อมูลตั้งปี 2012 – 2024 แสดงให้เห็นแนวโน้มที่โครงสร้างนี้กำลังเปลี่ยนแปลง ในปี 2012 ประชากร LGBTQIAN+ ของอเมริกาอยู่ที่ 3.5% ภายในเพียง 12 ปี ตัวเลขพุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าไปที่ 9.3% ในปี 2024
สำหรับ Generation Z (เกิด 1997-2006) ผู้ที่ระบุว่าเป็น LGBTQIAN+ ตัวเลขพุ่งถึง 23.1% ซึ่งสูงกว่า Millennial (14.3%), Gen X (5.1%), Baby Boomer (3.0%) และ Silent Generation (1.8%) อย่างมีนัยสำคัญ
ปรากฏการณ์นี้ยังพบได้ในสหราชอาณาจักร ปี 2025 ที่ LGBTQIAN+ ภาพรวมอยู่ 6.4% แต่ในกลุ่มอายุ 16-24 ปี ขยับสูงถึง 10.4% และออสเตรเลียมีภาพรวม 4.5% ซึ่งกลุ่มอายุ 16-24 ปี พุ่งถึง 9.5% แนวโน้มทั่วโลกนี้ชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีอัตราการเปิดเผยตัวตนสูงกว่าคนรุ่นเก่าในทุกภูมิภาค
“การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในกลุ่ม Gen Z ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เพิ่งจะหันมา LGBTQIAN+ กันมากขึ้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนของ “ระดับความปลอดภัยในการพูดความจริง”
เมื่อโครงสร้างกฎหมายเริ่มให้การคุ้มครอง และพื้นที่ทางสังคมเปิดกว้างขึ้น กำแพงอคติที่บีบให้คนรุ่นก่อนต้องซ่อนตัวตนจึงพังทลายลง ทำให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะระบุตัวตนที่แท้จริงของตนเองอย่างภูมิใจ” สุชานาถ กล่าว
ระบบสุขภาพที่เป็นมิตรกับอัตลักษณ์ของผู้ป่วย
ในมิติสถิติ LGBTQIAN+ ของประเทศไทย ตามข้อมูลสถาบันสถิติแห่งชาติปี 2563 ระบุ LGBTQIAN+ อยู่ที่ 0.68% ปี 2564 ขยับเป็น 1.08% โดยกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีสัดส่วน 6.9% และ 20-24 ปี อยู่ที่ 6.3%
ในปี 2567 สสส. ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการสำรวจชีวิตทางเพศและสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย ครอบคลุม 2,466 ครัวเรือน รวม 9,588 คน พบประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศคิดเป็น 2.37%
อย่างไรก็ตาม UNDP ได้รายงานว่า แม้ว่า 69% ของคนไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อกลุ่ม LGBTQIAN+ และ 77% สนับสนุนสิทธิ แต่เมื่อถามลงลึกเกี่ยวกับครอบครัวแล้ว พบว่า 88% ยอมรับ LGBTQIAN+ ได้เฉพาะคนนอกบ้าน แต่การยอมรับ LGBTQIAN+ ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวดิ่งลงเหลือ 75%
ขณะที่สถิติการถูกทำร้าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงข้ามเพศ พบว่า
21% เคยถูกโจมตีทางวาจา
9% ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
8% ถูกทำร้ายกายภาพ
สำหรับในสถานพยาบาล หญิงข้ามเพศ 36% ระบุว่าเคยถูกเลือกปฏิบัติและมีประสบการณ์การถูกล่วงละเมิด
ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ สาขาวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิตและหัวหน้าหน่วยวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า ประเทศไทยดูเหมือนยอมรับความหลากหลาย แต่ไม่ได้ยอมรับ LGBTQIAN+ อย่างแท้จริงทำให้ประชากร LGBTQIAN+ ยังคงเผชิญปัญหาสุขภาพจิตจากความย้อนแย้งนี้
โดยจำแนกให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้เผชิญเพียงความเครียดทั่วไป แต่สำหรับกลุ่มประชากรหลากเพศ พวกเขาต้องแบกรับ “Minority-Specific Stressors” ซึ่งทำงานผ่านกลไก 2 ระดับ
- ความเครียดส่วนปลาย (Distal Stressors): ปัจจัยเชิงโครงสร้างภายนอก ได้แก่ การเลือกปฏิบัติ วาจาด้อยค่า ความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การออกกฎระเบียบของสถาบันที่จำกัดสิทธิเพศสภาพ กีดกันในที่ทำงาน และวาทกรรมตีตราของสื่อมวลชน ซึ่งมักสร้างภาพหลัง LGBTQIAN+ ให้เป็นตัวตลก หรือผู้มีจิตใจบิดเบี้ยว
- ความเครียดส่วนต้น (Proximal Stressors): บาดแผลภายในประกอบด้วย 3 ลำดับขั้น
- Expectation of Rejection (คาดระแวงว่าจะถูกปฏิเสธ): ทำให้คนตื่นตระหนกและระแวดระวังตลอดเวลา
- Concealment (การปิดบังตัวตน): การต้องซ่อนเร้นตัวตนเพื่อความปลอดภัยสะสมสารพิษทางอารมณ์
- Internalized Homophobia/Transphobia (การเกลียดกลัวอัตลักษณ์ตนเอง): ผู้ป่วยซึมซับอคติของสังคมจนเกิดความรู้สึกว่า “ตัวตนของฉันเป็นสิ่งผิดบาป น่ารังเกียจ” และนี่คือจุดแตกสลายของจิตวิญญาณ
ความย้อนแย้งนี้กระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตของ LGBTQIAN+ ที่บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย และยิ่งต้องเผชิญกับอัตลักษณ์ทับซ้อน มิติความเหลื่อมล้ำและการกดทับก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ
ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ ย้ำว่า เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่ได้มีเพียงมิติเพศสภาพ โครงสร้างสังคมแบ่งแยกผ่านชนชั้น รายได้ การศึกษา และชาติพันธุ์ด้วย LGBTQIAN+ คนที่เกิดในครอบครัวร่ำรวยในกรุงเทพ สำเร็จการศึกษาสูง มีรูปลักษณ์สอดคล้องมาตรฐาน ย่อมมี “ต้นทุนทางสังคม” เป็นเกราะ ที่ต่างจากอีกคนเกิดในครอบครัวยากจนแถบชายแดน คนข้ามเพศ พูดไทยไม่ชัด หน้าตาไม่สามารถเทียบเคียงได้กับมาตรฐานความงาม เมื่ออัตลักษณ์และความเปราะบางทับซ้อนเข้ากับ LGBTQIAN+ แรงกดทับจะทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัว กระทบต่อสุขภาพจิตโดยตรง
ปริยศ ยังได้เปิดเผยอีกว่า การศึกษาปัญหาสุขภาพของ LGBTQIAN+ ที่ผ่านมาจำกัดแค่จิตเวช หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงสะท้อนว่า ประชากรกลุ่มนี้ยังเผชิญกับปัญหาสุขภาพกายโรคอื่น ๆ สูงกว่าชายหญิง
เช่น อัตราความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่าง โรคหัวใจ ความดันสูง เบาหวาน เกิดจากความเครียดเรื้อรัง (Chronic Minority Stress) ที่กระตุ้นหลั่งฮอร์โมนความเครียด จนระบบภูมิคุ้มกันและหลอดเลือดเสื่อมสภาพ นำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ใช้สารเสพติด สูงกว่า 3 เท่า เนื่องจากการไร้พื้นที่ปลอดภัยระบายความทุกข์
ในมิติมะเร็ง กลุ่มคนข้ามเพศเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ปากมดลูก ต่อมลูกหมาก ทวารหนัก สูง 2-3 เท่า เนื่องจากความกลัวและหลีกเลี่ยงการตรวจคัดกรองในระบบสาธารณสุข ชายข้ามเพศมักหลีกเลี่ยงการตรวจสูตินรีเวช
ยิ่งไปกว่านั้น เยาวชนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว มักหันไปซื้อยาฮอร์โมนเอง ตามคำแนะนำออนไลน์ โดยปราศจากการดูแลแพทย์ นำไปสู่ปัญหาลิ่มเลือด ตับอักเสบ ระบบหลอดเลือด และ “ศัลยกรรมเถื่อน” ซึ่งสร้างสูญเสียชีวิต
เพื่อรื้อถอนห่วงโซ่แห่งความทุกข์ ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ เสนอว่าต้องพัฒนาแนวทางการให้บริการทางการแพทย์ที่ยอมรับ เคารพ และสนับสนุนอัตลักษณ์ทางเพศและวิถีทางเพศ ที่เรียกว่า “Affirming & Inclusive Healthcare”เริ่มต้นด้วยปรับระบบข้อมูลราชการให้มีทางเลือกเพศ ยกเลิกการบังคับ “ชาย/หญิง” ใช้คำว่า “คุณ” นำหน้า ปฏิเสธการขานเรียกด้วยคำนำหน้าเพศกำเนิด
รวมถึงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเช่น ปรับนโยบายหอผู้ป่วย ให้มีความยืดหยุ่น เคารพศักดิ์ศรี ไม่จับผู้ป่วยข้ามเพศไปนอนหอตามเพศกำเนิด ซึ่งสามารถดูจากโรงพยาบาลต้นแบบ เช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ หรืออบรมบุคลากร ผ่านหลักสูตรที่ว่าด้วยความหลากหลายของมนุษย์
“เพราะวิชาชีพพยาบาล คือปราการด่านหน้าที่ใกล้ชิดความทุกข์คนมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงแค่กฎหมายเกิดสมรสเท่าเทียม ไม่พอที่จะสร้างความยุติธรรมได้ ตราบใดที่ระบบบริการสุขภาพยังคงปฏิเสธ เลือกปฏิบัติ เรื่องเร่งด่วนของระบบสุขภาพคือ ปรับให้เอกสารราชการ จิตสำนึกของบุคลากร และหัวใจของสถานพยาบาล เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยแท้จริง ซึ่ง LGBTQIAN+ ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษใด ๆ แต่ ต้องการสิทธิที่เป็นธรรมและเท่าเทียม เช่นเดียวกับทุก ๆ คนที่พึงมี” ปริยศ สรุป
ข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนาระบบสุขภาพ
ตลอดทั้งวันของเวทีประชุมวิชาการที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500 คน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพยาบาล อาจารย์พยาบาล แต่รวมถึงบุคลากรในสาขาพยาบาลศาสตร์ สมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งได้สะท้อนเสียงว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในระบบสุขภาพ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องขจัด โดยเสนอแนวทางขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่โอบรับความเป็นมนุษย์ดังนี้
- ให้ความรู้และสร้างความตระหนัก: ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพยาบาลและการแพทย์ ให้บรรจุ SOGIESC อย่างเป็นระบบ
- สนับสนุนและเสริมพลัง: จัดตั้งเครือข่ายช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจสำหรับ LGBTQIAN+ และครอบครัว
- ดูแลเยาวชน LGBTQIAN+ ในสถานศึกษา: โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย
- สนับสนุนสวัสดิการ Gender-Affirming Care: ผลักดันให้การดูแลสุขภาพเฉพาะทางบรรจุเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ
- การร่วมสร้างกับชุมชน: นโยบายต้องออกแบบผ่านการรับฟังกลุ่มหลากเพศจริงๆ ไม่ใช่สัญลักษณ์
- สร้างนโยบายครอบคลุมในระดับโครงสร้าง: เปลี่ยนกฎหมาย ตั้งแต่สิทธิเลือกใช้คำนำหน้านามไปจนถึงนโยบายองค์กร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- 4 มุมมองแพทย์ต่อ “ฮอร์โมนข้ามเพศ” เริ่มใช้สิทธิบัตรทอง มิ.ย.นี้
- สปสช. เตรียมพร้อม ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ
- 1 ปี สมรสเท่าเทียม แต่คู่สมรส LGBTQIAN+ ยังได้สิทธิสวัสดิการไม่เท่าเทียม




